เฉินเฟิงหัวเราะทั้งน้ำตา
"พูดตรงๆ เลยนะ ก่อนหน้านี้ผมคิดไว้คร่าวๆ ว่าตอนที่ปี้หลงเยี่ยนกรุ๊ปใกล้จะขึ้นเป็กลุ่มบริษัทมหาอำนาจที่ร่ำรวยที่สุด
ผมจะหย่าร้างกับเธอแล้วแต่งงานกับหยางฮุ่ยเหยียนเพื่อกอบโกยหุ้นของปี้หลงเยี่ยนกรุ๊ปให้ได้มากที่สุด
แต่ตอนนี้ ผมกลับพบว่าเธอมีความสามารถสูงมากแถมยังเก่งไปหมดทุกด้านจนผมไม่อยากเสียเธอไป
ผมจะเปลี่ยนแผนการในอนาคตเป็ใช้หุ้นของเฟิงฮวาเจว๋ต้ายกรุ๊ปแลกซื้อหุ้นจากปี้หลงเยี่ยนกรุ๊ปแทนที่จะหย่าร้างกับเธอดีกว่า"
หลิ่วอีอีแค่ฟังเสียงก็รู้ว่าเฉินเฟิงพูดเล่น แต่เธอก็ยังพยักหน้ารับและตอบกลับ
"นายนี่ช่างสารเลวจริงๆ อ๊ะ! จ้าวฉินเสวียก็อยู่ตรงนี้ด้วยนะ..."
ได้ยินเช่นนั้นเฉินเฟิงรีบหันขวับกลับไปมอง พลันสบตาเข้ากับจ้าวฉินเสวียที่ตื่นขึ้นมาพอดี
เธอกำลังยืนพิงประตูห้องนอนในห้องประธานบริษัทโดยสวมใส่เพียงแค่ชุดนอนน้อยชิ้น ดูเซ็กซี่เย้ายวน
"ฉันเองก็ทำได้ แล้วเธอจะมาทำไมล่ะ?"
ด้วยความที่จ้าวฉินเสวียยึดถือความจริงที่ว่าเธอยังคงเป็สาวพรหมจรรย์ เธอจึงเริ่มแสดงท่าทีเย้ายวนที่เธอได้ร่ำเรียนจากวงการบันเทิง
ในขณะที่พูด จ้าวฉินเสวียค่อยๆ ดึงชายชุดนอนผ้านิ่มๆ ของตน
ชุดนอนบางๆ ที่แทบจะมองทะลุได้ยิ่งส่งเสริมทักษะการแสดงอันน่าเย้ายวนของเธอให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น
ไม่ต้องอธิบายให้มากความว่ามันดูน่าดึงดูดใจแค่ไหน
แต่ทางด้านเฉินเฟิงกลับยังนิ่งเฉยอยู่ได้ ราวกับถูกหลิ่วเซี่ยฮุ่ย [1] สิงสู่ เขายังคงรักษาความสงบเยือกเย็น ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยวนใดๆ
เขาเพียงเหลือบมองครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดกับหลิ่วอีอีต่อ
"ตอนนี้บริษัทในเครือของเรามีทั้งหมดกี่แห่งแล้ว?"
