ความรู้สึกแรกที่แล่นปราดเข้ามาในโสตประสาทคือ... ความหนาวเหน็บ
มันไม่ใช่ความหนาวเย็นของเครื่องปรับอากาศที่เปิดทิ้งไว้ 16 องศาในออฟฟิศย่านธุรกิจ ที่ซึ่งเธอต้องพกเสื้อสูทติดลิ้นชักไว้เสมอ และไม่ใช่ความหนาวยามตีสามขณะยืนรอแท็กซี่หลังการประชุมบอร์ดบริหารอันแสนยาวนาน แต่มันคือความหนาวที่แทรกซึมลึกเข้าไปในไขกระดูก ราวกับร่างนี้ถูกแช่แข็งอยู่ในก้อนน้ำแข็งขั้วโลกมานับศตวรรษ แล้วเพิ่งถูกกระชากขึ้นมาสู่โลกความเป็จริง
ไป๋อวี้—หรือดวงจิตใดก็ตามที่เข้ามาร่างนี้—ลืมตาโพลงขึ้นท่ามกลางความสับสนมึนงง
ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือขื่อคานไม้เก่าคร่ำครึที่อยู่ห่างจากปลายจมูกเพียงไม่กี่คืบ รอยแตกร้าวลามเลียไปทั่วเพดานราวกับใยแมงมุม มุมซ้ายมีรังตัวต่อขนาดเท่ากำปั้นเด็กห้อยตระหง่านอยู่โดยไร้ทีท่าจะย้ายถิ่นฐาน ควันไฟจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ใต้เพดาน ผสมปนเปกับกลิ่นอับชื้นของดินเหนียวและไม้ผุพัง... กลิ่นของความอัตคัดขัดสนที่ไม่ได้ถูกแยแสมาเนิ่นนาน
เอาล่ะ...
เธอนอนนิ่ง สงบสติอารมณ์ กวาดสายตาสำรวจรอบกายอย่างเงียบเชียบ
ที่นี่ไม่ใช่คอนโดฯ ของฉัน... แน่นอน
ห้องพักของเธอในปี 2024 ตั้งอยู่บนชั้น 28 ของอาคารหรูใจกลางเมือง ที่นั่นมีผ้าม่านลินินนำเข้า เตียงนอนหนานุ่มที่แม่บ้านเข้ามาเปลี่ยนให้ทุกสัปดาห์ และเครื่องฟอกอากาศราคาแปดหมื่นที่ซื้อมาประดับบารมีแต่แทบไม่เคยได้สูดอากาศบริสุทธิ์จากมันจริงๆ
แต่ที่นี่... ห่างไกลจากคำว่า 'สุขสบาย' ราวฟ้ากับเหว
ร่างกายของเธอนอนแผ่อยู่บน 'เตียงเตา' หรือที่คนทางเหนือเรียกว่า 'คัง' ซึ่งก่อด้วยอิฐและดินเหนียว ด้านล่างปูรองด้วยฟางข้าวบางเบาพอเป็พิธี หน้าต่างไม้กระดานถูกตอกตะปูขึ้นสนิมปิดตายไว้อย่างลวกๆ จนลมหนาวจากภายนอกสามารถเล็ดลอดผ่านรอยแตกเข้ามาทักทายผิวเนื้อได้อย่างอิสระ บนร่างมีผ้าห่มเก่าซอมซ่อที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนหลากสีสัน คล้ายกับไปขอเศษผ้าจากทั่วสารทิศมาเย็บต่อกันเพื่อประทังความหนาว
มุมห้องมีตู้ไม้สีทึมที่บานประตูหลุดห้อยร่องแร่ง โต๊ะขาหักที่ต้องใช้อิฐหนุนต่างขา ถังน้ำสังกะสีบุบเบี้ยวที่มีแผ่นน้ำแข็งจับตัวบางๆ ที่ก้นถัง และหลอดไฟไส้ทังสเตนดวงเล็กที่ห้อยต่องแต่งอยู่กลางห้อง แสงสลัวรางของมันแทบไม่ช่วยไล่ความมืดมิดออกไปได้เลย
เธอพยายามหยัดกายลุกขึ้น แต่ร่างกายกลับประท้วงด้วยความเ็ปรวดร้าว ศีรษะหมุนติ้ว แขนขาอ่อนเปลี้ยเพลียแรง หัวใจเต้นแ่เบาจนน่าใ ราวกับแบตเตอรี่ชีวิตเหลือเพียงขีดแดงสุดท้ายที่พร้อมจะดับวูบลงได้ทุกเมื่อ
เธอฝืนยกมือขึ้นมาพิจารณาตรงหน้า...
