ยาสลบของโจรลักพาตัวกลุ่มนี้ต้องคุณภาพดีเพียงใดจึงสามารถจับตัวเจินเจินมาอยู่รวมกับเด็กที่จับมาก่อนหน้าได้ และต้องรอสักครู่กว่าฤทธิ์ยาจะออกจากตัวของนางจนหมด
“เด็กหญิงผู้นี้ไม่เลวเลย” พวกโจรลักพาตัวที่เฝ้าตรอกกล่าวชม “หน้าตาก็ไม่เลว หากขายให้พวกที่เลี้ยงดูม้าผอม[73][1] ที่เจียงหนานต้องได้ราคาสูงเป็แน่”
“อย่ามัวพูดมาก รีบเอาตัวเด็กใส่ถุงกระสอบเร็วเข้า” โจรลักพาตัวอีกคนกล่าวเร่ง
พวกโจรลักพาตัวเริ่มลงมือจัดการกับเด็กทีละคนๆ คนหนึ่งอุ้มเด็ก อีกคนถือถุงกระสอบ แต่ละคนกระทำการอย่างคล่องแคล่ว แต่น่าเสียดายยิ่งนักที่พวกเขาต้องมาเจอกับเจินเจินเข้า
นางต้องรีบไปตามหาพี่ชาย แต่เมื่อต้องมาติดอยู่ที่นี่ก็รู้สึกโมโหอย่างยิ่ง เด็กหญิงชกไปตรงเป้าของโจรลักพาตัวที่อยู่ตรงหน้า อีกฝ่ายส่งเสียงร้องอย่างเ็ป ใบหน้าประเดี๋ยวซีดขาวประเดี๋ยวเขียวคล้ำ
โจรลักพาตัวอีกคนหันหน้ากลับมาด่าทอ “เบาเสียงหน่อย ประเดี๋ยวคนก็ได้แห่กันมาหรอก!” ทว่าทันทีที่พูดจบก็ต้องเปล่งเสียงร้องแหลมดังออกมา เสียงนั้นดังยิ่งกว่าคนก่อนหน้าเสียอีก
โจรผู้นี้ถูกจู่โจมอย่างรวดเร็วจนไม่ทันได้ตั้งตัวโดนชกเข้าตรงเป้าไปอีกคน
ความจริงแล้วเจินเจินไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่นางตัวเตี้ย เมื่อชกออกไปจึงโดนเป้าของคนพวกนี้เข้าพอดี
เจินเจินจัดการกับโจรลักพาตัวอย่างรวดเร็ว อีกทั้งคนพวกนี้ยังเป็แค่โจรลักพาตัวกระจอกๆ ซึ่งมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น เพียงพริบตาก็สามารถจัดการได้หมดจนต้องลงไปนอนเอามือกุมเป้ากับพื้น
เด็กหญิงนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของหยวนเอ้อร์หลางขึ้นมาในพลัน โจรลักพาตัว้าจะเอาเด็กไปควักหัวใจควักไตออกมาขาย เช่นนี้แล้วจะเล่นงานคนพวกนี้เพียงแค่นี้ได้อย่างไร ทันใดนั้นเจินเจินจึงยกเท้าแล้วกระทืบลงไปบนขาของพวกโจรซ้ำอย่างแรง กระทืบจนกระดูกของพวกเขาหักถึงได้พอใจ
เมื่อจัดการกับพวกโจรลักพาตัวเสร็จ เจินเจินหันไปมองเด็กอ้วนที่แย่งโคมไฟของนาง จากนั้นเดินไปหยิบมีดสั้นที่อยู่กับตัวโจรลักพาตัวออกมา แล้วตรงไปหาเด็กอ้วนอย่างหมายมาด นางจัดการกล้อนผมอีกฝ่ายจนเกลี้ยง เสร็จเรียบร้อยจึงค่อยซ่อนมีดสั้นเอาไว้ในอกเสื้อ เจินเจินนึกถึงประโยคที่พี่สาวสุนัขจิ้งจอกเคยบอกกับนางไว้ว่า หากคิดที่จะไม่ทำก็ไม่ทำ แต่หากคิดจะลงมือก็ต้องทำให้ถึงที่สุด และย้อนนึกถึงเื่เล่าเกี่ยวกับพวกนักเลงตีกันเองเพื่อแย่งผลประโยชน์ที่ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟัง
นางเข้าไปค้นตัวพวกโจรเ่าั้ เมื่อเจอเงินทองของมีค่าก็เก็บเอาไว้แล้วเดินออกไป เนื่องจากผู้คนมัวแต่ให้ความสนใจกับเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นจึงไม่มีผู้ใดสนใจตรอกแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกล นางเดินออกจากตรอกโดยไร้ผู้ใดสนใจ
เจินเจินออกตามหากู้อวี้ แต่เนื่องจากมีผู้คนมากมายจึงไม่เจอตัวง่ายๆ นางครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะปีนขึ้นไปบนต้นไม้แล้วะโลงบนหลังคา สอดส่ายสายตามองหาพี่ชายจากมุมสูง
เมื่อยังหาไม่เจอนางจึงออกวิ่ง โดยไม่สนใจว่าจะเป็ต้นเหตุทำให้กระเื้ัคาแตกไปหลายแผ่น เจินเจินวิ่งพร้อมกับมองหาจนในที่สุดก็เจอกับกู้อวี้ที่กำลังมองซ้ายแลขวาคล้ายกำลังตามหาใครสักคนอย่างร้อนใจ
“พี่ชาย!” เด็กหญิงะโเรียก แต่เป็เพราะเสียงรอบข้างดังเกินไป ชายหนุ่มจึงไม่ได้ยินเสียงเรียกของนาง
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะเดินจากไป เด็กหญิงจึงดึงปิ่นปักผมรูปดอกไม้จากมวยผมแล้วปาไปทางกู้อวี้
ปิ่นปักผมรูปดอกไม้นี้โดนศีรษะของเขาเข้าเต็มๆ ชายหนุ่มยกมือลูบตรงบริเวณที่เจ็บ เมื่อเอามือลงก็มีปิ่นปักผมติดมือลงมาด้วย
นั่นคือปิ่นปักผมรูปดอกไม้ของเจินเจิน!
