ตอนที่ 8 ของขวัญแด่คนโง่
แสงอรุณวันใหม่ไม่ได้มาพร้อมกับความอบอุ่น แต่มันมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนที่บุกฝ่าหิมะมุ่งตรงมายังทุ่งร้างท้ายหมู่บ้านมู่ซาน ชาวบ้านนับร้อยต่างพากันเดินตามขบวนของมือปราบที่แต่งกายเต็มยศ โดยมีรถม้าหลังใหญ่ของใต้เท้ากัว เ้าเมืองกิมจิว ปิดท้ายขบวนด้วยท่าทางอวดศักดา
มู่หว่านเอ๋อร์ยืนสงบนิ่งอยู่หน้ากระท่อม นางสวมชุดผ้าฝ้ายสีฟ้าเรียบๆ ผมยาวถูกรวบขึ้นอย่างทะมัดทะแมง ในมือถือถ้วยชาร้อนๆ ที่ควันกรุ่นโชยออกมา ท่าทางของนางดูราวกับกำลังรอคอยชมงิ้วฉากใหญ่ มากกว่าจะเป็เด็กสาวที่กำลังจะถูกทางการจับกุม
“นั่นไงเ้าคะ! ใต้เท้ากัว! นังเด็กนั่นแหละที่ใช้คุณไสยปีศาจทำให้ข้าวสาลีโตในหน้าหนาว!”
เสียงแหลมสูงของซื่อซื่อดังนำมาแต่ไกล นางเดินเคียงข้างรถม้าด้วยท่าทางพินอบพิเทา ใบหน้าบวมฉึ่งจากอาการฝังเข็มเมื่อวันก่อนยังไม่หายดี แต่นั่นก็ไม่อาจหยุดความริษยาที่พลุ่งพล่านในใจนางได้
รถม้าหยุดลงอย่างสง่างาม ใต้เท้ากัวก้าวลงมาด้วยความยากลำบาก ร่างที่อ้วนท้วนของเขาทำให้ชุดขุนนางดูคับแน่นจนแทบปริ ดวงตาเล็กๆ กวาดมองไปที่ทุ่งข้าวสาลีสีเขียวมรกตที่แทงยอดเหนือหิมะอย่างเหลือเชื่อ ก่อนจะหันมามองหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาละโมบ
“เ้าชื่อมู่หว่านเอ๋อร์งั้นหรือ?” ใต้เท้ากัวเอ่ยเสียงทุ้ม พยายามวางท่าทางให้น่าเกรงขาม
“ผู้น้อยมู่หว่านเอ๋อร์ คารวะใต้เท้ากัวเ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์ย่อตัวลงเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีความนอบน้อมในแววตา
“ไม่ทราบว่าวันนี้ใต้เท้ามาเยือนทุ่งร้างอันห่างไกลนี้ มีราชการด่วนประการใดหรือเ้าคะ? หรือว่าท่านอยากจะมาสั่งซื้อข้าวสาลีเกล็ดหิมะของข้าไปบำรุงพุง... เอ้ย บำรุงร่างกาย?”
ชาวบ้านที่แอบฟังอยู่ถึงกับสำลักขำพยายามกลั้นเสียงไว้ใต้เท้ากัวหน้าแดงวาบ
“ปากดีนัก! ข้าได้รับแจ้งว่าเ้า หยกัคาบแก้ว ซึ่งเป็ของล้ำค่าที่หายไปจากคลังหลวง และยังมีพฤติกรรมใช้เวทมนตร์นอกรีตสร้างความปั่นป่วนในหมู่บ้าน!” ใต้เท้ากัวคำราม
“ทหาร! ไปค้นกระท่อมของนาง และยึดที่ดินผืนนี้ไว้เป็ของทางการชั่วคราว!”
“ช้าก่อนเ้าค่ะใต้เท้า” หว่านเอ๋อร์ยกมือห้ามพลางจิบชาอย่างใจเย็น
“การค้นบ้านโดยไม่มีหมายศาล และการยึดที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องจากทางการ... ท่านไม่เกรงว่าหากเื่นี้ไปถึงหูของ เ้าของหยก ท่านจะเหลือแม้แต่หมวกขุนนางสวมหัวหรือเ้าคะ?”