มือคู่นี้เป็ของผู้หญิง แต่ไม่ใช่ของเธอ... ผิวที่เคยขาวเนียนจากการทาครีมบำรุงราคาแพง บัดนี้กลับกลายเป็ผิวหยาบกร้าน สีเหลืองซีดเซียว ข้อนิ้วแตกระแหง เล็บสั้นกุดที่มีเศษดินดำฝังแน่นอยู่ตามซอกเล็บ ฝ่ามือด้านหนาเป็ไตแข็งจากการตรากตรำทำงานหนักในไร่นา ไม่ใช่จากการจับปากกาเซ็นเอกสารหรือยกดัมเบลในฟิตเนส
ครีมกระปุกละหมื่นก็คงกู้สภาพมือนี้คืนมาไม่ได้ง่ายๆ
ทันใดนั้น คลื่นความทรงจำของเ้าของร่างเดิมก็ถาโถมเข้ามาในสมองราวกับเขื่อนแตก... ยุ่งเหยิง สับสน และเ็ป
ชื่อ... ไป๋อวี้ อายุ 19 ปี, หมู่บ้านหงเหมย มณฑลเฮยหลงเจียง, ปีคริสต์ศักราช 1975
พ่อแม่ด่วนจากไปตอนเธออายุสิบสี่ ทิ้งเธอไว้กับน้องฝาแฝดวัยห้าขวบ ย่าสกุลไป๋รับเลี้ยงพวกเธอทั้งสาม แต่ชีวิตในบ้านย่าก็ไม่ต่างจากคนรับใช้ เธอต้องออกไปทำงานแลกแต้มแรงงานในคอมมูนั้แ่อายุสิบห้า แต่สมุดบัญชีแต้มแรงงานกลับถูกย่าและป้าสะใภ้ยึดไปถือครอง
ซ้ำร้าย... คู่หมั้นหนุ่มปัญญาชนยังหนีตามลูกสาวหัวหน้าหมู่บ้านไป ทิ้งให้เธอตกเป็ขี้ปากชาวบ้าน และฟางเส้นสุดท้ายคือการที่ย่าของเธอตกลงขายหลานสาวกิน โดยจะยกเธอให้แต่งงานกับ 'เถ้าแก่หวัง' พ่อม่ายวัย 58 ปี ฟันหลุดเกือบหมดปาก เพื่อแลกกับสินสอด
และ... เชือกเส้นนั้น
ความทรงจำสุดท้ายหยุดลงที่เชือกป่านเส้นหนาที่พาดผ่านขื่อคาน
ไป๋อวี้นอนนิ่งซึมซับข้อมูลเ่าั้
ในชีวิตก่อน เธอคือหญิงแกร่งแห่งวงการธุรกิจ ผ่านวิกฤตบริษัทเกือบล้มละลาย โดนคู่แข่งโจมตี หรือพาร์ทเนอร์ถอนทุน เธอก็ไม่เคยย่อท้อ ไม่เคยมีความคิดที่จะ 'หนีปัญหา' แม้แต่เสี้ยววินาที เพราะเธอรู้ดีว่าอาณาจักรที่สร้างมาจะพังทลายหากเธอหยุดเดิน
แต่เด็กสาวเ้าของร่างเดิม... แบกรับโลกทั้งใบไว้ด้วยบ่าเล็กๆ เพียงลำพังั้แ่อายุสิบสี่ ถูกกดขี่ ถูกหักหลัง และถูกสังคมตราหน้า จนในที่สุดแสงแห่งความหวังก็มอดดับลง
ไป๋อวี้เงยหน้ามองเพดานผุพังอีกครั้ง แล้วแค่นหัวเราะในใจ... เสียงหัวเราะที่ไร้สุ้มเสียงแต่ดังก้องในความรู้สึก
จักรวาลนี้ช่างมีอารมณ์ขันร้ายกาจ... มีที่สุขสบายให้ไปตั้งเยอะแยะ ดันส่งฉันมาที่นี่
ปี 1975 ชนบทจีน... ไฟฟ้าติดบ้างดับบ้าง อินเทอร์เน็ตไม่ต้องพูดถึง แม้แต่ส้วมชักโครกยังเป็เื่เพ้อฝัน
แถมยังมีเ้าบ่าวแก่คราวพ่อรอเข้าหออยู่
ขอบใจมากนะจักรวาล ซาบซึ้งจนน้ำตาจะไหลเลยล่ะ
---
หญิงสาวค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง รอจนอาการหน้ามืดทุเลาลง สายตาจึงปรับโฟกัสไปยังอีกมุมหนึ่งของเตียงเตา
ที่นั่น... มีก้อนกลมๆ สองก้อนนอนขดตัวอยู่
เสี่ยวเป่า และ เสี่ยวเป่ย น้องชายและน้องสาวฝาแฝด
เสี่ยวเป่านอนกำชายเสื้อน้องสาวแน่นแม้ในยามหลับ ราวกับกลัวว่าใครจะมาพรากเธอไป ส่วนเสี่ยวเป่ยนอนขดตัวจนกลมดิก ขาเล็กๆ หดแนบชิดอก ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเด็กน้อยกำลังหลับสนิท
สิ่งที่คลุมกายพวกเขาไม่ใช่ผ้าห่มนวมหนานุ่ม แต่เป็เพียงเสื้อนวมเก่าๆ สองตัวที่วางทับซ้อนกันเพื่อกันลม
เสื้อเก่าๆ...