หลิ่วอีอีรู้สึกพึงพอใจกับท่าทางนิ่งเฉยของเขาเป็อย่างยิ่งจนเผลอฉีกยิ้มกว้าง
"ปัจจุบันเฟิงฮวาเจว๋ต้ายกรุ๊ปของเรามีบริษัทในเครือด้วยกันทั้งหมดสิบสามแห่ง ครอบคลุมธุรกิจหลากหลายประเภท ั้แ่ด้านการเงิน อสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร วงการบันเทิง การแพทย์ เทคโนโลยี รวมถึงตลาดยานยนต์ด้วย"
เฉินเฟิงรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมากมื่อได้ยินว่าใน่ห้าเดือนที่หลิ่วอีอีเป็ผู้บริหารจัดการ บริษัทของเขาได้ขยายกิจการเพิ่มอีกสิบสองแห่ง ครอบคลุมธุรกิจหลากหลายด้าน
"อีอี ผมช่างเป็ผู้ชายที่โชคดีจริงๆ ที่มีเธออยู่ข้างๆ ผมไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะจัดการทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้ ถึงขนาดเปิดบริษัทเพิ่มอีกสิบสองแห่ง แถมยังเป็ธุรกิจในสาขาที่ไม่ซ้ำกันอีกด้วย"
เฉินเฟิงโอบกอดหลิ่วอีอีด้วยความรักและจุมพิตที่หน้าผากของเธอ ก่อนที่หลิ่วอีอีจะพูดต่อ
"นายเคยพูดไว้ไม่ใช่เหรอ เื่ผลักดันกรุ๊ปบริษัทเก้าแห่ง ครอบคลุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ตให้ขึ้นเป็กรุ๊ปที่ร่ำรวยที่สุดในแต่ละแวดวง
ส่วนเฟิงฮวาเจว๋ต้ายกรุ๊ปของเรา เป็กลุ่มบริษัทที่รวยที่สุดในโลกอย่างลับๆ อยู่หลังม่านก็พอ
เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ระยะยาวนี้ ฉันต้องเปิดบริษัทลูกในหลากหลายตลาดธุรกิจก่อนเพื่อทำการศึกษาตลาดให้อย่างถ่องแท้"
หลังจากผ่านประสบการณ์การค้าขายตลอดห้าเดือน หลิ่วอีอีกลายเป็นักธุรกิจสาวผู้เฉียบคมและมีความเด็ดขาด
แต่ต่อหน้าเฉินเฟิง เธอยังคงเป็เพียงแม่นกตัวน้อยผู้อ่อนหวานน่าทะนุถนอมเช่นเคย
"ฮ่าๆ คิดไม่ถึงว่าเธอจะยังจำคำพูดที่ผมเคยพูดต่อหน้าเ้าพ่ออสังหาฯ พวกนั้นได้ ถูกแล้ว อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผมต้องก้าวขึ้นสู่แท่นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเหยียนหวงอย่างแน่นอน"
เฉินเฟิงพูดด้วยความมั่นใจ
เขาได้กลับมาเกิดใหม่ กอปรกับประสบการณ์ที่เขาได้ลองััจากโลกคู่ขนาน
การก้าวขึ้นเป็มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเหยียนหวงภายในเวลาไม่กี่ปีจึงไม่ใช่เื่ยาก
"พวกเธอสองคนช่วยสนใจฉันบ้างได้ไหม ยืนสวีทหวานแหวนโชว์กันอยู่ได้ ทำอย่างกับฉันไม่มีตัวตนงั้นแหละ!"
จ้าวฉินเสวียที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดแทรกด้วยความหงุดหงิด
เธอทุ่มเทดูแลเฉินเฟิงที่นอนหลับใหลตลอดห้าเดือนเต็ม แต่เขากลับไม่รู้สึกซาบซึ้งในสิ่งที่เธอทำเลยสักนิด
ดูเหมือนเฉินเฟิงจะยังไม่ให้อภัยเธอจากใจจริง เขาน่าจะยังไม่เปิดใจยอมรับเธอ!
"หลังจากนี้เธอมาหาผมหน่อยนะ ผมมีเื่เกี่ยวกับแผนการผลักดันเธอเข้าวงการบันเทิงที่อยากปรึกษาด้วยหน่อย"
เฉินเฟิงยังคงแสดงท่าทีเป็การเป็งาน ปฏิบัติต่อจ้าวฉินเสวียเสมือนนักแสดงในสังกัดคนหนึ่ง
ต้องเข้าใจว่าความทรงจำจากการถูกแทงข้างหลังและสวมหมวกเขียวให้ถึงสองครั้งสองคราในสองชาติภพเป็เื่ยากที่จะลืมเลือน
เชิงอรรถ
[1] หลิ่วเซี่ยฮุ่ย เขาคือจอมปราชญ์ที่ขึ้นชื่อเื่ความมีคุณธรรมสูงส่ง เป็สุภาพบุรุษแห่งยุคโบราณอย่างแท้จริง คนในปัจจุบันจึงมักใช้ชื่อเขาพูดเปรียบถึงผู้ชายที่มีความเป็สุภาพบุรุษมีคุณธรรม
