ไป๋เฉินทำได้เพียงถอนหายใจอย่างน่าเสียดายก่อนจะเก็บกระบี่กลับคืนข้างเอว "เ้าตาแดง ข้าควรไปที่ไหนต่อ?"
"เดินตรงไปเดี๋ยวข้าบอกอีกที" มารเก้าเนตรตอบกลับอย่างเรียบๆ
ไป๋เฉินพยักหน้าและเดินตามเส้นทางสะพานสีดำ ทางซ้ายมือคือวิหารสีดำที่ถล่มลงมา และทางขวาคือแม่น้ำสีไหลทอดผ่านไปยังเบื้องหน้าไปไกลถึงร้อยลี้
"เหมือนกับว่าข้าได้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อะไรทำนองนั้นจริงๆ" หลังจากเดินไปได้เกือบจะครึ่งก้านธูป เมื่อมองซ้ายมองขวาเขาก็ััได้ถึงกระแสช่องว่างมิติที่บิดเบี้ยวถึงสามจุด
นั่นหมายความว่ามีใครบางคนกำลังจะปรากฏขึ้นตรงหน้าถึงสามคน
ไป๋เฉินที่มองเห็นซากปรักหักพังเล็กๆไม่ไกล เขาตัดสินใจกระโจนเข้าไปหลบซ่อนและปกปิดลมหายใจอย่างเชี่ยวชาญ
"พรึ่บ!"
"พรึ่บ!"
"พรึ่บ!"
แสงสามจุดกระพริบพลันปรากฏร่างของหงเหนียง เจี้ยนเจี้ยนและเซียวหยูหลงขึ้นมาพร้อมเพรียงกัน
เจี้ยนเจี้ยนมองซ้ายมองขวาตรวจสอบสถานที่ เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตรอบๆมันก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก "ดูเหมือนว่าที่นี่จะปลอดภัย"
หงเหนียงและเซียวหยูหลงพยักหน้า ก่อนที่นางจะกล่าวอย่างน่าเสียดายว่า "น่าเสียดายที่เหล่าผู้เฒ่าไม่สามารถเข้ามาได้ ดูเหมือนพวกเราจะต้องทำภารกิจที่ได้รับให้ลุล่วง"
หงเหนียงเองก็ต้องพยักหน้าเห็นด้วย "โชคยังดีที่พวกเราได้รับกุญแจมาหนึ่งดอก หลังจากนี้พวกเราจะไปรวมตัวที่ใจกลางอาณาจักรลับ หากเจอคนผู้ใดที่ถือครองกุญแจให้สังหารมันและนำกุญแจกลับมาโดยทันที"
"กุญแจ?" ไป๋เฉินที่หลบซ่อนและดักฟังอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะแปลกใจ ปรากฏว่าหนึ่งในสี่กุญแจประตูห้องลับอยู่กับกลุ่มของพวกมันทั้งสามแล้ว
เจี้ยนเจี้ยนที่ยืนท่วงท่ากอดอกทำได้เพียงพยักหน้าเบาๆอย่างไม่มีข้อโต้แย้งแม้นว่าจะไม่พอใจก็ตาม
พวกมันทั้งสามเพิ่งจะหนีตายมาจากการสังหารหมู่ แทนที่จะได้กลับไปยังกลุ่ม แต่กลับมีผู้าุโมาให้ภารกิจในการเข้าสู่อาณาจักรลับเสียอย่างนั้น นั่นทำให้เจี้ยนเจี้ยนรู้สึกไม่พอใจและมีความหวาดกลัวกับภาพที่ตราตรึงในจิตใจยิ่งนัก
"เอาล่ะ ไปยังส่วนกลางกันเถอะ แม้นจะไม่รู้ว่ากุญแจจะสามารถทำให้ได้รับสมบัติอะไรมา แต่ในเมื่อเป็คำสั่งของผู้นำนิกาย พวกเราต้องรีบทำให้มันได้ลุล่วง" หงเหนียงสะบัดเสื้อคลุมพร้อมทั้งพุ่งทะยานไปยังใจกลางอาณาจักรลับด้วยความเร็วดุจเงา
เจี้ยนเจี้ยนและเซียวหยูหลงพยักหน้าเบาๆก่อนจะติดตามไปอย่างกระชั้นชิด
ไป๋เฉินที่ซ่อนอยู่ก็ออกมาจากมุมอับ "เ้าตาแดง ข้าต้อง่ชิงกุญแจมาจากพวกนางหรือไม่?"