“เ้าขู่ข้าหรือ!” ใต้เท้ากัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
“ข้าไม่ได้ขู่เ้าค่ะ ข้าแค่เป็ห่วง” หว่านเอ๋อร์ยิ้มอย่างงดงามแต่เยือกเย็น
“ท่านเห็นทุ่งข้าวนี้ไหม? มันไม่ได้โตด้วยเวทมนตร์ แต่มันโตด้วย ัใต้ดิน ที่กำลังตื่นขึ้น หากท่านก้าวเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า ัอาจจะพ่นไฟใส่ท่านได้นะเ้าคะ”
ซื่อซื่อที่อยากเอาหน้าเต็มทีเห็นหว่านเอ๋อร์ยืนนิ่งไม่ขยับ ก็คิดว่านางแค่ขู่ฟ่อ
“ใต้เท้าอย่าไปเชื่อมันเ้าค่ะ! มันก็แค่เด็กเลี้ยงแกะ ข้าจะเข้าไปลากตัวมันออกมาเอง!”
นางถลาเข้าไปที่ทุ่งข้าว หวังจะเหยียบย่ำต้นกล้าให้สาแก่ใจ ทว่า ทันทีที่เท้าของนางเหยียบลงบนพื้นดินที่ดูเหมือนจะแข็ง หิมะรอบๆ ก็พลันละลายกลายเป็โคลนเหลวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีไอน้ำร้อนจัดพุ่งขึ้นมาจากรูใต้ดิน!
“ว้ายยย! ร้อน! ร้อนๆๆๆ!” ซื่อซื่อะโโหยงเหยงราวกับลิงถูกไฟลน นางเสียหลักลื่นไถลไปกับโคลนที่ร้อนระอุ จนร่างทั้งร่างจมลงไปในบ่อโคลนตมครึ่งตัว
“เ้าแม่กวนอิมช่วยลูกด้วย! เง็กเซียนฮ่องเต้! บรรพบุรุษตระกูลมู่! ช่วยข้าด้วยยย!” นางร้องโวยวายเรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกทิศทุกทางพลางตะเกียกตะกายอย่างบ้าคลั่ง แต่ยิ่งดิ้นโคลนดำมืดก็ยิ่งทะลักเข้าปากจนสำลักออกมาเป็เสียง
“แค็ก! โอ๊ย! ร้อน ร้อนใจจะขาดแล้ว!”
“ฮ่าๆๆๆ!” เสียงหัวเราะของชาวบ้านดังลั่นทุ่ง
“ดูนั่นสิ! ป้ามู่ใส่หน้ากากโคลนบำรุงผิวหรือไง? ท่าทางจะอยากเป็นางพญาโคลนตม!”
“สมน้ำหน้า! อยากได้ของคนอื่นนัก เป็ไงล่ะ ท่านัเลยประทานอึโคลนให้เต็มปากเลย!” ชาวบ้านอีกคนะโสะใจ ไม่มีใครแม้แต่จะขยับเท้าเข้าไปช่วย ทุกคนต่างยืนดูนางในสภาพ หมูไหม้ในหล่มโคลน อย่างเพลิดเพลิน
ใต้เท้ากัวเห็นสภาพนั้นถึงกับตาเหลือก ร่างอ้วนๆ ของเขาสั่นพะเยิบพะยาบจนพุงกระเพื่อม
“ขะ... ขยับ! พื้นดินมันขยับได้จริงๆ!” เขาพยายามจะถอยหลังแต่ดันเหยียบชายเสื้อตัวเองจนหงายหลังล้มตึง ก้นกระแทกพื้นดัง ปึ้ก! หมวกขุนนางเบี้ยวไปปิดตาข้างหนึ่ง ดูน่าสมเพชจนแม้แต่มือปราบจางที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังต้องแอบเบือนหน้าหนีเพื่อกลั้นขำ
“ใต้เท้า! พื้นดินมัน... มันเหมือนมีตัวอะไรเลื้อยอยู่ใต้เท้าเราเลยขอรับ!” มือปราบจางร้องเสียงหลงพลางเขย่งขาไปมาเหมือนเต้นระบำบนกระทะร้อน ท่าทางลุกลี้ลุกลนของเหล่าชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบที่กลัวจนหัวหดกลายเป็ฉากตลกกึ่งสมเพชที่สั่นคลอนเกียรติยศขุนนางจนหมดสิ้น
หว่านเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ
“ข้าบอกท่านแล้วว่าัใต้ดินกำลังตื่น ท่านป้าใหญ่คงไปเหยียบถูกหางมันเข้าพอดีกระมัง? ส่วนใต้เท้ากัว... ท่านคงอยากจะร่วม รำถวายักับลูกน้องสินะเ้าคะ?”
