เฟยอินที่ได้รับคำสั่งจากอวี้จิ่นจึงรีบวิ่งไปจวนตระกูลฟู่ นางไม่สามารถใช้ม้าได้เนื่องจากมีกฎข้อห้ามที่เข้มงวด แต่ทิศทางของจวนทั้งสองมิได้ห่างไกลกันมากนัก เพราะเป็พื้นที่ของเหล่าขุนนางใหญ่และจวนพระราชทาน เฟยอินจึงมิได้เสียเวลามากนักกับการวิ่งด้วยความเร็ว
ช่างเป็ความบังเอิญที่ดีสำหรับเฟยอิน เมื่อเห็นพ่อบ้านสั่งการบ่าวไพร่อยู่หน้าเรือนรับแขก
“แฮ่ก ๆ ๆ ท่านพ่อบ้านฟู่ แฮ่ก ๆ ไม่ทราบว่ายามนี้นายน้อยอยู่ที่จวนหรือไม่เ้าคะ” เฟยอินพยายามหายใจเพื่อลดความเหนื่อย และถามพ่อบ้านไปในคราวเดียวกัน
“อะ อ้อ นายน้อยอยู่ในห้องหนางสือกับนายท่าน เ้ามีธุระอะ อะ อ้าว เฮ้ย เฟยอินข้ายังพูดไม่จบจะรีบอันใดนักหนา เฮ้อ”
เฟยอินไม่รอให้พ่อบ้านฟู่ถามอันใดอีก เพียงรู้ว่าฟู่หลงเหยียนอยู่ที่ใด ก็ออกตัววิ่งไปทั้งที่ยังหายใจหอบอยู่เช่นนั้น
“อ้าว เฟยอินเ้าวิ่งมาจากที่ใดกัน หรือเกิดเื่กันคุณหนูเจียงรึข้าจะ...”
“ปึง!! มีเื่อันใดเกิดขึ้นกับจิ่นเอ๋อร์รึเฟยอิน”
“เอ่อ คือว่า..”
ทั้งฟู่อวิ๋นและเฟยอินต่างใทั้งคู่เพียงแค่พูดชื่อของอวี้จิ่น ฟู่หลงเหยียนก็พรวดพราดเปิดประตูถามด้วยตนเองเสียอย่างนั้น
“เงียบทำไมรีบพูดมาเร็วเข้าสิ!!”
“อ้อ จะ จะ เ้าค่ะ อึก เอ่อ คุณหนูให้บ่าวมาเชิญนายน้อยไปพบที่จวนตอนนี้เลยเ้าค่ะ”
“เหตุใดคุณหนูเจียงถึงเชิญอาเหยียนไปพบยามนี้รึเฟยอิน” ฟู่กั๋วกงที่เห็นบุตรชายลุกออกมาจึงเดินตามหลังมาด้วยเช่นกัน
“บ่าวเองก็ไม่แน่ใจนักคุณหนูยังไม่บอกรายละเอียด รู้เพียงแค่ว่าคุณหนูสั่งให้ตงลู่สะกดรอยตามพ่อค้าเร่คนหนึ่ง และสั่งให้บ่าวมาเชิญนายน้อยไปพบที่จวน ดูจากท่าทีเป็กังวลของคุณหนูบางทีอาจเกี่ยวข้องกับพ่อค้าเร่ ที่ตงลู่กำลังสะกดรอยตามไปก็ได้เ้าค่ะ” ก็นางยังไม่รู้อะไรจริง ๆ จะให้ตอบคำถามเ้านายเช่นไรดีเล่า
“ท่านพ่อขอรับ” ฟู่หลงเหยียนหันมาหาบิดาและขอความเห็นผ่านสายตาคม
“หากคุณหนูเจียงมีท่าทีเป็กังวลอย่างที่เฟยอินพูดจริง คงจะเป็เื่ใหญ่เสียแล้ว เอาเช่นนี้พ่อจะไปกับเ้าด้วยก็แล้วกัน” ฟู่กั๋วกงคิดในทางร้ายไว้ก่อน
“ขอรับท่านพ่อ เฉินอู่ไปเตรียมรถม้าส่วนเ้าอู๋จิ้งดูแลจวนให้ดี”
“ขอรับนายน้อย/ขอรับนายน้อย”
และแล้วรถม้าตระกูลฟู่ก็วิ่งด้วยความเร็วมุ่งหน้าไปตระกูลเจียง ซึ่งสองคนพ่อลูกทำสีหน้าไม่ต่างกันมากนัก เนื่องจากคิดไปในทางร้ายมากกว่าดีแต่ยังไม่รู้ว่าจะร้ายแรงเพียงใด
อวี้จิ่นที่สอบถามความกับพ่อบ้านเจียงแล้วว่า บิดากับพี่ชายกำลังสะสางงานอยู่ที่ห้องหนางสือ จึงรั้งรอฟู่หลงเหยียนอยู่ที่เรือนรับแขก รอให้คนมาพร้อมแล้วนางจะได้พูดครั้งเดียว อวี้จิ่นเดินไปเดินมาสายตาก็จับจ้องไปด้านหน้าเรือน จนเริ่มเวียนศีรษะเสียเองจึงเปลี่ยนเป็นั่งแทน