"หากผู้ที่ไม่ได้ถือครองกุญแจอยู่ในดินแดนของข้า จะเกิดผลกระทบด้านลบจากพลังงานลึกลับเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ที่อาจจะทำให้ถึงขั้นเสียชีวิต" มารเก้าเนตรตอบกลับและกล่าวเสริม "นั่นหมายความว่ามีเพียงผู้ถือครองกุญแจเท่านั้นที่จะมีชีวิตในที่แห่งนี้ได้ แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับเ้าว่าเ้าจะ้าให้ใครมีชีวิตอยู่"
ไป๋เฉินพยักหน้าอย่างเข้าใจ เมื่อเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้ถือครองกุญแจเขาก็ริเริ่มที่จะวางแผนบางอย่างไว้ในหัว
สิ่งที่มารเก้าเนตรอธิบายนั้นหมายความว่าในอาณาจักรนี้มีพลังงานบางอย่างที่เป็มลพิษต่อเผ่ามนุษย์ ยิ่งอยู่ในอาณาจักรลับนานเท่าใดพลังงานลึกลับจะแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายและอาจจะส่งผลกระทบที่อันตรายถึงชีวิต
และสิ่งที่สามารถแก้ปัญหานั้นได้คือต้องมีกุญแจสู่อาณาจักรลับที่เปรียบดั่งเกราะป้องกันเพื่อมิให้พลังงานลึกลับเ่าั้แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายผู้ถือครอง
นี่คืออาณาจักรของเผ่ามารที่มีพลังงานหยินหรือพลังงานด้านลบ ซึ่งไม่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ที่มีพลังปราณแห่งธรรมชาติเข้ามากล้ำกราย ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้เป็อวนขนาดใหญ่ที่หว่านรอเหยื่อมาปรากฏขึ้น
เมื่อเข้าใจวัตถุประสงค์ของสถานที่แห่งนี้ไป๋เฉินก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "เ้าตาแดง เป็ไปได้ไหมว่าสถานที่แห่งนี้จะคร่าชีวิตทุกคนที่มิได้ถือครองกุญแจ?"
"เ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว ทว่าก็ยังมีเงื่อนไขบางอย่างที่ซุ่มซ่อนอยู่" มารเก้าเนตรกล่าวยืนยัน
ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเบาๆ ในความคิดของเขาการคร่าชีวิตผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผลนั้นช่างไม่สมเหตุสมผล
ในขณะที่ไป๋เฉินกำลังไตร่ตรอง มารเก้าเนตรนึกบางอย่างขึ้นได้ก่อนจะกล่าวว่า "ก่อนจะไปยังส่วนกลางข้าจะนำทางเ้าไปยังที่แห่งหนึ่ง อีกสิบลี้ข้างหน้าให้เลี้ยวไปยังทิศตะวันออกและตรงไปอีก 20 ลี้"
ไป๋เฉินหลุดจากภวังค์ความคิด เขาพยักหน้าเบาๆก่อนจะพุ่งทะยานดุจเงาไปยังทิศทางที่มารเก้าเนตรบอก
. . .
~ เวลาล่วงเลยผ่านไปไม่นาน ~
ร่างสีดำของไป๋เฉินปรากฏขึ้น ณ ตรอกซอยแห่งหนึ่งที่มีกำแพงหนาขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้าราวกับว่าเป็ทางตัน
"เ้าตาแดง เ้าให้ข้ามาหาอะไรที่นี่?" ด้วยความสงสัยไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยถามออกไป
มารเก้าเนตรแนะนำด้วยเสียงเรียบเฉย "มันคือสิ่งที่เ้าต้องเรียนรู้นับจากนี้...เอาล่ะ อย่าถามมาก เปิดใช้งานเนตรมารและมองผ่านกำแพงตรงหน้าเ้า"
ไป๋เฉินพยักหน้าเบาๆก่อนที่กลางหน้าผากจะปรากฏแสงสีเืเป็อักขระ 血 พร้อมกับดวงตาสีแดงจะเปลี่ยนเป็ขีดฆ่าประดุจดั่งว่าเป็ดวงตาอสรพิษ
"เคล็ดวิชาตราประทับโลหิต—เนตรมาร!"
"วู้ม!"
ทันใดนั้นทางตันเบื้องหน้าของเขาพลันปรากฏเส้นใยนับร้อยที่วนเวียนบนกำแพงราวกับว่ามีบางอย่างกำลังไหลเวียนอยู่ภายใน
เมื่อเห็นรายละเอียดที่ปรากฏในดวงตาราวกับพัซเซิลให้แก้ไข ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะลูบมือทั้งสองเข้าด้วยกัน "นี่คงจะเป็เหมือนแหวนมิติใช่หรือไม่?"
โดยไม่แม้แต่จะรอคำตอบจากมารเก้าเนตร เขาประทับฝ่ามือลงไปบนกำแพงหนาเตอะพร้อมกับหมุนเวียนปราณโลหิตเข้าสู่เส้นใยเข้าไปแทนที่พลังงานสีดำที่ปกคลุม
ผ่านไปเพียงแค่สิบหายใจกำแพงหนาก็ถูกกระจัดกระจายเป็ชิ้นเล็กๆลอยอยู่เหนือเวหาราวกับว่ามวลที่ไร้แรงโน้มถ่วง
เมื่อกำแพงขนาดใหญ่แยกออกสิ่งที่ปรากฏคือบันไดสู่ชั้นใต้ดินที่ทอดยาวลงไปด้วยความมืดมิด
บรรยากาศภายในบันไดทางลงนั้นน่าวังเวงจนแม้แต่ไป๋เฉินเองก็อดไม่ได้ที่จะขนลุก "เ้าตาแดง เ้ามั่นใจจริงๆหรือว่าที่นี่คือที่เ้า้าให้ข้าลงไป?"
มารเก้าตอบกลับพร้อมกับคำอธิบาย "ถูกต้อง เ้ายังขาดความรู้ในการเอาตัวรอดในทวีปนี้อีกมากมาย สถานที่แห่งนี้คือสถานที่รวมองค์ความรู้ที่เ้ายังขาดไปอยู่ หลังจากนี้ความสามารถของเ้าจะพัฒนาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด"
ไป๋เฉินผงกศีรษะเบาๆอย่างเข้าใจ เขาค่อยๆก้าวเท้าลงไปก่อนจะใช้อีกมือพิงกำแพงไว้และลงไปอย่างระมัดระวัง
.
.
.
ในเวลาเดียวกันกับที่ไป๋เฉินลงสู่ชั้นใต้ดิน ก็ได้เกิดการต่อสู้ขนาดใหญ่ที่มีเป้าหมายคือศาสตราวุธระดับสูงและตำรามากมายที่ซุ่มซ่อนอยู่ใต้ซากปรักหักพัง
ต้องเข้าใจว่าสถานที่แห่งนี้คือดินแดนของจักรพรรดิมาร สิ่งที่อยู่ภายในนี้แม้นจะเก่าแก่แต่มันคือสิ่งของหายากที่อาจจะเทียบเท่ากับองค์ความรู้ของมหาอำนาจจากอาณาจักรเทียนหยวน
จักรพรรดิมารผู้รุ่งโรจน์และกองทัพนับแสน ภายในที่แห่งนี้ย่อมมีของมีค่ามากมายที่หลบซ่อนอยู่โดยไม่ต้องคิด
"ชริ้ง!"
"ชริ้ง!"
เสียงกระทบของโลหะดังก้องไปทั่วอาณาบริเวณรอบๆสิบลี้ สภาพแวดล้อมที่เห็นอยู่คือสถานที่ที่ไป๋เฉินมาปรากฏตัวในคราวแรก
หนึ่งในนั้นคือเฉินตงที่หวงหอกสีดำดุจกังหันลมโหมกระหน่ำ โดยที่มีเหล่าฝูงชนกำลังครรลองมองอยู่ห่างๆและไม่กล้าจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว
ร่างสีขาวของเฉินตงพุ่งทะยานด้วยปราณพุ่งพล่าน พลันแทงไปยังชายตรงหน้าซึ่งนั่นคือเจิ้นหลงเหวินที่กำลังป้องกันอย่างทุลักทุเล
ต่อให้ภายนอกเหล่าเยาวชนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีมากเพียงใด แต่เมื่อมีสิ่งล่อใจอย่างสมบัติเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งสองจึงไม่ลังเลเลยที่จะเผชิญหน้าและแย่งชิงสิ่งที่้ามาให้จงได้
"ชริ้ง!"
"ชริ้ง!"
เสียงการปะทะระหว่างทั้งสองบังเกิดคลื่นสั่นะเืไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ
เจิ้นหลงเหวินถอยร่นกลับไปสิบก้าว ร่างกายของมันเปี่ยมไปด้วยาแเล็กๆน้อยๆก่อนจะยกหอกสีขาวขึ้นมาตั้งท่าเตรียมป้องกันอย่างระมัดระวัง "เฉินตง! เ้าได้รับโอสถระดับ 6 ไปแล้ว เ้ายังจะ่ชิงหอกโบราณไปจากข้าอีกงั้นรึ!?"
แต่สีหน้าของเฉินตงมั่นคงไร้ความผันผวนมือขวาพลันสะบัดหอกชี้ลงพื้น รูม่านตาของมันส่องแสงเ็าด้วยรอยยิ้มสุภาพ "หลงเหวิน เ้าอย่าได้ลืมว่าในที่แห่งนี้ไม่มีกฏเกณฑ์ว่าใครจะได้รับสมบัติไปกี่ชิ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าเ้ามีความสามารถที่จะแย่งชิงมันไปจากข้าได้หรือไม่"
เจิ้นหลงเหวินทำได้เพียงกัดฟันกรอดด้วยแววตาบ้าคลั่ง "เฉินตง! ในเมื่อเ้าไม่ยอมแพ้...เช่นนั้นมาต่อสู้ให้ตายกันไปข้าง!"
"ฮ่าๆๆๆ! เข้ามา!" เสียงคำรามของเฉินตงมาพร้อมกับพลังปราณบ้าคลั่งที่ถูกรีดเค้นลงไปในหอกสีดำบังเกิดหลุมลึกได้ฝ่าเท้าหนึ่งเมตร
"ซู่!"
เจิ้นหลงเหวินเองก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆพร้อมกับพลังปราณที่หมุนทวนเข็มนาฬิกาอย่างบ้าคลั่งประดุจดั่งคลื่นมหาสมุทรกำลังปะทุขึ้นมา
"ซู่!"