ใต้เท้ากัวหน้าเสีย เขาเริ่มเห็นท่าไม่ดี แต่ความละโมบในหยกัยังมีมากกว่า
“นังตัวแสบ! เ้าแกล้งทำกลอุบาย! ส่งหยกมาให้ข้า เดี๋ยวนี้!”
เขาสั่งทหารให้ชักดาบออกมา หว่านเอ๋อร์ยังคงยืนนิ่ง นางวางถ้วยชาลงแล้วประสานมือไว้ข้างหน้า
“ใต้เท้ากัว ท่านเป็ขุนนางกินเบี้ยหวัดราษฎร แต่กลับใช้กำลังข่มขู่เด็กสาวเพียงเพื่อจะชิงของมีค่าไปเป็ของตนเอง ท่านว่า... ระหว่างข้าที่เป็ ดาวไม้กวาด กับท่านที่เป็ ปลวกกินเมือง ใครกันแน่ที่สมควรถูกแผ่นดินนี้สูบลงไป?”
“เ้า!”
“ท่านรู้ไหมว่าทำไมดินแถวนี้ถึงร้อน?” หว่านเอ๋อร์ก้าวเข้าไปหาใต้เท้ากัวหนึ่งก้าว ดวงตานางวาวโรจน์
“เพราะมันสะสมความแค้นของบรรพบุรุษที่ถูกข้าราชการกังฉินอย่างท่านขูดรีดมานับร้อยปี วันนี้ัใต้ดินไม่ได้ตื่นขึ้นมาเพื่อข้า แต่มันตื่นขึ้นมาเพื่อจัดการ คนอย่างท่าน!”
ทันใดนั้น เสียงม้าคำรามดังสนั่นมาจากทางเข้าหมู่บ้าน ดินโคลนตลบอบอวลพร้อมกับธงรูปพยัคฆ์เหยียบเมฆที่ปลิวไสว
“กองกำลังพยัคฆ์ทมิฬมาถึงแล้ว! ใครกล้าขยับ ข้าจะให้หัวมันหลุดจากบ่า!”
เสียงกังวานทรงพลังนั้นทำให้ทุกคนในที่นั้นตัวแข็งทื่อ ร่างสูงสง่าบนหลังม้าพันธุ์ดีสีนิลสนิทควบทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว เซียวจิ้งเหยียนในชุดเกราะแม่ทัพเต็มยศดูน่าเกรงขามจนใต้เท้ากัวถึงกับแข้งขาอ่อนแรงจนทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น
“ทะ... ท่านอ๋องเซียว!” ใต้เท้ากัวเสียงสั่นเครือ หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้นเมื่อเห็นบุรุษที่ควรจะหายสาบสูญ ปรากฏตัวขึ้นที่นี่
เซียวจิ้งเหยียนไม่ได้มองใต้เท้ากัวแม้แต่น้อย เขาะโลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่วและเดินตรงมาที่หว่านเอ๋อร์ สายตาที่ดุดันเมื่อครู่กลับอ่อนแสงลงอย่างประหลาดเมื่อสบตานาง
“มู่หว่านเอ๋อร์... เ้าเตรียมของขวัญไว้ต้อนรับพวกเขาได้น่าประทับใจยิ่งนัก” เขาปรายตามองซื่อซื่อที่กำลังตะเกียกตะกายอยู่ในบ่อโคลนด้วยสายตาเหยียดหยาม
“ท่านมาช้าไปนิดนะเ้าคะ ข้าเกือบจะได้เห็นเ้าเมืองกิมจิวอาบน้ำโคลนบำรุงผิวแล้วเชียว” หว่านเอ๋อร์ยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน
จิ้งเหยียนหัวเราะหึๆ ก่อนจะหันไปหาใต้เท้ากัวที่ตอนนี้หมอบกราบจนหัวติดหิมะ “ใต้เท้ากัว... เมื่อครู่เ้าบอกว่านางหยกที่ขโมยมาจากคลังหลวงงั้นรึ?”
เขาหยิบหยกัคาบแก้วที่หว่านเอ๋อร์ส่งคืนให้เมื่อครู่ออกมา (ด้วยความไวแสงจนไม่มีใครเห็นตอนส่งมอบ)
“หยกชิ้นนี้ ข้าเป็คนมอบให้นางด้วยมือของข้าเอง เพื่อเป็รางวัลที่นางช่วยชีวิตข้า... เ้ามีปัญหาประการใดหรือไม่?”