เมื่อในเรือนมีเพียงความเงียบยามมีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา อวี้จิ่นจึงลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว เพื่อดูว่าคนที่มาใช่คนที่นางรอหรือไม่ พอได้เห็นว่าใช่ฟู่หลงเหยียนนางจึงได้ยิ้มออก พร้อมกับถอนหายใจอย่างโล่งอกเนื่องจากจะได้บอกเื่ที่นางรู้เสียที
“จิ่นเอ๋อร์!” แค่เห็นว่าอวี้จิ่นยืนรออยู่ฟู่หลงเหยียนยังเรียกชื่อนางก่อนใคร
“คารวะท่านลุงเ้าค่ะ ไม่คิดว่าท่านลุงจะมาพร้อมพี่ชายฟู่ด้วย เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลาพวกเราไปพบท่านพ่อ ที่ห้องหนางสือกันเถิดเ้าค่ะท่านลุง พี่ชายฟู่” หากชักช้าอาจไม่ทันการณ์
“อืม รบกวนเ้านำทางแล้ว” ฟู่กั๋วกงได้เห็นท่าทางจริงจังนี้ของอวี้จิ่น ก็มั่นใจเต็มสิบส่วนว่าเื่ที่นางจะบอกคือเื่ร้าย
อวี้จิ่นเดินนำทางแขกทั้งสองไปยังห้องหนางสือของบิดา ที่มีเจียงเล่อยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก และเขาก็มองเห็นแล้วว่า อวี้จิ่นพาแขกที่คุ้นเคยกับเ้านายมาพบด้วยตนเอง
“คารวะฟู่กั๋วกง คุณชายฟู่ ขอรับ”
“น้าเจียงเล่อข้าเข้าพบท่านพ่อกับพี่ใหญ่ได้ไหมเ้าคะ มีเื่สำคัญมากที่ต้องบอกกับท่านพ่อ ข้าถึงได้เชิญท่านลุงกับพี่ชายฟู่มาหารือด้วยเ้าค่ะ” แม้จะเดินเข้าไปได้โดยไม่ต้องถาม แต่อวี้จิ่นรู้ว่านั่นดูไร้มารยาทเกินไป
“อ่อ เชิญคุณหนูและแขกทั้งสองด้านในขอรับ บ่าวได้เรียนนายท่านกับคุณชายใหญ่ไว้ก่อนแล้ว ตอนที่เห็นคุณหนูเดินมาทางห้องหนางสือน่ะขอรับ”
“เยี่ยมมากเ้าค่ะ ท่านลุงพี่ชายฟู่เข้าไปพบท่านพ่อกันเถิดเ้าค่ะ”
“ไป ๆ ๆ ป่านนี้บิดาเ้าคงคอยืดคอยาวรอแล้วกระมัง”
ฟู่หลงเหยียนเดินตามเข้าไปเป็คนสุดท้าย โดยไม่ลืมหันมาบอกคนของตนให้รอดูตงลู่ เมื่อกลับมาถึงให้เข้าไปรายงานข่าวที่ได้มาทันที
“พวกเ้าสามคนรอตงลู่หากกลับมาแล้วให้รีบรายงาน”
“ทราบแล้วขอรับนายน้อย” ทั้งสามคนพอจะเข้าใจสถานการณ์ มีเพียงเจียงเล่อที่มองพวกเขาด้วยความอยากรู้ เนื่องจากแต่ละคนทำสีหน้าจริงจัง ดั่งมีข้าศึกมาประชิดประตูจวนเสียอย่างนั้น
แม่ทัพใหญ่กับบุตรชายที่หยุดงานในมือ เมื่อเจียงเล่อรายงานว่าบุตรสาวกำลังพาแขกมาพบกับตน
“ท่านพ่อเ้าคะ พี่ใหญ่ ข้าพาแขกมาพบแล้วเ้าค่ะ”
“คารวะฟู่กั๋วกง”
“อย่ามัวคารวะกันอยู่เลยแม่ทัพใหญ่ ทำเหมือนคนอื่นคนไกลไปได้”
“คารวะท่านลุงขอรับ/คารวะท่านลุงขอรับ”
“แล้วนี่จิ่นเอ๋อร์เ้าเชิญฟู่กั๋วกงกับอาเหยียน มาพบพ่อกับพี่ใหญ่ของเ้ามีเื่อันใดหรือไม่” แม่ทัพใหญ่ไม่อยากเสียเวลาจึงต้องเอ่ยถามกับบุตรสาว
“นั่นสิน้องพี่ มีเื่หนักใจอันใดก็พูดมาเถิด” เจียงหยวนยิ่งแล้วเขาอยากรู้ใจจะขาด
“แคว้นต้าเหลียนกำลังจะมาเยือนผ่านคณะทูตใช่ไหมเ้าคะ?”
