“ข้าคิดว่าชิงชิงเป็คนฉลาด นางคงมิได้ช่วยคนอย่างไร้เหตุผลตามอำเภอใจ” จวงซานหู่กล่าวเสริมอีกว่า “ข้าได้ยินมาจากหวังเลี่ยงว่า แม่นางน้อยในสกุลหวังเล่าให้ฟังว่ายามที่ชิงชิงอยู่ที่หมู่บ้านสกุลหวัง นางได้ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยของคนไข้ไว้หลายคน วิชาแพทย์ของนางสูงส่งกว่าหมอในอำเภอด้วยซ้ำ”
หลี่หงหงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง นางเอ่ยถามว่า “จริงหรือ?”
“จริง” เฝิงต้าจู้ค่อยๆ เอ่ยตอบ “ใช่แล้ว ชิงชิงยังมอบยาให้บ้านของข้าไว้จำนวนหนึ่งด้วย ทั้งยังกำชับว่าหากมีสหายหรือญาติสนิทคนใดของข้าป่วย สามารถไปยังหมู่บ้านสกุลหวังเพื่อขอให้นางรักษาได้ นางจะไม่คิดเงิน”
“น้องชิงชิงเองก็ให้ยาพวกเราไว้ อีกทั้งยังเอ่ยกำชับพวกเราไว้แบบนี้เช่นกัน” จวงซานหู่ลูบศีรษะของตนเอง ก่อนจะแย้มยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่ใหญ่เรียงรายสองแถวให้กับภรรยาของตน “ยามนั้นข้าไม่กล้าเชื่อ ข้ามันสายตาสุนัข ย่ำแย่และดูถูกผู้อื่นจริงๆ”
“ข้าจะไปดูยาสักหน่อย” หลี่หงหงคิดอะไรบางอย่างได้ นางรีบพุ่งตัวไปทางห้องนอนแล้วทำการพลิกแผ่นดินเพื่อหาของทันที โชคดีที่ยังทันเวลา ยายังไม่ถูกบุตรชายบุตรสาวที่แสนดีของหลี่หงหงทำลายไปเสียก่อน “เด็กคนนี้ทั้งมีวิชาแพทย์ ทั้งรู้จักการทำอาหาร ที่สำคัญคือใจกว้างและช่างแบ่งปัน นี่นางเปลี่ยนไปเป็คนละคนเลยมิใช่หรือ?”
จวงซานหู่ฝานไม้ไผ่ออกเป็เส้นบางๆ ก่อนใช้น้ำเกลือแช่ครึ่งชั่วยาม หลังจากนั้นก็รวบรวมมันขึ้นมา สองมือเคลื่อนไหวร้อยสานสลับไปมาอย่างว่องไว เวลาเพียงสามชั่วยาม เขาก็สามารถสร้างซึ้งนึ่งขนาดใหญ่หกซึ้งที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งหมี่ได้แล้ว
่เวลากลางวัน ในที่สุดหยาดฝนก็หยุดตก หลี่หงหงไปที่ทุ่งนาของนางเพื่อเก็บถั่วสองสามจิน และฟักทองสีเหลืองลูกใหญ่หนึ่งลูก
หลังจากที่เฝิงต้าจู้ได้ทานอาหารมากมายละลานตา ทั้งเนื้อกบและเนื้อหมูอย่างเอร็ดอร่อยแล้ว เขาก็แบกซึ้งนึ่ง ถั่วและฟักทองลูกใหญ่กลับบ้าน
การเดินทางครั้งนี้ไม่เสียเปล่าจริงๆ ทั้งได้ทานอาหารอร่อยๆ เต็มอิ่ม ยังได้รับทั้งซึ้งนึ่งทั้งผัก และที่สำคัญยังได้เห็นด้วยตาตัวเองว่า การขายอาหารประเภทแป้งนั้นรุ่งเรืองเพียงใด
ในใจของเขาตื่นเต้นยิ่งนัก ชายหนุ่มตั้งตารอคอยถึงอนาคต ต่อให้ต้องเดินย่ำโคลนกลับบ้านก็หาได้รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจไม่
หลายปีก่อน บิดามารดาจากโลกนี้ไป ในบ้านมีทั้งน้องชายน้องสาว เพื่อความอยู่รอดในครอบครัว ทำให้เขามิอาจไม่ขายบ้านของบรรพบุรุษทิ้ง ก่อนย้ายจากอำเภอระหกระเหินมายังตำบลนี้
นับั้แ่ที่เขาแต่งงานกับหลี่หลานหลาน วันคืนที่ผ่านไปอย่างยากลำบากก็ค่อยๆ ดีขึ้น น้องชายและน้องสาวได้รับการดูแล ยามที่กลับบ้านก็มีอาหารร้อนๆ รอต้อนรับ ครอบครัวมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น ยามนี้ยังเพิ่มการหาเงินด้วยการค้าขายซาลาเปาเข้ามาอีกด้วย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว เฝิงต้าจู้เดินทางมาถึงหน้าบ้านแล้ว ไม่กี่ชั่วยามก่อนที่จะออกจากบ้าน เขายังคิดอยู่เลยว่าการขายซาลาเปาเป็เื่ที่ไม่มั่นคง มิสู้การทำงานในเมือง ทว่ายามนี้ความคิดของเขาเปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง
เฝิงจินตัวน้อยวิ่งมาเปิดประตู ชวนให้เฝิงต้าจู้อ้าปากหัวเราะกว้างด้วยความดีใจ เพียงแต่สองมือของเขาเต็มไปด้วยสิ่งของ มิอาจก้มลงโอบกอดเด็กน้อยได้
และเป็เวลานั้นเอง ในครัวพลันแว่วเสียงหัวเราะอย่างตื่นเต้นยินดีของหลี่หลานหลานดังขึ้นมา “สำเร็จแล้ว ในที่สุดข้าก็หมักแป้งได้สำเร็จแล้ว ดีเหลือเกิน นี่คือซาลาเปาที่ทำจากแป้งที่ข้าหมัก... ฮ่าๆ ซาลาเปาหวาน! ข้าช่างเก่งกาจนัก ช่างมีความสามารถจริงๆ!”
ยังมีเสียงหัวเราะใสกังวานของหลี่ชิงชิงดังเคลียคลอ “ใช่แล้ว พี่สาว ท่านมิใช่เก่งกาจธรรมดาเท่านั้น แต่ท่านเก่งกาจยิ่งนักเ้าค่ะ”
วินาทีที่เฝิงต้าจู้เห็นภรรยาของตน ในใจพลันเกิดความรู้สึกราวกับดอกไม้เบ่งบาน ยามที่มองไปยังน้องภรรยา ก็ราวกับมองเห็นเทพเ้าแห่งความมั่งคั่งอย่างไรอย่างนั้น
หลี่หลานหลานเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า “เ้ากลับมาจากที่ใด ในเมืองหรือ? ถึงขนาดซื้อซึ้งนึ่งมาให้ข้าเรียบร้อยเช่นนี้ เอ๋ ไม่ถูกต้อง ในตัวเ้าหาได้มีเงินมากขนาดนั้น”
“ข้ากลับมาจากบ้านของพี่สาว ไม่ได้ไปอำเภอ ซึ้งนึ่งใบนี้ข้ามิได้ซื้อมา เป็สามีพี่สาวเ้าที่ทำขึ้นมาเพื่อมอบให้ครอบครัวเรา”
หลี่หลานหลานหยิบซึ้งนึ่งขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด คุณภาพของซึ้งนึ่งอันนี้ด้อยกว่าที่ขายในเมืองเล็กน้อย ทว่าก็ดีกว่าที่ชาวบ้านในหมู่บ้านทำขึ้นเองมากแล้ว หลังจากลองเปรียบเทียบดูแล้ว ก็รู้สึกว่ามันค่อนข้างแข็งแรงใช้ได้เลยทีเดียว “ฝีมือของพี่เขยยอดเยี่ยมนัก ซึ้งใช้การได้จริงๆ”
