"เ้าหาใช่มนุษย์ พวกเ้าเป็คนของเผ่าใด” จางซินใช้พลังิญญาของนางสร้างเกราะ ปกป้องิเยว่ไว้ ขณะที่หมิงเยว่พยายามดึงเอาพลังิญญาน้อยนิดของนางต่อสู้กับอีกฝ่ายด้วยความยากลำบาก สายตาของนางเลื่อนมองผู้คนรอบ ๆ ที่กำลังแตกตื่น
“หากปล่อยไว้ มนุษย์ผู้อ่อนแอพวกนี้ก็จะได้รับอันตราย” เมื่อคิดได้ดังนั้นิเยว่จึงหันไปยังจางซิน
“เทพธิดาจางซินเ้าคะ ใช้พลังต่อสู้เช่นนี้ มนุษย์ผู้บริสุทธิ์จะต้องเดือดร้อน อีกทั้งหากรู้ไปถึงเบื้องบนเทพธิดาอาจต้องโทษผิดกฎ์ได้นะเ้าคะ” ิเยว่นึกหวาดหวั่นเอ่ยเตือน ก่อนจางซินที่กำลังรับมือกับพลังิญญาที่พุ่งเข้ามา เสี้ยวอึดใจ นางรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย พาิเยว่หายลับไปยังป่าไผ่นอกเมือง
ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง พร้อมกระอักเืออกมา ทำให้ิเยว่เบิกตากว้าง แล้วรีบวิ่งเข้าไปประคองร่างของเทพธิดาจางซินขึ้น
“เทพธิดาจางซิน นี่ท่านาเ็เหรอ” ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความสับสนอย่างถึงที่สุด นางเอื้อมมือไปเช็ดเืพร้อมสายตาสัดส่าย ก่อนจางซินจะพูดขึ้นด้วยความเหนื่อยหอบ
“ข้ามิเป็ไร เ้าเป็อะไรหรือไม่” สายตาของจางซินเวลานี้ เป็สายตาอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเห็น ก่อนิเยว่ส่ายศีรษะ พลันสำรวจร่างกายของอีกฝ่ายด้วยความเป็ห่วง
“เรากลับเผ่ามารกันนะเ้าคะ” ิเยว่เตรียมจะพาจางซินกลับ ทว่าอีกฝ่ายกลับส่ายศีรษะไม่ยอม
“ข้าไม่อยากให้ผู้ใดรู้ว่าข้าาเ็ อย่าพึ่งกลับเผ่ามารตอนนี้” จางซินยืนยันไม่กลับ ิเยว่จึงทำได้เพียงประคองร่างของเทพธิดาไปนั่งพักยังโคนไม้ใหญ่ด้านหน้า พร้อมสายลมอ่อนพัดโชยมาเป็ระลอก
“ข้าไม่คิดเลย ว่าคนพวกนั้นจะมีพลังิญญาเหนือกว่าข้ามากนัก ข้าประมาทพวกเขาเกินไป” จางซินพูดขึ้น ก่อนิเยว่จะขมวดคิ้วแล้วทบทวนขึ้นมา
“คนพวกนั้นเป็ใครกันแน่ เวลานี้ทั่วทั้งพิภพสงบสุข ไม่มีเผ่าใดวิวาทกันหนักหนาถึงขั้นลงมือเอาชีวิต การแต่งตัวก็ดูไม่ออกว่าพวกนั้นมาจากเผ่าใด” เทพธิดาจางซินนิ่งเงียบ ไม่อาจหาคำตอบได้เช่นกัน ก่อนร่างของชายในชุดดำจะตามติดมาพร้อมหัวเราะดังลั่น ิเยว่รีบลุกขึ้นยืนบังจางซินไว้ แล้วตั้งท่ารับพลังิญญาจากคนพวกนั้น
“พวกเ้า้าอะไร เหตุใดจึงตามมาไม่ยอมจบ” ก่อนชายหนุ่มจะหัวเราะร่วน แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงกึกก้อง
“ข้า้าชีวิตของนางนั่น”
“สามหาว เ้ารู้หรือไม่ว่านางเป็ผู้ใด นางเป็ถึงเทพธิดาแห่งเผ่าเทพ มีฐานะสูงส่งเพียงใด ควรหรือที่พวกเ้าจะทำร้ายนางเช่นนี้” ิเยว่หวังว่าการเผยฐานะ จะทำให้อีกฝ่ายยอมถอยหลัง ทว่าพวกนั้นกลับไม่มีท่าทีเกรงกลัว
“เทพธิดาจางซินงั้นเหรอ ข้ามิกลัว” ว่าแล้วชายหนุ่มก็ใช้พลังิญญาของเขาพุ่งเข้าใส่ิเยว่ ก่อนจางซินจะผลักิเยว่ออก แล้วรับพลังิญญาด้วยตัวเอง ทว่าเวลานี้พลังิญญาของจางซินอ่อนล้าเต็มที จึงไม่สามารถต้านทานอีกฝ่ายได้อีก ิเยว่เห็นดังนั้นจึงใช้พลังิญญาอันน้อยนิดของนางเข้าต่อสู้ ทว่าจางซินขยับกายหันมา แล้วเอ่ยกับิเยว่เป็ครั้งสุดท้าย