“จิ่นเอ๋อร์!! ลูกรู้เื่นี้ได้อย่างไรพ่อกับพี่ของเ้ามั่นใจว่า วันนี้พวกเรายังไม่ได้ถูกเ้าััแม้แต่ปลายเล็บนะลูก”
“ก็ใช่เ้าค่ะ แต่เื่นี้ข้าไม่ได้รู้จากพวกท่านนะเ้าคะ”
“หรือจะเป็พ่อค้าคนที่เ้าให้ตงลู่สะกดรอยตามไป ใช่หรือไม่จิ่นเอ๋อร์?” ฟู่หลงเหยียนได้ฟังเช่นนี้ก็มั่นใจแล้วว่า พ่อค้าเร่คนนั้นต้องมีอะไรบางอย่างผิดปกติแน่
“ใช่เ้าค่ะ คือเื่มีอยู่ว่าพ่อค้าคนนี้เป็ลูกค้าคนสุดท้าย บอกเพียงว่า้าทราบว่าภารกิจของตนจะสำเร็จหรือไม่ แต่สิ่งที่ข้าเห็นคนผู้มิใช่พ่อค้าแต่อย่างใด มีคนสั่งให้ปลอมตัวเข้ามาสืบข่าวในเมืองหลวง ไม่ว่าจะเป็เื่เกี่ยวกับวังหลวงหรือขุนนางที่เห็นเงินแล้วตาโต จะได้ซื้อตัวไว้คอยใช้งานและได้ยินพ่อค้าคนนี้ เรียกเ้านายของเขาว่าท่านอ๋องที่มีคำสั่งให้เก็บยาพิษไว้ให้ดี เพราะจะนำมันไปใช้กับฮ่องเต้ในวันที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับ ซึ่งยาพิษนี้มีชื่อว่ายาพิษสั่งตายเ้าค่ะ”
“เป็อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิดพวกแคว้นต้าเหลียน ไม่คิดจะมาเยือนอย่างสันติ ดังที่ส่งสาส์นมาถึงฝ่าาสักนิด ยาพิษนี้รุนแรงมากหากไม่ได้รับยาถอนพิษในหนึ่งชั่วยาม จะมีเืออกทั้งเจ็ดทวารทรมานจนตาย ครั้งนี้พวกต้าเหลียนกระทำการทุกอย่างได้เงียบเชียบจริง ๆ บัดซบ!!” แม่ทัพใหญ่ผ่านสนามรบมาหลายครั้งมีเื่ใดบ้างที่ไม่เคยพบเห็น
“แต่คนที่เป็ท่านอ๋องนั่นยังมีคำสั่งอีกนะเ้าคะ เมื่อใดที่คณะทูตมาถึงเมืองหลวงให้แม่ทัพนามว่าเจี่ยน ส่งจดหมายให้แม่ทัพใหญ่ เคลื่อนกองทัพมาประชิดชายแดนทันทีเ้าค่ะ” อวี้จิ่นกังวลเื่นี้มากกว่า
“นี่มัน!! ท่านพ่อพวกมัน้าโจมตีทั้งภายในและภายนอก หากปล่อยให้แผนการนี้สำเร็จทหารต้าเหลียน อาจบุกมาถึงเมืองหลวงของเราได้นะขอรับ” เจียงหยวนมองสถานการณ์ได้ทันที เมื่อผู้เป็น้องสาวพูดเื่กองทัพจบ