สภาพของเสี่ยวเป่าผอมแห้งจนน่าใจหาย กระดูกไหปลาร้าปูดโปนชัดเจน ผิวที่ควรจะสดใสสมวัยกลับซีดเหลือง แก้มตอบจนเห็นโครงกระดูก เสี่ยวเป่ยเองก็ไม่ต่างกัน ผมเส้นบางแห้งกรอบ ริมฝีปากแห้งแตกเป็ขุย
ไป๋อวี้จ้องมองเด็กทั้งสองอยู่นาน...
ในชีวิตก่อน เธอไม่เคยมีเวลาให้เด็ก และเอาเข้าจริงเธอค่อนข้างวางตัวไม่ถูกกับสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ เหล่านี้ เธอถนัดอ่านกราฟหุ้นและวางกลยุทธ์ธุรกิจมากกว่าการปลอบโยนใคร
แต่ทว่า... ความรู้สึกบางอย่างกลับก่อตัวขึ้นในอกอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความสงสารฟูมฟาย แต่เป็ความรู้สึกที่หนักแน่น มั่นคง และเยือกเย็นดุจหินผา
เด็กสองคนนี้ขาดสารอาหารรุนแรง... ต้องเร่งแก้ไขเป็อันดับแรก
นี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็ภารกิจบังคับ
เธอปลดผ้าห่มผืนเดียวที่คลุมกายอยู่ออก ความเย็นะเืของอากาศพุ่งเข้ากัดผิวเนื้อทันที แต่เธอกัดฟันค่อยๆ คลานเข้าไปห่มผ้าผืนนั้นให้เด็กทั้งสอง บรรจงจัดมุมผ้าให้มิดชิดถึงคอของเสี่ยวเป่ย และสอดเก็บชายผ้าไว้ใต้ร่างของเสี่ยวเป่าเพื่อกักเก็บไออุ่น
เสี่ยวเป่าขยับตัวเล็กน้อย พลิกตัวกลับมาหาน้องสาว ใบหน้าซูบตอบซบลงกับความอบอุ่นของผ้าห่มผืนใหม่ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย... ราวกับว่าในความฝัน เขารับรู้ได้ถึงความปลอดภัยที่พี่สาวมอบให้
ไป๋อวี้ถอยกลับมานั่งกอดเข่าที่มุมเดิม ใช้แขนตัวเองต่างผ้าห่ม
ร่างนี้อาจจะหนาว... แต่จิติญญาข้างในนี้แกร่งกว่าเ้าของเดิมร้อยเท่า
เธอกระซิบคำมั่นกับตัวเอง
---
เสียงลมหวีดหวิวด้านนอกยังคงพัดกรรโชกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ไป๋อวี้ปล่อยให้สมองประมวลผลท่ามกลางความมืด
อีก 3 ปี... ปี 1978 จีนจะประกาศนโยบายปฏิรูปประเทศ ระบบคอมมูนที่กดขี่ผู้คนจะค่อยๆ เสื่อมสลาย ตลาดเสรีจะกลับมาเฟื่องฟู ยุคทองของคนที่ 'รู้ทัน' กำลังจะมาถึง... ความรู้ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจที่เธอเคยอ่านผ่านตาในโลกก่อน บัดนี้คืออาวุธที่ทรงพลานุภาพที่สุด
แต่นั่นมันเื่ของอนาคต
ปัญหาเฉพาะหน้าที่รออยู่ตรงหน้าคือ... ข้าวสารก้นถังที่เหลือไม่พอสัปดาห์, ฟืนไฟที่ใกล้หมด, ภาวะทุพโภชนาการของน้องๆ, แผนการร้ายของย่าและป้าสะใภ้... และเ้าบ่าวแก่รุ่นพ่อที่มีค่าตัวเธอเพียง 50 หยวน
50 หยวน...