“ข้าขอโทษ ข้าช่วยเ้าไม่ได้แล้ว” ก่อนนางจะวูบหลับไปในที่สุด ท่ามกลางความคิดสับสนของิเยว่ที่มองดูจางซินวูบหมดสติไปต่อหน้า ทำให้นางพยายามเค้นเอาพลังิญญาของตัวเองออกมา ก่อนเสียงหัวเราะของชายชุดดำจะดังขึ้นเยาะเย้ย
“นี่หรือ ผู้มีดวงจิตสีเพลิง เ้ามีพลังเพียงนี้เองเหรอ แค่สหายของเ้ายังไม่มีปัญญาช่วย แล้วเ้าจะเอาปัญญาใดมาช่วยสรรพชีวิตได้ เช่นนั้นเ้าก็จงมองต้นจิตของเทพธิดาผู้นี้ แตกสลายไปต่อหน้าก็แล้วกัน” สิ้นเสียงของชายชุดดำ เขาก็ค่อย ๆ เคลื่อนพลัง ดึงเอาต้นจิตของจางซินออกมา ท่ามกลางสายตาของิเยว่ที่มิอาจช่วยจางซินได้
“ปล่อยนาง ข้าบอกให้ปล่อยนาง” ิเยว่ทำได้เพียงะโห้ามด้วยความหวาดหวั่น ทว่าเสียงหัวเราะของชายชุดดำ ยังคงดังกึกก้องอย่างสะใจ ทำราวกับชีวิตผู้อื่นไร้ความหมาย แสดงให้เห็นถึงจิตใจมืดบอดอย่างแท้จริง ิเยว่ อดทนมองต้นจิตของเทพธิดาจางซิน ที่กำลังถูกชายปริศนาทำลายได้เพียงครู่เดียว ก่อนความรู้สึกต่าง ๆ จะหลอมรวมเข้ากับความโกรธ แล้วะเิออกมาพร้อมพลังมหาศาลแตกกระจายโดยรอบ แสงสว่างจ้าก่อเกิดขึ้น ทั่วทั้งใต้หล้าสั่นะเืคล้ายแผ่นดินไหว ให้ราชันจางเหว่ย และคนอื่น ๆ รับรู้ถึงแรงอันมหาศาลนั้น ก่อนร่างของชายหนุ่มในชุดดำจะกระเด็นออกไปคนทิศ
“นี่มันพลังอะไรกัน นางมีพลังิญญาเพียงขั้นหนึ่งเท่านั้นมิใช่เหรอ” ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นตั้งหลัก แสดงความหวาดหวั่นออกมาด้วยความไม่มั่นใจ
พร้อมดวงตาของิเยว่แปรเปลี่ยนเป็สีแดงเพลิง จับจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความคับแค้นใจอย่างถึงที่สุด
“นับจากข้าจุติมาในเผ่าวิหค มือของข้ามิเคยเปื้อนเื แต่วันนี้ข้าจะเอาชีวิตเ้าเป็คนแรก” นางพูดด้วยน้ำเสียงอันทรงพลังและมีอำนาจ แตกต่างจากิเยว่คนเก่าอย่างสิ้นเชิง พร้อมพลังอันมหาศาลนั้นได้ก่อเกิดขึ้นอีกครั้ง ทำให้ชายชุดดำหวาดกลัวถึงที่สุด รีบใช้พลังิญญาหายลับจากไปในทันที
ิเยว่หลับตาลงช้า ๆ ก่อนพลังมหาศาลที่แผ่ออกจะค่อย ๆ หายลับไปเช่นเดียวกัน หญิงสาวรีบหันไปยังร่างของจางซิน พบว่าต้นจิตค่อย ๆ เคลื่อนกลับคืนร่าง เมื่อเห็นเช่นนั้น รอยยิ้มจึงเผยออกมาอย่างมีความหวัง
“เทพธิดาจางซินเ้าคะ เทพธิดา” ิเยว่พยายามปลุกอยู่หลายครั้ง ทว่าร่างกายอีกฝ่ายอ่อนล้าเกินกว่าจะได้สติ
“อาการาเ็ของนาง ข้าน่าจะพอผสมสมุนไพรรักษาได้ เช่นนั้นต้องหาดอกฉือหนาน ผสมรวมกับหัวของปักคี้ ต้มรวมกันให้นางดื่ม” เมื่อคิดดังนั้น ธิดาิเยว่จึงประคองร่างของเทพธิดาจางซินไปยังริมน้ำด้วยความยากลำบาก แล้วใช้พลังิญญาจำแลงบ้านไม้เล็ก ๆ เพื่อนำร่างของจางซินเข้ามาพักชั่วคราว ขณะนั้นิเยว่สังเกตเห็นเม็ดเหงื่อของนางผุดขึ้นมาเป็ระยะ
“แย่แล้ว นอกจากต้นจิตของนางจะโดนกระทบอย่างหนัก นางยังโดนพลังิญญาทำลายธาตุ หากปล่อยไว้ นางต้องแย่แน่ ๆ” สายตาสัดส่ายของิเยว่พยายามหาทางแก้ไข แล้วกระซิบบอกจางซินด้วยความเป็ห่วง
“เทพธิดาจางซิน ท่านอดทนหน่อยนะ ข้าจะออกไปหาสมุนไพรมารักษาท่านเอง” ว่าแล้วิเยว่ก็เดินออกมาจากบ้านไม้หลังเล็ก แล้วหันกลับไปใช้พลังิญญาอันน้อยนิดสร้างเกราะกำบังไว้
“เท่านี้ ก็ไม่มีมนุษย์คนใดเข้าไปได้แล้ว” เมื่อวางใจ ิเยว่จึงรุดเข้าป่าไปด้วยความรีบร้อน ทิ้งให้จางซินนอนอยู่ในบ้านไม้หลังน้อยตามลำพัง