“หึ ข้าเกรงว่าท่านอ๋องที่บุตรสาวของท่านเห็น จะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากเหลียนเป่ยอ๋อง เหลียนเหรินเซียวผู้กระหายา และยังเป็หนึ่งในตัวเลือกตำแหน่งรัชทายาทของต้าเหลียนผู้นั้น ยิ่งรู้ว่าแม่ทัพใหญ่และทหารหลายแสนนายอยู่ที่เมืองหลวง เมื่อยกทัพมาประชิดชายแดนท่านย่อมไปช่วยไม่ทันการณ์ ช่างดูเบาสติปัญญาอ๋องผู้นี้ไม่ได้เลยจริง ๆ” ฟู่กั๋วกงย่อมมีการข่าวเป็ของตน ยิ่งตนเองพ่วงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีด้วยแล้ว ย่อมต้องรอบรู้เื่ต่าง ๆ มากมายกว่าผู้ใด
“แต่คณะทูตใกล้จะเดินทางมาถึงแล้ว เหลือเวลาอีกสามสัปดาห์ต่อให้เตรียมกองทัพได้เร็ว ก็ยังต้องใช้เวลาเดินทางสามเดือนกว่าจะถึงชายแดน แม้กองทัพต้าเหลียนเองจะใช้เวลาเดินทัพ แต่คงถึงชายแดนก่อนพวกเราอยู่ดี” เจียงหยวนคำนวณระยะทางตาม่เวลา ไม่ว่าจะคิดทางใดก็ไปถึงช้ากว่ากองทัพต้าเหลียนอยู่ดี
“หึ หากข้าไม่อยู่ร่วมงานเลี้ยง เหลียนเป่ยอ๋องย่อมมองออกทันทีว่าแผนการของตนล้มเหลว แต่จะปล่อยให้กองทัพต้าเหลียนมาประชิดชายแดนไม่ได้เช่นกัน” แม่ทัพใหญ่พอจะมองแผนการของเหลียนเป่ยอ๋องได้แล้ว จึงเคร่งเครียดเื่าระหว่างแคว้นขึ้นมาทันใด
ฟู่หลงเหยียนที่นั่งเงียบฟังทุกคนพูดความเห็นของตนมาพักใหญ่ เขาจึงได้เอ่ยความเห็นของตนเองออกมาบ้าง
“ท่านพ่อท่านลุงขอรับ หากกองทัพใหญ่ไม่อาจเคลื่อนทัพไปได้ เหตุใดไม่ขอความช่วยเหลือจากจวิ้นอ๋อง ที่มีกองทัพอันแข็งแกร่งคอยดูแลชายแดนทิศพายัพ ซึ่งใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงชายแดนทิศเหนือ อีกทางหนึ่งพวกเราใช้วิธีสกัดการส่งข่าวของคณะทูต คงจะพอถ่วงเวลาการทำาออกไปได้นะขอรับ” ฟู่หลงเหยียนนึกถึงองค์ชายรอง
จ้าวไท่ชิง ที่ได้รับแต่งตั้งเป็จวิ้นอ๋องเพื่อไปประจำการ ยังทิศพายัพโดยมีเมืองในปกครองถึงเจ็ดเมือง
“ที่อาเหยียนพูดมาย่อมเป็ทางเลือกที่ควรทำในตอนนี้ คงต้องเขียนจดหมายส่งถึงจวิ้นอ๋องโดยเร็วเสียแล้ว” แม่ทัพใหญ่และคนอื่นพยักหน้าพร้อมกัน เพราะเื่เกิดกะทันหัน ไม่สามารถเตรียมกองทัพหลายแสนได้ทัน
อวี้จิ่นที่นั่งมองคนนั้นทีคนนี้ทีที่พูดถึงเื่า จนลืมเื่ของพ่อค้าเร่ตัวปลอมนั่นไป ตัวของอวี้จิ่นก็มีความคิดอีกอย่างซึ่งทุกคนเมื่อได้ฟังยังอึ้ง กับแผนการที่อวี้จิ่นคิดขึ้นมาได้ในครั้งนี้
“พวกท่านลืมเื่พ่อค้าเร่คนนั้นไปหรือไม่เ้าคะ”
“ขวับ!!”
“ไอหยา นี่พวกเรากังวลเื่สงคราจนลืมพ่อค้าคนนี้เชียวรึ”
พอได้ยินบุตรสาวท้วงขึ้นมาก็นึกออกทันที ว่าลืมเื่พ่อค้าเร่นั่นไปเสียสนิทได้อย่างไร และอวี้จิ่นกำลังคิดเื่ที่เหลียนเป่ยอ๋องคิดใช้ยาพิษกับฮ่องเต้
“จิ่นเอ๋อร์น้องรักเ้าคิดแผนการอันใดได้เช่นนั้นหรือ ลองบอกพวกเราหน่อยได้ไหมจะได้ช่วยกันหาทางออกดี ๆ” เจียงหยวนผู้ที่สนับสนุนน้องสาวเสมอ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับสิ่งใดก็ตามเอ่ยถามออกไป
“อืมมม หลังจากน้าตงลู่กลับมารายงานว่าพ่อค้าเร่คนนั้นพักอยู่ที่ใด พวกท่านต้องจับตัวมาและนำยาพิษนั่นมาให้ข้า ในเมื่อท่านอ๋องของต้าเหลียนคิดวางยาพิษฮ่องเต้ เพื่อสร้างสถานการณ์และก่อาระหว่างแคว้น เช่นนั้นพวกเราย่อมใช้วิธีการเดียวกันมิดีกว่าหรือเ้าคะ ยาพิษของข้าไร้สีไร้กลิ่นและร้ายแรงกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็สุราหรืออาหารของคณะทูตจากต้าเหลียน พวกท่านผสมยาพิษให้ครบทุกคนได้ยิ่งดี นอกจากฮ่องเต้จะปลอดภัยจากยาพิษแล้ว
เรายังใช้เื่ยาถอนพิษสำหรับข่มขู่ท่านอ๋อง เื่การทำาได้ด้วยนะเ้าคะ เป็อย่างไรเ้าคะวิธีของข้าพอจะใช้ได้หรือมะ..”
“หมับ!! ลูกพ่อฉลาดเฉลียวจริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ” แม่ทัพใหญ่หันไปกอดบุตรสาวอย่างดีใจ เพราะนางช่างฉลาดคิดวางแผนการได้ดียิ่งนัก
“อืม ไม่เลว ๆ ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวอย่างแท้จริง เช่นนั้นเื่คนที่จะลงมือวางยาพิษคณะทูตของต้าเหลียน ยกให้เป็หน้าที่ของลุงกับอาเหยียนก็แล้วกันนะ บิดากับพี่ชายของเ้าจะได้จัดการเื่ทหารองครักษ์ พวกเราแยกกันทำงานย่อมไม่เป็ที่น่าสงสัย” ฟู่กั๋วกงคิดว่าวิธีของอวี้จิ่นนั้นใช้ได้ดีมากทีเดียว
“พวกเราคงต้องขอบคุณจิ่นเอ๋อร์กับความสามารถพิเศษนี้ ที่ช่วยให้ล่วงรู้แผนการของศัตรูได้ล่วงหน้า แม้จะเป็เหตุบังเอิญก็ตามที อย่างน้อยก็ได้ปกป้องอีกหลายชีวิตให้ปลอดภัย โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ในชนบทตามชายแดน” ฟู่หลงเหยียนชื่นชมอวี้จิ่นต่อหน้าทุกคน
“นั่นสินะ ขอบคุณทั้งจิ่นเอ๋อร์และขอบคุณ์ ที่มอบความสามารถนี้ให้บุตรสาวของข้าไว้ เพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้บริสุทธิ์อีกมากมาย” แม่ทัพใหญ่เห็นด้วยกับคำพูดของฟู่หลงเหยียน
“ขอบคุณที่ชมเ้าค่ะ”
ขณะที่ทุกคนหารือจนได้แผนการที่หมาะสม เป็เวลาที่ตงลู่กลับมาจากการสะกดรอยตามพ่อค้าเร่พอดี เหล่าผู้ติดตามที่อยู่หน้าห้องเมื่อเห็นตงลู่กึ่งเดินกึ่งวิ่งมายังพวกตน จึงยกหน้าที่ให้เจียงเล่อเป็ผู้เข้าไปรายงานกับเ้านาย
“นายท่านขอ รับตงลู่กลับมาจากการทำภารกิจของคุณหนูแล้วขอรับ”
“ให้ตงลู่เข้ามารายงานโดยเร็ว” แม่ทัพใหญ่ย่อม้าลงมือั้แ่เนิ่น ๆ
“ขอรับ”
เจียงเล่อกลับออกไปไม่นานก็ปรากฏร่างของตงลู่ ที่พอจะคาดเดาเื่ราวได้บางส่วนแล้ว จากการสะกดรอยตามพ่อค้าเร่ผู้นี้
“ตึก ตึก ตึก คารวะ...”