ดวงตาของชายหนุ่มพลันเบิกกว้าง เขามองขึ้นไปข้างบนทันที ไม่นานก็เห็นเจินเจินที่กำลังโบกไม้โบกมืออยู่บนหลังคา ชายหนุ่มรู้สึกสะท้านใจด้วยความหนาวเหน็บ จากนั้นจึงเร่งสาวเท้าวิ่งตรงไปหาเจินเจินด้วยสีหน้าร้อนใจ ครั้นวิ่งไปถึง ยังไม่ทันจะเอ่ยคำใด อีกฝ่ายก็ะโลงมาจากหลังคา
กู้อวี้ใจนิญญาแทบหลุดลอยออกจากร่าง เขายื่นแขนทั้งสองข้างออกไปรับตามสัญชาตญาณ ทว่าแรงกระแทกจากตัวนางทำให้เขาต้องก้าวถอยหลังไปหลายก้าวกว่าจะยืนได้อย่างมั่นคง ชายหนุ่มกอดนางไว้แน่น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจทำให้จิตใจที่เคร่งเครียดสงบลงได้ เขาถึงขนาดรับรู้ได้ว่ามือของตนเองกำลังสั่นเทา
“พี่ชาย ข้าเจอพวกตกดอกไม้ พวกนั้นพาตัวข้าไป แต่ข้าจัดการคนพวกนั้นจนสิ้นท่าทั้งหมดแล้ว เก่งหรือไม่!”
น้ำเสียงเจินเจินเต็มไปด้วยความถือดี ใบหน้าประหนึ่งมีอักษรเขียนเอาไว้ว่า ‘ชมข้าสิ’
“เก่ง เจินเจินของพวกเราเก่งที่สุด” กู้อวี้มีคำพูดมากมายที่จ่ออยู่ตรงริมฝีปาก หากแต่ประโยคที่พูดออกมากลับมีเพียงแค่ประโยคนี้ประโยคเดียว เคราะห์ดีเหลือเกินที่นางเป็คนเก่ง เขาต้องขอบคุณในความเก่งกาจนี้ หาไม่แล้วตัวเขาคงต้องได้ลิ้มรสชาติของการสูญเสียเป็แน่!
“พวกโจรลักพาตัวอยู่ที่ใด” กู้อวี้กดข่มความรู้สึกในเวลานี้ลงไปขณะเอ่ยถาม
เจินเจินชี้มือไปยังตรอกที่พวกโจรได้ลักพาตัวนางไปซ่อนไว้พลางเอ่ยว่า “อยู่ทางนั้น”
เจินเจินพากู้อวี้ไปยังหน้าตรอกที่ว่า ภายในนั้นยังคงเงียบเชียบผิดกับถนนด้านนอกซึ่งมีผู้คนมากมาย คาดว่าน่าจะยังไม่มีผู้ใดค้นพบว่าที่แห่งนี้มีพวกโจรลักพาตัว
กู้อวี้ไม่กล้าผลีผลามเข้าไปในถิ่นของพวกโจรลักพาตัว ด้วยกลัวว่าอาจจะยังมีพรรคพวกของมันหลงเหลืออยู่ ทว่าเจินเจินกลับยืนยันว่าเข้าไปได้เลย ข้างในไม่มีอันตราย เขาจึงตัดสินใจจะเชื่อนาง จากนั้นจึงอุ้มเด็กหญิงเอาไว้แล้วเดินเข้าไปในตรอก ตรงมุมหนึ่งมีพวกโจรลักพาตัวนอนสลบอยู่ และพบว่ามีเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง
เด็กอ้วนบุตรชายของนายอำเภอก็เป็หนึ่งในเด็กกลุ่มนี้ แต่ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งไปกว่านั้นคือ คนที่เคยพูดคุยกับซุนเซิ่งตอนที่เขาสะกดรอยตามไปก่อนหน้านี้ก็เป็หนึ่งในกลุ่มโจรนี้ด้วยเช่นกัน
กู้อวี้วางตัวเจินเจินลง ก่อนจะเหลือบไปเห็นกองฟืน ชายหนุ่มย้ายกองฟืนมาไว้ตรงมุมตรอกแล้วจุดไฟ จากนั้นอุ้มเจินเจินขึ้นมาแล้วรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
“ไฟไหม้ ข้างในมีไฟไหม้!” กู้อวี้เอ่ยพลางชี้มือเข้าไปในตรอก
ผู้คนได้ยินเช่นนี้ก็รีบวิ่งเข้าไปดู ยามนี้ภายในตรอกมีควันโขมงเนื่องจากไฟไหม้จริงๆ คนที่อยู่แถวนี้ต่างช่วยกันรีบตักน้ำมาดับไฟในทันที
“แย่แล้ว!”
“ไฉนถึงมีเด็กมากมายเพียงนี้!”
“รีบไปแจ้งทางการเร็วเข้า เด็กที่หายตัวไปอยู่ที่นี่กันหมดเลย!”
“เด็กผู้นี้ไม่ใช่บุตรชายของนายอำเภอหรอกหรือ รีบอุ้มเขาไปหานายอำเภอเพื่อรับรางวัลเร็ว!”
ผู้คนมากมายต่างช่วยกันหาน้ำมาดับไฟ ในขณะที่กู้อวี้อุ้มเจินเจินวิ่งกลับไปยังโรงเตี๊ยม ซึ่งทุกคนกำลังรออย่างเป็ห่วง ระหว่างทางเขาได้เอ่ยกับเจินเจินว่า “เ้าห้ามบอกเื่โจรลักพาตัวให้แก่ผู้ใดรู้เป็อันขาด เื่นี้เป็ความลับระหว่างเราสองคน”
เจินเจินใช้สองมือโอบรอบคอกู้อวี้ จากนั้นถูศีรษะที่ไหล่ไปมาพลางรับปากอย่างดีใจ “ได้เ้าค่ะ เื่นี้เป็ความลับของเราสองคน ข้าจะไม่บอกใครทั้งสิ้น พวกเรามาเกี่ยวก้อยสัญญากัน”
เจินเจินยื่นนิ้วก้อยออกไป กู้อวี้ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยื่นนิ้วก้อยออกไปเกี่ยวด้วย
“เกี่ยวก้อยสัญญา ร้อยปี ไม่ใช่สิ ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดไป!” น้ำเสียงยามเอ่ยของเจินเจินเต็มไปด้วยความจริงจัง
เวลาเกี่ยวก้อยสัญญาเด็กในหมู่บ้านจะพูดว่าร้อยปีไม่เปลี่ยนแปลง ทว่าชีวิตของนางเมื่อชาติก่อน เพียงกะพริบตาก็ผ่านไปร้อยปีแล้ว เด็กหญิงจึงรู้สึกว่ามันสั้นเกินไปเลยปรับแก้เสียใหม่
“ได้ ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดไป” กู้อวี้ให้ความร่วมมือกับอีกฝ่ายแต่โดยดี หลังเกี่ยวก้อยเสร็จก็ประทับนิ้วโป้งยืนยัน
ยามนี้กู่ซื่อ เอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อหลางนั่งรออยู่ภายในโรงเตี๊ยม แขกที่พักอยู่ในโรงเตี๊ยมล้วนทราบเื่แล้วว่าเด็กหญิงที่มาด้วยกันกับทั้งสี่คนหายตัวไป ต่างมองมาด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ
บางคนเข้ามาปลอบ แต่ส่วนใหญ่จะเข้ามาบอกเพื่อให้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ เพราะส่วนใหญ่แล้วหากเด็กคนใดถูกโจรลักพาตัวไปแล้วก็มักจะตามหาไม่เจอ โดยเฉพาะหากหายตัวไปในวันเทศกาล ก็ยิ่งหมดหนทางจะตามหาเจอ ปีก่อนก็มีเด็กหายตัวไปหลายคนแบบนี้เช่นกัน ยิ่งมีคนพูดมากเท่าไรใบหน้ากู่ซื่อก็ยิ่งขาวซีด ขณะที่ใบหน้าของเอ้อร์หลางกับซานหลางเต็มไปด้วยความกังวลและหวั่นเกรง โดยเฉพาะเอ้อร์หลางที่ถึงขั้นมีน้ำตาไหลออกมา
[73] ม้าผอม หมายถึง หญิงคณิกาหรือหญิงในหอนางโลม
