บทที่ 3 การเอาคืนครั้งที่หนึ่ง
"เพราะเืถุงนี้..."
เธอมองเืที่หยดลงพื้น
"จะเป็ถุงสุดท้ายที่คุณจะได้จากฉัน"
หลิงเว่ยเอ่ยเสียงเรียบ
"เธอพูดบ้าอะไร! ถ้าจิ้งเหยาอาการกำเริบอีก..."
เหวยหลันเอ่ยอย่างไม่พอใจ คิ้วขมวดมุ่น
"ห่วงตัวเองก่อนดีกว่าไหมคุณหมอ"
หลิงเว่ยขัดขึ้นด้วยรอยยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นะเืลงจนติดลบ
สายตาของเธอลดต่ำลง จ้องมองไปที่มือทั้งสองข้างของเหวยหลัน มือเรียวยาวที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีคู่นั้น ในความทรงจำของ หลิงเว่ยคนเก่า แม้ผู้ชายคนนี้จะเห็นแก่ตัวและขี้ขลาด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพร์ด้านศัลยกรรมของเขาคือของจริง เขาได้ช่วยชีวิตคนไข้วิกฤตมานับไม่ถ้วนด้วยมือคู่นี้
ในฐานะอดีตราชินีผู้เคยปกครอง เธอเกลียดการสูญเสียทรัพยากรที่มีค่าโดยใช่เหตุ หากมือคู่นี้ต้องใช้งานไม่ได้อีกต่อไป คงน่าเสียดายแทนคนไข้ที่รอการรักษาจากเขา ถือซะว่าทำบุญครั้งสุดท้ายให้เพื่อนมนุษย์ก็แล้วกัน ส่วนเขาจะเชื่อหรือไม่ก็ถือเสียว่าเป็โชคชะตาของเขาก็แล้วกัน เธอคิดในใจอย่างปลงตก
เธอกวักนิ้วเรียกเขาเบา ๆ เหวยหลันเผลอโน้มตัวเข้าไปหาอย่างลืมตัว เหมือนต้องมนต์สะกดจากดวงตาคู่ลึกล้ำนั้น
เธอขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเขา น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ไร้ความห่วงใยเจือปน แต่กลับหนักแน่นด้วยความจริงที่เธอมองเห็นจากอนาคต
"อีกสามชั่วโมง ระหว่างที่คุณขับรถกลับคอนโด ล้อหน้าขวาของคุณจะะเิบนสะพานข้ามแม่น้ำ..."
เหวยหลันตาเบิกกว้าง ตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง คำพูดที่ฟังดูไร้สาระกลับทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างประหลาด
"พยายามประคองพวงมาลัยให้ดีล่ะ..."
หลิงเว่ยเน้นเสียงต่ำลง ราวกับจะฝังคำเตือนนี้ลงในจิตใต้สำนึกของเขา
"ไม่อย่างนั้นมือที่ใช้จับมีดผ่าตัดคู่นั้น อาจจะเละจนไม่ได้ใช้งานอีกตลอดชีวิต ฉันเตือนคุณ เพราะเห็นแก่คนไข้ที่คุณจะต้องรักษาในอนาคตหรอกนะ ไม่ใช่เพื่อตัวคุณ"
สิ้นคำประกาศิต ร่างบางบนเตียงก็ทิ้งตัวลงนอนราบไปกับหมอนอย่างไม่ไยดี เธอดึงผ้าห่มสีขาวซีดขึ้นมาคลุมร่างจนถึงปลายคาง ปิดเปลือกตาลงช้าๆ ตัดขาดจากโลกภายนอก ราวกับสิ่งมีชีวิตที่ยืนหัวโด่อยู่ในห้องนี้เป็เพียงอากาศธาตุที่น่ารำคาญ
"ออกไปได้แล้ว ฉันจะพักผ่อน"
น้ำเสียงนั้นราบเรียบ แต่กลับมีอานุภาพทำลายล้างความมั่นใจของคนฟังจนย่อยยับ
เหวยหลันยืนตัวแข็งทื่อเป็หิน ขนอ่อนทั่วร่างลุกชันอย่างพร้อมเพรียงั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า เขาก้มมองเด็กสาวที่นอนนิ่งราวกับศพด้วยแววตาสับสนปนหวาดกลัวอย่างสุดขีด สมองส่วนเหตุผละโบอกว่า คำพูดเมื่อกี้มันก็แค่คำสาปแช่งไร้สาระของคนไข้ที่เสียเืจนเพ้อเจ้อ... แต่ทำไม... ทำไมสัญชาตญาณส่วนลึกของเขาถึงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวขนาดนี้? ทำไมภาพล้อรถที่ะเิออกและมือที่แหลกละเอียดของตนเองถึงฉายชัดในหัวราวกับภาพนิมิตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง?
เหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมออกมาเต็มแผ่นหลัง เขาทนอยู่ในห้องนี้ที่มีแรงกดดันประหลาดต่อไปไม่ไหวแล้ว
"ไป... เราไปกันเถอะ!" เขาคว้าชาร์ตคนไข้ด้วยมือที่สั่นเทาจนแทบจับไม่อยู่ แล้วหันหลังเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องไปทันที โดยมีป้าสะใภ้ใหญ่ที่เพิ่งตั้งสติจากแรงกระแทกได้ รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งตามออกไปติดๆ ราวกับกำลังหนีผีร้าย
ปัง! เสียงประตูห้องปิดลงอย่างแรง
ความเงียบสงัดกลับคืนมาสู่ห้องสี่เหลี่ยมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า มันเป็ความเงียบที่คุกรุ่นไปด้วยไอสังหารจางๆ ที่เริ่มแผ่ออกมาจากร่างบนเตียง เมื่อแน่ใจว่าไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นใดแล้ว หลิงเว่ยที่แสร้งหลับตาอยู่เมื่อครู่ ก็ลืมตาโพลงขึ้นทันที!
ดวงตาคู่สวยที่เคยแสร้งทำเป็สงบนิ่งไร้เดียงสา บัดนี้กลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง มันลึกล้ำ ดำมืด และเปล่งประกายคมกล้าดุจใบมีดอาบยาพิษ จ้องมองเพดานสีขาวว่างเปล่าด้วยแววตาของผู้ที่ผ่านโลกมานับพันปี
เธอยกแขนข้างที่มีแผลจากการกระชากเข็มน้ำเกลือขึ้นมาดูตรงหน้า เืหยุดไหลแล้ว เหลือเพียงรอยเข็มสีแดงช้ำและคราบเืแห้งกรัง ริมฝีปากบางสวยค่อยๆ แสยะยิ้มขึ้น เป็รอยยิ้มที่งดงามหยดย้อย ทว่าบิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความสะใจที่อัดอั้นมานานข้ามภพข้ามชาติ
"พวกโง่..."
เธอพึมพำเสียงเบาในลำคอ ปลายนิ้วเรียวไล้เบาๆ ไปตามแนวเส้นเืบนแขนตนเอง ััถึงชีพจรที่เริ่มเต้นแรงขึ้นอย่างมีพลัง
พวกมันคิดจริงๆ หรือว่าิญญาระดับ 'เทพพยากรณ์' ผู้ผ่านการบำเพ็ญเพียรฝ่าด่าน์มานับพันปี เมื่อหวนคืนสู่ร่างต้นกำเนิด จะเป็เพียงิญญาธรรมดาที่ไร้ทางสู้? ช่างอ่อนหัดนัก...
วินาทีที่เธอตื่นขึ้นในร่างนี้ วินาทีที่จิติญญาราชินีหงส์ผสานเข้ากับกายเนื้อที่อ่อนแอเปราะบาง ร่างกายนี้ก็ตอบสนองด้วยการเริ่มกระบวนการผลัดเปลี่ยนกระดูก ตามสัญชาตญาณแห่งเซียนทันที สิ่งสกปรก ความอ่อนแอ และโรคภัยไข้เจ็บที่สะสมมาตลอด 20 ปีของการเป็ถุงเืกำลังถูกพลังปราณบริสุทธิ์ขับออกมาอย่างช้าๆ และในขณะเดียวกัน มรดกอันล้ำค่าจากชาติภพก่อนก็เริ่มตื่นขึ้น
ในโลกบำเพ็ญเพียร เธอไม่ได้มีดีแค่เนตรพยากรณ์ที่ล่วงรู้ฟ้าดิน แต่เธอคือผู้เชี่ยวชาญด้านโอสถและพิษที่หาตัวจับยาก! ร่างกายเซียนของเธอถูกหล่อหลอมด้วยสมุนไพรพิษนับหมื่นชนิด จนโลหิตทุกหยดในกายกลายเป็พิษร้ายที่พร้อมสังหารศัตรู และตอนนี้ คุณสมบัติพิเศษนั้น ได้ติดตามิญญาของเธอข้ามห้วงเวลา กลับมาสถิตในร่างนี้ด้วย
หลิงเว่ยหลับตาลงอีกครั้ง กำหนดจิตสำรวจภายใน ััได้ถึงกระแสความร้อนสายเล็กๆ ที่เริ่มก่อตัวและไหลเวียนปะปนอยู่ในกระแสเื มันคือปราณพิษที่กำลังฟื้นคืนชีพ แม้จะยังเจือจางมากในร่างมนุษย์ธรรมดานี้ แต่มันก็มากพอแล้วสำหรับการเริ่มต้น
"หมอเหวย..."