ในโลกก่อน เธอเซ็นเช็คหมุนเงินหลักร้อยล้านตาไม่กระพริบ แต่ที่นี่ ค่าตัวของเธอมีค่าแค่ 50 หยวน!
ฝันไปเถอะ... ไม่ว่าจะยุคไหน ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะมากดหัวฉันได้
---
แสงแรกของวันจับขอบฟ้า เสี่ยวเป่ยรู้สึกตัวตื่นขึ้น
เด็กน้อยลืมตาโพลง นอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งตามความเคยชินที่ตื่นมาแล้วต้องคอยลุ้นว่าพี่สาวจะยังอยู่หรือไม่ ก่อนจะค่อยๆ หันมองไปรอบๆ
และพบว่า... พี่สาวของเธอนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ไม่ไปไหน
"พี่อวี้!"
เด็กหญิงกระโจนเข้ากอดพี่สาวทั้งที่ยังลุกไม่สุดตัว อ้อมแขนเล็กๆ รัดเอวพี่สาวแน่นจนไป๋อวี้แทบเซ ััได้ถึงความสั่นเทาของร่างเล็ก
"พี่ยังอยู่... พี่ยังอยู่จริงๆ ด้วย" เสี่ยวเป่ยพึมพำซ้ำไปซ้ำมา เสียงเล็กสั่นเครือแต่ไร้น้ำตา มันคือเสียงของความกลัวที่ฝังลึกจนร้องไม่ออก
ไป๋อวี้ปล่อยให้น้องสาวกอดเพื่อตรวจสอบความมีตัวตนของเธอ ก่อนจะยกมือหยาบกร้านขึ้นลูบแผ่นหลังเล็กๆ นั้นอย่างแ่เบา
"พี่อยู่นี่... ไม่ไปไหนทั้งนั้น"
เสี่ยวเป่ยซบหน้าลงกับต้นแขนพี่สาว ลมหายใจอุ่นร้อนรดริน "หนูฝันร้าย... ฝันว่าพี่ทิ้งหนูไปแล้ว คืนนั้น... หนูกับพี่เป่าวิ่งตามหาพี่ท่ามกลางหิมะ ร้องเรียกเท่าไหร่พี่ก็ไม่ตอบ..."
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง
เสียงลมหนาวด้านนอกดูเหมือนจะเปลี่ยนโทนเสียงไปเล็กน้อย
ไป๋อวี้มองลอดรอยแตกของผนังออกไป แสงสีเทายามเช้าเริ่มสาดส่องเข้ามา เธอนึกภาพเ้าของร่างเดิม นึกถึงเชือกบนขื่อ และนึกถึงเด็กน้อยสองคนที่เกือบจะต้องตื่นมาพบกับร่างไร้ิญญาของพี่สาว ต้องวิ่งร้องไห้ท่ามกลางหิมะเรียกหาคนที่ไม่มีวันตอบรับ
เธอไม่รู้ว่าทำไม์ถึงเหวี่ยงเธอมาที่นี่ แต่เมื่อมาแล้ว... และในห้องที่มืดมิดนี้ ยังมีลมหายใจเล็กๆ อีกสองดวงที่พึ่งพาเธออยู่
เธอไม่ได้ข้ามเวลามาเพื่อยอมแพ้!
ไป๋อวี้กระชับผ้าห่มที่คลุมร่างเสี่ยวเป่ยแน่นขึ้น ั์ตาฉายแววเด็ดเดี่ยวที่เด็กสาววัย 19 คนเดิมไม่เคยมี
"พวกคนที่คิดจะรังแกเรา..." น้ำเสียงของเธอเรียบเย็น แต่หนักแน่นดุจคำประกาศิต "...จะต้องเสียใจที่กล้ามาลองดีกับพี่"
เสี่ยวเป่ยไม่ได้ตอบรับ แต่กอดพี่สาวแน่นขึ้นกว่าเดิม
และที่มุมหนึ่งของเตียงเตา... เสี่ยวเป่าที่ตื่นขึ้นมาเงียบๆ สักพักแล้ว กำลังจ้องมองพี่สาวของเขาด้วยแววตาครุ่นคิด สัญชาตญาณของเด็กวัยแปดขวบบอกเขาว่า พี่สาวคนเดิมที่เขาคุ้นเคย... กับพี่สาวที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ มีบางอย่างที่เปลี่ยนไป
เหมือนคนเดิม... แต่ก็ไม่ใช่คนเดิม
เขาไม่รู้ว่าควรเรียกว่าอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจ คือความรู้สึกปลอดภัยที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ
เขา... ไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว
