เมื่ออันเจิงรู้สึกได้ถึงอันตรายเขาเกือบเรียกกระดิ่งแก้วออกมาแล้วแต่ทว่าเขาไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะสั่งการกระดิ่งแก้วเลยด้วยซ้ำระดับพลังที่ต่างกันมากขนาดนี้ เขาไม่สามารถต่อกรได้จริง ๆ
จู่ ๆ พลังการโจมตีมหาศาลก็พุ่งเข้ามาในหน่วยทหารจากนั้นรอบด้านก็จมเข้าสู่ความมืด ไม่นานคบเพลิง เทียนและตะเกียงในหน่วยทหารก็กะพริบขึ้นใน่เวลาที่แสงไฟกะพริบ อันเจิงหันไปเห็นกู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีจากที่ไกล ๆเขาจึงะโขึ้น “ไปซะ!”
กู่เชียนเยว่หมดเรี่ยวแรงล้มลงในทันที สีหน้าของชวีหลิวซีในตอนนี้สงบนิ่งมากใน่ที่แสงไฟกำลังจะดับลง นางะโบอกอันเจิงเพียงคำเดียวว่าให้ระวังตัวด้วยจากนั้นก็ประคองตัวกู่เชียนเยว่หายไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองจากไปได้เพียงไม่นานยอดฝีมือของหน่วยทหารก็ล้อมเข้ามาจากทุกสารทิศ
แม่ทัพอินทรีเหล็กหวังไคไท่พุ่งเข้ามา เขายื่นมือออกมาหนึ่งข้าง“เปิดออก!”
หลังพลังมหาศาลพัดผ่านไป บรรยากาศกลับเงียบสงบลงทันทีพลังเ่าั้กดทับฝุ่นและเศษผงต่าง ๆ ลงจนหมด นี่เป็เื่ที่แปลกและไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิดพลังมหาศาลขนาดนี้ต้องพัดให้ฝุ่นลอยขึ้นมาถึงจะถูก
หวังไคไท่มาถึงเป็คนแรก ต่อมาก็คือแม่ทัพอินทรีเหล็กฟางเต้าจือ
หวังไคไท่รีบพุ่งเข้าไปหาอันเจิง ส่วนฟางเต้าจือไปหยุดยืนอยู่ข้างเหล่าซุนที่ตายแล้วไม่นานผู้คนมากมายก็พุ่งตามเข้ามา จากนั้นก็ยืนเรียงกันอย่างรวดเร็วตอนนี้หน่วยทหารดูวุ่นวายมาก แต่กลับเป็เหมือนการรวมตัวของเหล่ายอดฝีมือ
“ผู้ตรวจการสำนักอยู่ที่นี่ส่วนเชียนจีของสำนักออกไปค้นให้ทั่ว”
หวังไคไท่โบกมือส่ง ๆจากนั้นผู้คนรอบด้านก็พุ่งออกไปบางส่วน
“เกิดอะไรขึ้น?” หวังไคไท่หันกลับไปมองเศษเนื้อที่แหลกละเอียดของเหล่าซุน
อันเจิงส่ายหน้า“ข้าก็ไม่รู้ว่าเื่ทั้งหมดเกิดจากอะไร หากข้าเดาไม่ผิด คิดว่าคงมีคนอยากกำจัดข้าแต่เหล่าซุนกับลู่ควันมาบังเอาไว้ ตอนนั้นข้ากำลังนั่งกินเหล้ากับพวกเขาอยู่ตอนที่พวกมันเข้ามา เหล่าซุนะโว่าระวัง จากนั้นลู่ควันก็ตายแล้ว หัวของเขาถูกพลังบางอย่างพุ่งเข้าจากทางด้านหลังแล้วทะลุออกมาทางหน้าผากเหล่าซุนกำลังจะพุ่งออกไปต่อกรกับมัน แต่คุกก็ถล่มลงมาเสียก่อน”
ฟางเต้าจือนั่งยอง ๆมองไปที่ซากศพของเหล่าซุน “ถูกพลังมหาศาลทับตาย อวัยวะภายในรวมไปถึงกระดูกก็ถูกทับจนแหลกละเอียดเป็พลังที่แข็งแกร่งจริง ๆ”
หวังไคไท่ถามขึ้นอย่างสงสัย“เหล่าซุนกับลู่ควันตายทั้งคู่ แล้วทำไมเ้าถึงคิดว่าเขาอยากฆ่าเ้า?”
อันเจิงส่ายหน้าไปมา“เพราะข้าอยู่ที่นี่”
คำพูดนี้ฟังแล้วเหมือนไม่ใช่คำตอบเลยสักนิดทว่าหวังไคไท่ก็คิดตามได้อย่างรวดเร็ว “ใช่แล้ว...หากพวกเขาจงใจจะฆ่าเหล่าซุนกับลู่ควันไม่จำเป็เลยว่าต้องมาที่นี่ ข้ากับแม่ทัพฟางเพิ่งกลับมาจากจวนของท่านเสนาบดี ยังไม่ทันได้เข้าประตูหน่วยทหารก็เกิดเื่ขึ้นเสียแล้ว”
อันเจิงตั้งข้อสังเกต “หรือว่า...คืนนี้มีทหารเฝ้าหน่วยน้อยมากฉะนั้นเขาเลยเลือกลงมือก็ได้”
หวังไคไท่กำลังจะถามอะไรต่อ เชียนจีของสำนักก็วิ่งมาแล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง“ท่านแม่ทัพ เกิดเื่แล้ว...เมื่อครู่มีคนรายงานมาว่าคืนนี้มีคนของหน่วยทหารตายสี่คน ครอบครัวของพวกเขาบอกว่าพวกเขาฆ่าตัวตาย”
หวังไคไท่มองไปที่ฟางเต้าจือฟางเต้าจือเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมแล้วพูดขึ้น “นี่คงมีคนตั้งใจจัดฉากให้เหมือนตายตามท่านเสนาบดีไปพวกมันเลือกเวลาที่เรากำลังวุ่นวาย นี่อยากกำจัดคนของหน่วยทหารให้หมดเลยหรืออย่างไร”
หวังไคไท่นึกไปถึงคนที่ตาย“คนแรกเป็ผู้ดูแลการคัดเลือกนักเรียนเข้าสำนักวรยุทธ์ชางอีกคนเป็เ้ากรมหน่วยทหาร ทั้งสองเป็คนที่สำคัญของหน่วยทหาร และยังมีอีกสองคนทำงานฝ่ายสื่อสารถึงแม้สองคนหลังจะมีตำแหน่งไม่สูงมาก แต่เขาทั้งสองก็รับผิดชอบหน้าที่ที่สำคัญ”
ฟางเต้าจือหมุนตัวมองไปในทิศทางของวังหลวง “ทุเรศสิ้นดี”
หวังไคไท่ถามขึ้น “เ้าหมายถึง...”
ฟางเต้าจือโบกมือ “อย่าพูดออกมาเลยพูดไปก็ไม่มีความหมายอะไรหรอก อันเจิงเ้าไปกับข้า ข้าจะดูแลเ้าเองดูซิว่าจะมีใครตายเพิ่มอีกหรือไม่”
“คืนนี้ในคุกมีแค่อันเจิงคนเดียวที่ถูกขังไว้พัศดีคนอื่นต่างก็ไปบ้านท่านเสนาบดีกันหมด ที่นี่เหลือแค่เหล่าซุนกับลู่ควันเท่านั้นคงไม่มีใครได้รับาเ็หรือตายอีกแล้วล่ะ”
หวังไคไท่เดินไปยืนข้างฟางเต้าจือพลางถามขึ้น“เ้าหมายความว่า คนที่มานี่อยากฆ่าอันเจิงจริง ๆ รึ?”
ฟางเต้าจือพยักหน้า“เื่ของสำนักวรยุทธ์ชางที่เกิดขึ้นท่านรองเ้ากรมเพิ่งจะหาวิธีให้ประชาชนสงบลงได้ แต่หากอันเจิงตายในคุกของเราต่อให้ท่านรองเ้ากรมจะอธิบายอย่างไร ประชาชนเ่าั้ต้องไม่เชื่อใจหน่วยทหารของเราแล้วอย่างแน่นอนเมื่อถึงตอนนั้น คนที่อยากทำลายหน่วยทหารของเราต้องเขียนฎีการ้องเรียนว่าพวกเราฆ่าคนปิดปาก...เท่าที่ข้าดูการตายของท่านเสนาบดีต้องมีเงื่อนงำไม่น้อยแน่”
หวังไคไท่กำหมัดแน่น ในแววตาแผ่รังสีสังหารออกมา“พวกระยำ!”
ฟางเต้าจือตบบ่าของเขาอย่างปลอบประโลม“ตั้งสติไว้ พวกเราต้องไม่สร้างความวุ่นวายให้กับจิตใจ คืนนี้ให้อันเจิงไปกับข้าข้าไม่เชื่อว่าจะมีใครกล้าลงมืออีก เ้าก็รับผิดชอบเื่อื่น ๆ ในหน่วยทหารไปอีกอย่าง...เชิญท่านรองเ้ากรมมาที่นี่จะดีกว่า”
หวังไคไท่พูดขัด “แต่ท่านยังต้องอยู่ที่บ้านท่านเสนาบดี”
ฟางเต้าจือส่ายหน้า “หากคนพวกนั้นบ้าคลั่งถึงขีดสุดคาดว่าท่านรองเ้ากรมก็คงไม่ปลอดภัยแล้ว”
หวังไคไท่หมุนตัวกลับ“เลือกคนของเชียนจีบางส่วนตามข้าไปจวนของท่านเสนาบดี ส่วนคนอื่น ๆ ค้นหาต่อ”
ฟางเต้าจือชี้ไปยังหลังคาบ้านที่ไกลออกไปจากนั้นก็พูดกับอันเจิง “ไปเถอะ ไปที่นั่นกับข้า”
อันเจิงเดินตามฟางเต้าจือไปอย่างเงียบ ๆในสมองกลับมีแต่เื่ของเฉินไจ่เหยียน สรุปแล้วเฉินไจ่เหยียนใช่คนของไทเฮาหรือไม่?หากใช่ การฆ่าท่านเสนาบดีก็ถือว่าสมเหตุสมผล แต่หากไม่ใช่การตายของท่านเสนาบดีก็คงไม่เกี่ยวกับเขาแล้วจากการคาดเดาของหวังไคไท่และฟางเต้าจือพวกเขาไม่ได้ระแคะระคายเฉินไจ่เหยียนเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่ออันเจิงนึกถึงแววตาของเฉินไจ่เหยียนในตอนนั้นกลับทำให้เขารู้สึกว่าการตายของท่านเสนาบดีต้องเกี่ยวข้องกับเฉินไจ่เหยียนอย่างแน่นอน
แต่อย่างไรอันเจิงก็ไม่มีหลักฐานมายืนยันทั้งหมดเป็เพียงความรู้สึกเท่านั้น
ฟางเต้าจือพาอันเจิงเดินเข้าไปในบ้านบ้านหลังนี้สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย นอกจากของที่จำเป็ต้องใช้แล้วก็ไม่มีของตกแต่งอื่นอีก
“นั่งสิ”
ฟางเต้าจือเอนตัวนอนลงบนเตียง ไม่ไกลจากเตียงมีดาบวางอยู่ราวกับเตรียมพร้อมที่จะหยิบใช้ได้ทุกเมื่อ ดาบนั้นไม่มีฝักมันถูกวางเอาไว้ใต้แสงเทียนริบหรี่ เป็ดาบยาวที่เปล่งประกายราวกับสายน้ำเสมือนมีชีวิตไม่มีผิด หลังจากที่ฟางเต้าจือบอกให้นั่งเขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีกแต่กลับหลับตาพักผ่อน
อันเจิงนั่งบนเก้าอี้ข้างหน้าต่างแล้วมองออกไปยังเศษซากปรักหักพังอย่างเหม่อลอย
“ไม่เคยเจอเื่แบบนี้มาก่อนรึ?” ฟางเต้าจือถามขึ้นอย่างกะทันหัน
อันเจิงส่ายหน้า “เคยเจอข้ามาจากแถบชายแดน ถึงแม้จะไม่ได้สู้รบกันทุกวันเหมือนทางใต้ แต่ถึงอย่างนั้น ทหารแถบชายแดนก็ไม่เคยได้หยุดพักมาก่อนดูภายนอกอาจเหมือนพวกเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับแคว้นจ้าวแต่ในความเป็จริงก็เต็มไปด้วยเื่วุ่นวาย ทหารแถบชายแดนของแคว้นจ้าวมีความเป็อยู่ที่ลำบากมากเมื่อไม่มีทางเลือก เหล่าทหารก็ถอดเครื่องแบบแล้วเข้าไปปล้นจี้หมู่บ้านของแคว้นเยี่ยน”
ฟางเต้าจือหัวเราะเล็กน้อย“เ้าคิดว่าทหารเ่าั้มีความเป็อยู่ที่ลำบากจึงต้องทำแบบนั้นจริง ๆ หรือ?”
อันเจิงส่ายหน้าอีกครั้ง“ต้องไม่ใช่อยู่แล้ว เป็เพราะแคว้นจ้าวจงใจทำ พวกเขาตั้งใจทำให้ทหารตัวเองลำบาก ปล่อยให้พวกเขาหิวจนทนไม่ไหวเมื่อเป็แบบนี้ ทหารของแคว้นจ้าวจึงจำเป็ต้องออกไปปล้นจี้หมู่บ้านแถบชายแดนแคว้นจ้าวใช้วิธีนี้เลี้ยงความโหดร้ายของทหารตัวเองเพราะพวกเขาไม่มีวันให้ทหารของทั้งสองแคว้นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแน่ เพราะเมื่อสองแคว้นเกิดการสู้รบขึ้นมาความมุ่งมั่นในการสังหารของทหารก็จะน้อยลง เมื่ออยู่ในสนามรบอาจเกิดความลังเลไม่อยากฆ่าฝ่ายตรงข้ามขึ้นมาได้”
ดวงตาของฟางเต้าจือประกายขึ้นมา“เ้าอ่านสถานการณ์ออกจริง ๆ ไม่แปลกใจเลยที่ท่านเสนาบดีเจอเ้าเพียงครั้งเดียวแต่กลับชมไม่หยุดปาก”
“ข้าไม่ได้อ่านสถานการณ์ออกเพียงคนเดียว แต่เหล่าทหารแถบชายแดนต่างก็รู้เื่นี้ดีและในราชสำนักก็รู้เื่นี้กันเป็ส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ต้องเชื่อมความสัมพันธ์กับแคว้นจ้าวไว้ตำแหน่งที่ตั้งของแคว้นเยี่ยนเป็ที่ที่ลำบากใจมากที่สุด ทางตะวันออกติดกับแคว้นโจวทางตะวันออกเฉียงใต้ติดกับแคว้นจ้าว ทางใต้ก็ติดกับแคว้นป้าและแคว้นย่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ติดกับแคว้นโยวทางตะวันตกเฉียงเหนือติดกับแคว้นไห่ อยู่ในที่แบบนี้ หากความสัมพันธ์กับแคว้นเพื่อนบ้านไม่ดีก็คงไม่รอดอยู่จนถึงทุกวันนี้หรอก”
ฟางเต้าจือเสริมขึ้น “ฉะนั้นเื่นี้ก็เหมือนกับการใช้ชีวิตของคนเราน่ะแหละรอบด้านเต็มไปด้วยผู้คน เ้าต้องรักษาความเป็มิตรนั้นเอาไว้และยังต้องรักษาความเป็ศัตรูเอาไว้อีก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ละทิ้งไม่ได้นั่นก็คือหน้าที่ของตัวเอง”
อันเจิงถามขึ้น “หน้าที่คืออะไร?”
ฟางเต้าจือตอบกลับ“การแบ่งแยกระหว่างความเมตตาและความโหดร้าย นี่เป็พื้นฐานที่สำคัญที่สุด”
อันเจิงหันกลับไปมองฟางเต้าจือจากนั้นก็หัวเราะขึ้นเล็กน้อย“คนในราชสำนักพูดคำว่าแบ่งแยกความเมตตาและความโหดร้าย ไม่น่าขันไปหน่อยหรือ?”
ฟางเต้าจือไม่ได้พูดอะไรต่ออีก ห้องกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้งดาบที่วางอยู่เล่มนั้นเป็เหมือนเพื่อนรักของเขา เป็เพื่อนคู่กายที่สนิทมากที่สุด
ทั้งคืนผ่านพ้นไปอย่างเงียบสงบเพื่อฟ้าสาง ผู้ตรวจการที่รับผิดชอบจัดการเื่เมื่อคืนไม่พบผู้าเ็เพิ่มอีกคนที่ตายมีเพียงเหล่าซุนและลู่ควัน อันเจิงนั่งอยู่ข้างหน้าต่างทั้งคืน เขาเฝ้ามองดวงจันทร์จากไปและดูดวงอาทิตย์ที่ขึ้นมา
จะว่าไปแล้วเฉินไจ่เหยียนเป็คนที่จัดการเื่ราวได้รวดเร็วมาก พอฟ้าเริ่มสางช่างกลุ่มใหญ่ก็มาจัดการเก็บกวาดหน่วยทหารแล้วรอบด้านมีผู้ตรวจการคอยยืนเฝ้าอยู่ รวมไปถึงเชียนจีที่มีรังสีสังหารมากยิ่งกว่าพวกเขายืนมองมาจากด้านนอกหน่วยทหาร หลังจากช่างเหล่านี้เข้ามาเพียงหนึ่งชั่วโมงทหารม้ากว่าแปดร้อยนายก็เข้ามาประจำการในหน่วยทหาร คนพวกนี้มีใบหน้าไร้ความรู้สึก ร่างกายแผ่รังสีที่เย็นะเืออกมาเสมอ
อันเจิงมองแวบเดียวก็ดูออกแล้ว ไม่ใช่ทหารม้าทุกคนที่เคยผ่านสนามรบมาก่อน
อันเจิงเดินไปหน้าประตูและยืนมองกลุ่มคนที่ทำงานอย่างรีบร้อนฟางเต้าจือที่นอนอยู่ด้านหลังเขาราวกับหลับสนิท ในสถานการณ์แบบนี้เขายังสามารถหลับได้อีกหรือนี่
เฉินไจ่เหยียนที่มีกลุ่มเชียนจีคอยคุ้มกันเดินออกมาเมื่อเห็นอันเจิงยืนอยู่อีกด้าน ราวกับเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาหาอันเจิง
เฉินไจ่เหยียนมองประเมินความคิดของอันเจิงครู่หนึ่งในแววตาราวกับมีความประหลาดใจไม่น้อย อันเจิงรู้ว่าเฉินไจ่เหยียนต้องสงสัยตนอย่างแน่นอนเพราะลู่ควันกับเหล่าซุนต่างเป็คนของเฉินไจ่เหยียนทั้งนั้น
“เ้าไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว่นี้ก็พักที่หน่วยทหารก่อนเถอะ อาจมีคนที่คิดไม่ดีกับเ้าอยู่ก็ได้ มีบางคนที่อยากให้หน่วยทหารล้มลงแต่ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เื่แบบนั้นเกิดขึ้นแน่”
“หวังว่าเ้าจะยังไม่หมดหวังกับหน่วยทหารนะ”เขาพูดก่อนหมุนตัวเดินกลับไป
ั้แ่แรกจนถึงตอนนี้อันเจิงไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ เพราะเขากลัวตัวเองจะอดใจไม่ไหวแล้วถามออกไป ว่าการตายของท่านเสนาบดีเกี่ยวข้องกับเฉินไจ่เหยียนหรือไม่
เฉินไจ่เหยียนเดินออกไปแล้วหันกลับมามองอันเจิงแวบหนึ่ง“เตรียมตัวหน่อยนะ าาทรงอยากพบเ้า”
อันเจิงพยักหน้าแต่ก็ยังไม่พูดอะไรอยู่ดี
ไม่รู้ว่าฟางเต้าจือตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่เขาเดินมาดื่มน้ำที่หน้าต่าง จากนั้นก็พูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงประหลาด“ท่านเสนาบดีเฉิน...อีกหน่อยหน่วยทหารของเราคงเด็ดขาดขึ้นเยอะเลยล่ะ”
อันเจิงมองชุดขุนนางสีม่วงของเฉินไจ่เหยียนจากนั้นก็ชะงักไปทันที