“ไม่ต้องเสียเวลาเ้ารายงานมาเถิดตงลู่ หลังจากติดตามพ่อค้าเร่ไปแล้วพบสิ่งใดผิดปกติบ้างหรือไม่” แม่ทัพใหญ่ยกมือห้ามตงลู่เอาไว้ไม่ให้ทำความเคารพ เนื่องจาก้ารู้ข้อมูลของฝ่ายศัตรูมากกว่า
“เรียนท่านแม่ทัพใหญ่ ข้าน้อยสะกดรอยตามสองคนนั่น จนถึงตรอกเกาจี้พบว่าพวกเขาได้เช่าบ้านอยู่ที่นั่น แทนที่จะเข้าพักในโรงเตี๊ยมเช่นพ่อค้าคนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังได้ยินอีกว่าจะเริ่มลงมือสืบข่าวในเช้าวันพรุ่งนี้ พร้อมกับมองหาคนที่จะใช้งานสำหรับวางยาพิษฮ่องเต้ขอรับ” ตงลู่รายงานสิ่งที่รู้ทั้งหมดต่อเ้านายเสร็จ ก็ได้รับสัญญาณให้ออกไปได้
“หึ พวกมันฉลาดไม่เบาเลยนะขอรับท่านพ่อท่านลุง เช่าบ้านอยู่ย่อมลงมือทำอะไรได้สะดวกกว่าพักโรงเตี๊ยม ท่านพ่อเื่จับคนยกให้เป็หน้าที่ของข้ากับอาเหยียนเถิด พวกท่านสองคนไปรอที่กรมอาญา เพื่อขอใช้ห้องขังที่นั่นดีหรือไม่ขอรับ” เจียงหยวนขออาสาจับสายลับของแคว้นต้าเหลียนกับสหายของตนต่อบิดา
“ท่านลุงข้าเห็นด้วยกับอาหยวน พวกเราใช้ห้องขังของกรมอาญา เพื่อทำการเค้นเอาความลับจากพวกมันสองคน ย่อมดีกว่านำไปในพื้นที่ส่วนตัวขอรับ และข้าคิดว่าควรลงมือคืนนี้มิให้พวกมันได้ตั้งตัวขอรับ” ฟู่หลงเหยียนคิดคล้ายกับสหาย ซึ่งที่กรมอาญามีเครื่องมือทรมานที่ครบครัน
“เช่นนั้นหน้าที่นี้ก็ยกให้พวกเ้าสองคนก็แล้วกัน ทางด้านใต้เท้าถงพ่อกับแม่ทัพใหญ่จะไปพบด้วยตนเอง และจะไปรอพวกเ้าอยู่ที่กรมอาญานะ” ฟู่กั๋วกงย่อม้ารู้ความลับอื่น ๆ ให้มากกว่านี้
“ขอรับท่านพ่อ/ขอรับท่านลุง”
เมื่อแผนการทุกอย่างลงตัวฟู่หลงเหยียนและบิดา อยู่พูดคุยกับแม่ทัพใหญ่อีกเล็กน้อยก่อนจะขอตัวกลับ และได้นัดแนะเวลาสถานที่กับสหายสำหรับภารกิจในคืนนี้เรียบร้อย จึงได้ขอตัวกลับจวนโดยมีเจียงหยวนและอวี้จิ่นเดินมาส่งที่รถม้า
ด้านสายลับอย่างสื่อฉงฟางกับลูกน้องอย่างหูมู่ ยังไม่รู้ตัวว่าความลับที่ตนมีถูกล่วงรู้ไปแล้ว มิหนำซ้ำยังไม่ทันได้ลงมือสืบข่าวให้ผู้เป้นเ้านาย กลับเป็ฝ่ายถูกจับตัวไปเค้นเอาความลับเสียได้ สื่อฉงฟางถึงกับพูดไม่ออกเขาเป็สายลับให้เหลียนเป่ยอ๋องมานาน ไม่เคยทำงานพลาดให้ศัตรูจับตัวได้แม้แต่ครั้งเดียว แต่สำหรับครั้งนี้เขาคิดไม่ออกว่าตนเองผิดพลาดได้อย่างไร