ในห้วงความคิด เธอนึกถึงท่าทางรีบร้อนของหมอหนุ่มหน้าโง่ที่หอบถุงเืใบนั้นออกไปราวกับได้ของล้ำค่า
"คุณคงดีใจสินะที่ได้เืถุงนั้นไป..."
หารู้ไม่ว่า เืถุงนั้นที่ถูกสูบออกไปใน่เวลาคาบเกี่ยวที่เธอเพิ่งตื่นและเริ่มกระบวนการผลัดเปลี่ยนกระดูก มันคือเืชุดแรกที่ผสมปนเปไปด้วย 'พิษเหมันต์' ในระดับที่เจือจางที่สุด
มันจะไม่ฆ่า หลิงจิ้งเหยา ทันทีหรอก นั่นมันง่ายดายและเมตตาเกินไปสำหรับคน ตระกูลหลิง แต่มันจะค่อยๆ ไหลเวียน แทรกซึมเข้าไปในไขกระดูกของน้องสาวผู้แสนดีทีละน้อย มันจะทำให้ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้ว ค่อยๆ รู้สึกหนาวเหน็บจากภายใน หนาว จนกระดูกร้าว หนาว จนไม่มีผ้าห่มผืนไหนในโลกให้ความอบอุ่นได้ และที่สำคัญที่สุด แพทย์แผนปัจจุบันหน้าไหนในโลกนี้ ก็ไม่มีวันตรวจหาสาเหตุเจอ
"ดื่มด่ำกับมันซะ จิ้งเหยา..."
หลิงเว่ยหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่แหบพร่าฟังดูเหมือนเสียงภูตพรายกระซิบจากขุมนรก
"ถือว่าเป็ของขวัญต้อนรับการกลับมาของพี่สาวคนนี้ ของขวัญที่จะทำให้เธอได้ลิ้มรสความทรมานอย่างช้าๆ จนกว่าจะร้องขอความตายด้วยตัวเอง"
"การเอาคืนครั้งที่หนึ่ง เริ่มต้นแล้ว"
เสียงหัวเราะค่อยๆ จางหายไปในความมืด เหลือเพียงแววตาที่เ็าจนถึงขั้วหัวใจ
ในความเงียบสงัดนั้น จู่ๆ ความรู้สึกขมขื่นสายหนึ่งก็แล่นพล่านขึ้นมาในอก มันไม่ใช่ความรู้สึกของมหาเทพหลิงเว่ย แต่เป็ความรู้สึกที่ตกค้างของ 'หลิงเว่ยคนเดิม' เ้าของร่างนี้ เธอยกมือที่ซูบซีดไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาพิจารณาในความมืด มือคู่นี้ที่ถูกเจาะพรุนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อต่อลมหายใจให้อีกคน
"ครอบครัวตระกูลหลิงช่างโหดร้ายนัก ชีวิตของหลิงจิ้งเหยานั่นสูงส่งนัก แล้วชีวิตของเด็กสาวคนนี้เล่า? มันไม่ใช่ชีวิตเหมือนกันหรืออย่างไร?"
เธอตั้งคำถามกับความว่างเปล่า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและชิงชัง
"พวกมันถึงได้คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์... จะทำอะไรกับร่างนี้ก็ได้ จะสูบเืจนแห้งเหือด จะเหยียบย่ำศักดิ์ศรี หรือจะโยนทิ้งขว้างเหมือนขยะเมื่อหมดประโยชน์ ช่างเป็การกระทำที่สามหาวและน่ารังเกียจสิ้นดี"
ในสายตาของอดีตราชินีผู้ยิ่งใหญ่ การมองข้ามคุณค่าของชีวิตที่อยู่ตรงหน้า และปฏิบัติตุ่์คนหนึ่งราวกับสิ่งของ ถือเป็ความโง่เขลาที่ไม่อาจให้อภัย
"แต่ในเมื่อตอนนี้ 'ข้า' ได้กลับคืนสู่ร่างนี้..."
เธอกำมือที่อ่อนแรงนั้นแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เพื่อตอกย้ำสัญญากับตนเอง
"ใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะมาแตะต้องมันได้ตามอำเภอใจอีก แม้แต่ปลายเล็บ!"
เมื่อหมดเื่กังวลใจ และได้ระบายความอัดอั้นแทนเ้าของร่างเดิมแล้ว เธอก็ดึงผ้าห่มขึ้นกระชับคลุมร่างอย่างสบายอารมณ์ ปิดเปลือกตาลงเข้าสู่ห้วงนิทราจริงๆ เพื่อพักฟื้นพลังกายและพลังปราณที่สูญเสียไป เตรียมพร้อมสำหรับละครฉากใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า
*****