“มิ... มิกล้าขอรับท่านอ๋อง! ข้า... ข้าเพียงแต่ได้รับแจ้งความเท็จ!” ใต้เท้ากัวเหงื่อไหลพรากพลางชี้ไปทางซื่อซื่อที่ตัวสั่นเทิ้มในบ่อโคลน
“แจ้งความเท็จ?” จิ้งเหยียนหรี่ตา
“ในแผ่นดินนี้ ข้าเกลียดที่สุดคือข้าราชการที่หูเบาและละโมบ มือปราบจาง! นำตัวใต้เท้ากัวกลับไปขังที่ที่ว่าการ รอการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด! ส่วนหญิงปากตลาดคนนั้น...”
เขามองซื่อซื่อที่ตอนนี้สลบเหมือดไปแล้วเพราะความร้อนและโคลนเข้าปาก
“เอาไปขังคุกสามสิบวันฐานดูิ่เ้าพนักงานและป้ายสีผู้อื่น!”
เมื่อความโกลาหลจบลง ชาวบ้านต่างพากันแยกย้ายไปด้วยความยำเกรงและเลื่อมใสในตัวหว่านเอ๋อร์ ทุ่งร้างท้ายหมู่บ้านที่เคยเป็สถานที่ต้องห้าม บัดนี้กลับกลายเป็ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ในสายตาพวกเขา
“ท่านอ๋อง ท่านเล่นใหญ่ไปหน่อยนะเ้าคะ” หว่านเอ๋อร์เดินมานั่งที่ม้านั่งหน้ากระท่อมพลางรินชาให้เขา
“ข้าแค่ไม่อยากให้ใครมารบกวน ชาวนาของข้า” จิ้งเหยียนนั่งลงข้างนาง รับถ้วยชาไปจิบ
“เ้าทำได้ดีมากหว่านเอ๋อร์... พลังงานจากัใต้ดินที่เ้าปลุกขึ้นมา มันไม่ได้แค่ทำให้ข้าวโต แต่มันกำลังเปลี่ยนโครงสร้างปราณของดินแถบนี้ทั้งหมด”
เขาวางถ้วยชาลง สายตาจริงจังขึ้น
“แต่เ้าต้องระวัง... เมื่อคนรู้ว่าที่นี่มีสมบัติ พวกเขาจะไม่หยุดแค่นี้ ครั้งหน้าอาจจะไม่ใช่แค่เ้าเมืองกังฉิน แต่อาจจะเป็กองทัพจากเมืองหลวง”
หว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก ดวงตานางสะท้อนภาพทุ่งข้าวสีเขียวที่กำลังไหวตามลม
“ท่านอ๋อง... ท่านลืมไปแล้วหรือว่าข้าเป็ใคร? ในห้องแล็บ... เอ้ย ในความรู้ของข้า ความร้อนใต้ดินไม่ได้มีไว้แค่ปลูกข้าว แต่มันมีไว้เพื่อะเิ ทุกอย่างที่ข้า้า”
นางหยิบขวดแก้วเล็กๆ ที่มีผงสีดำประหลาดออกมา (ซึ่งนางแอบผสมในมิติิญญาโดยใช้กำมะถันและเกลือจากใต้ดิน)
“หากใครอยากลองดีกับทุ่งร้างของข้า... ข้าจะทำให้พวกเขาได้รู้จักกับคำว่า ์ถล่มแผ่นดินทลาย ของจริง!”
จิ้งเหยียนมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความทึ่ง... สตรีผู้นี้ไม่ได้มีแค่หัตถ์เทวะที่รักษาคน แต่ในมือของนางยังมี อำนาจทำลายล้าง ที่แม้แต่เขายังต้องเกรงใจ
“มู่หว่านเอ๋อร์... เ้าเป็ผู้หญิงที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา”
“ถือว่าเป็คำชมก็แล้วกันเ้าค่ะ”
ท่ามกลางหิมะที่เริ่มตกลงมาอีกครั้ง สองร่างที่ดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกลับนั่งจิบชาพูดคุยกันอย่างเป็ธรรมชาติ ทิ้งให้ปริศนาแห่งัใต้ดินและแผนการปฏิวัติผืนดินดำเนินต่อไปอย่างน่าติดตาม