หลี่ชิงชิงนึกถึงหน้าตาดุร้ายของจวงซานหู่ คนผู้นี้มีความสามารถอีกทั้งยังดีต่อหลี่หงหงจากก้นบึ้งจิตใจจริงๆ ช่างเหมาะสมและคู่ควรแล้วกับหลี่หงหง
เฝิงต้าจู้มอบฟักทองกับถั่วให้เฝิงซื่อสี่ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ชิงชิง พี่รองของเ้าฝากมาบอกว่า ต่อไปในอนาคตหากเ้าจะรักษาผู้ป่วย จงระวังตนให้ดีกว่านี้ หากผู้ป่วยที่เ้ารักษาเล่นแง่ ไร้คุณธรรม เ้าต้องใจแข็ง อย่าได้รักษาพวกเขาเหล่านี้เด็ดขาด”
“ถูกต้อง เื่ที่พี่รองเอ่ย ข้าเองก็อยากเอ่ยกับเ้าเช่นกัน” หลี่หลานหลานไม่เคยคิดต่างจากหลี่หงหงเลยแม้แต่ครั้งเดียว นางยังกำชับอีกว่า “ชิงชิง เ้าอย่าได้ไม่แยกแยะคน ปฏิบัติต่อใครเหมือนกันไปหมด ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนรักษาให้ ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนช่วยเหลือไปเสียหมด”
หวังเลี่ยงที่ยืนอยู่ข้างๆ มาตลอดเอ่ยถามว่า “การค้าซาลาเปาของพวกเขาดีหรือไม่?”
“ดี ดีมากเหลือเกิน” เมื่อเอ่ยถึงซาลาเปา เฝิงต้าจู้ก็อดกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ไม่ไหว หลังจากนั้นเขาก็พุ่งตัวไปที่ห้องครัวเพื่อดูผลงานซาลาเปาที่ภรรยาของเขาทำขึ้น “เพียงไม่กี่วันพี่สาวกับพี่เขยของเ้าก็ทำเงินจากการขายได้มากมาย พวกเขาบอกให้บ้านเรารีบขายบ้าง รีบขายเร็วเท่าไรก็จะได้เงินเร็วเท่านั้น ภรรยา พรุ่งนี้บ้านเราเริ่มขายได้หรือยัง? หากขายได้เลยก็จะดียิ่ง ระหว่างทางที่ข้ากลับมาข้าคิดดีแล้ว สิ่งที่ชิงชิงเอ่ยมานั้นถูกต้อง เราทำตามสิ่งที่ชิงชิงพูดกัน เ้าทำแป้งซาลาเปา พวกเราสามพี่น้องเข้าเมืองเข้าอำเภอไปขาย”
ยามปกติเขาเป็คนไม่พูดมาก วันนี้กลับเอ่ยออกมามากมายในลมหายใจเดียว ทว่ากลับรู้สึกว่ายังพูดไม่หมด ยังอยากจะพูดอีกด้วยซ้ำ
เขากลายเป็หัวหน้าครอบครัวั้แ่อายุยังน้อย ทุกวันคืนจึงปรารถนาจะทำงานหาเงินให้มากๆ เพื่อให้ตนเองและครอบครัวได้มีชีวิตที่ดีขึ้น
ความปรารถนานี้สั่งสมมานานหลายปี และในที่สุดเขาก็มีโอกาสทำเงินได้มากมาย...
อารมณ์ของหลี่หลานหลานถูกเฝิงต้าจู้แพร่เชื้อใส่ นางเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “ข้าเพิ่งเรียนรู้วิธีทำซาลาเปาสำเร็จ แต่ยังไม่รู้วิธีการทำซาลาเปายัดไส้เลย หาก้าขายพรุ่งนี้ ข้าก็ขายได้เพียงซาลาเปาเท่านั้น” นางมองไปทางหลี่ชิงชิงก่อนเอ่ยถามว่า “ไม่รู้ว่าซาลาเปาจะขายดีเท่าซาลาเปายัดไส้หรือไม่?”
หลี่ชิงชิงเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มบาง “หากใส่น้ำตาลลงในแป้งและทำเป็ซาลาเปาหวาน ย่อมขายดีแน่นอนเ้าค่ะ”
เมื่อเอ่ยถึงการหมักแป้ง ทั้งแป้งซาลาเปาทั้งแป้งบะหมี่ หลี่หลานหลานยังด้อยกว่าหลี่หงหงนัก
ทว่าอย่างไรก็ตาม เพราะเห็นแก่ฐานะของหลี่หลานหลานในบ้านสกุลเฝิง หลี่ชิงชิงย่อมไม่มีทางเอ่ยออกมา
“ดี เช่นนั้นข้าก็จะทำซาลาเปาหวาน” หลี่หลานหลานยกกำปั้นของนางขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น นางอายุเพียงสิบแปดปี ต่อให้นางจะผ่านการให้กำเนิดบุตรสาวมาแล้ว ทว่าการกระทำใดๆ ก็ยังแฝงไปด้วยความสดใสของวัยเยาว์อยู่ดี
มื้อเย็นมีกบผัดพริก ผัดฟักทอง อาหารจานหลักคือซาลาเปาและข้าว และยังคงเป็แขกของบ้าน หลี่ชิงชิงที่เป็คนจัดการ
กบหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าเนื้อไก่ในนา [1] เป็ยาบำรุงชั้นดี ทางตอนใต้ของแคว้นต้าถังมีกบจำนวนมาก ชาวนามากมายล้วนจับพวกมันมากิน
ในแคว้นต้าถังกบเป็สัตว์ป่าตามธรรมชาติ บริสุทธิ์ ไร้สารปนเปื้อน สามารถกินได้ ต่างจากกบในยุคสมัยที่หลี่ชิงชิงจากมา กบเ่าั้เติบโตในนาข้าวที่เต็มไปด้วยยาฆ่าแมลง เนื้อของกบเ่าั้มีสารกำจัดศัตรูพืชในปริมาณเพียงเล็กน้อย ทว่าก็ยังมิอาจกินได้
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการทอดกบคือความร้อน เนื้อกบมีความนุ่ม ทอดนานเกินไปไม่ได้ ทว่าหากทอดเร็วเกินไปก็จะกินไม่ได้เช่นกัน เพราะในกบมีพยาธิ จึงจำเป็ต้องทอดครู่หนึ่งเพื่อกำจัดพยาธิออกไปให้หมด
กบผัดพริกใส่กระเทียม ขิงซอย และต้นหอมสับ เนื้อกบดูดซับความเผ็ดและกลิ่นหอมของกระเทียมและขิง นี่ช่วยชูความอร่อย บวกกับรสชาติที่เผ็ดจัด นับเป็อาหารอันโอชะที่ยอดเยี่ยม
ทุกคนไม่ได้กินกบเป็อาหารเช้า เพราะว่าพวกเขารอให้เฝิงต้าจู้กลับมากินด้วยกัน
ดังนั้นเฝิงต้าจู้จึงได้ทานเนื้อกบไปสองมื้อ รสชาติอาหารอร่อยจนแทบทนไม่ไหว นอกจากนี้ พรุ่งนี้เขายังต้องไปขายซาลาเปาหวานด้วย เมื่อคิดถึงเงินที่จะได้รับ รอยยิ้มที่มุมปากก็ค้างเติ่งจนหุบไม่ลง
คืนนั้นหลี่หลานหลานหมักแป้งไว้ครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งวางฝาไม้ครอบเอาไว้ป้องกันไม่ให้หนูกิน นางยังเอาหินวางทับไว้อีกชั้นหนึ่งด้วย ในแป้งมีน้ำตาลเพื่อหมักให้ได้รสชาติที่ดียิ่งขึ้น เมื่อถึงยามเที่ยงคืน แป้งหมักก็จะขยายตัวจนแทบล้นออกมา
ฟ้าสาง ยามที่หลี่ชิงชิงและหวังจวี๋ตื่นขึ้น หลี่หลานหลานก็ทำซาลาเปาไปมากกว่าสามร้อยชิ้นแล้ว เฝิงต้าจู้สามพี่น้องและหวังเลี่ยงช่วยกันแบกซาลาเปาไปขายที่อำเภอ
“น้องสาว จวี๋จื่อน้อย รีบมาชิมซาลาเปาหวานที่ข้าทำเร็วเข้า” น้ำเสียงของหลี่หลานหลานเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
----------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] 田鸡 หากแปลตรงตัวจะหมายถึงไก่ในนา แต่ความหมายจริงๆ คือกบ
