เป็อีกวันที่อากาศยังคงร้อนอบอ้าว ดวงอาทิตย์ส่องแสงจ้าบนท้องฟ้าแผดเผาผู้คน
ในแต่ละวันที่เฉินอวี๋ลืมตาตื่น สิ่งแรกที่เขามองขึ้นไปคือวันนี้พอจะมีเมฆบังแดดหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม เหมือนพระเ้าจะไม่ไยดีกับคนในโลกนี้เลย มันเหมือนเป็ดินแดนที่เอาไว้สำหรับเนรเทศ ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ความแห้งแล้งและซากผู้คนที่ผอมนอนหิวตาย
ตอนนี้ทั้งครอบครัว ได้เดินทางมากับกลุ่มคลื่นมนุษย์กลุ่มผู้ลี้ภัยมาเป็เวลาสามวันแล้ว แต่เนื่องจากพวกเขาต้องรวมกลุ่มกับหยู่เจ๋อ ที่อย่างน้อยก็มาเป็กำลังสำคัญในการช่วยดูแลความปลอดภัย อาหารและน้ำที่เคยมีจึงถูกใช้ไปเกือบหมด เหลือเพียงน้ำ อีกไม่เกินสองถังเล็กในถุงและมันเห็บ 30 หัวเล็กๆ เท่านั้นในตะกร้าของพวกเขา
โชคดีที่ระหว่างทาง เริ่มเห็นต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวและพบกับแอ่งน้ำจากหินย้อยที่ไหลลงมาจากหุบเขาอยู่บ้าง มิเช่นนั้น เฉินอ่าวคงไม่มีทางอธิบายได้ว่าทำไมถุงน้ำในตะกร้าของเขาถึงดื่มได้เหมือนไม่มีวันหมด
จำนวนผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นจากไม่กี่ร้อยคนเป็หลักหมื่นคน เพื่อแลกกับน้ำเพียงเล็กน้อยในูเา เฉินอ่าวและหยู่เจ๋อต้องต่อสู้กับผู้คนเกือบทุกวัน มีแค่เฉินถั่วถงที่คุ้มครองเด็กๆ และคนอื่นๆ ในกลุ่ม
เฉินอ่าวผู้เคยสง่างามและชอบอยู่เฉยๆ ก็เริ่มปล่อยพลังและความสามารถพื้นฐานออกมามากขึ้น เขาพับแขนเสื้อ กำหมัด และด้วยที่กลุ่มของพวกเขามีแรงมากกว่ากลุ่มผู้ลี้ภัยกลุ่มอื่นๆ การเผลอฆ่าคนตายหนึ่งหรือสองคนด้วยกำปั้นจึงกลายเป็เื่ปกติ
ไม่นานนัก ข่าวความโเี้ของเฉินอ่าวก็แพร่กระจายไปในหมู่ผู้ลี้ภัย ด้วยความหวาดกลัว ทุกครั้งที่เฉินอิงเอ๋อชี้ไปเพื่อบอกถึงจุดที่มีน้ำ จึงไม่ค่อยมีใครกล้าที่จะเข้ามาสู้ด้วย แถมยังมีหลายกลุ่มค่อนข้างขอบคุณอย่างลับๆ ที่เพียงแค่ติดตามและเฝ้าดูอยู่ห่างๆ ไม่ได้คิดร้าย บางครั้งก็เหลือแอ่งน้ำเล็กๆ ไว้ให้กับพวกเขาได้ดื่ม
สิ่งนี้ ทำเอาเฉินอ่าวเองงงงวยอย่างมาก ที่จู่ๆ ก็มีคนมาขอเป็ลูกน้องจำนวนหลายคน เฉินอ่าวยังยอมรับคำขอร้อง แต่ก็ยอมให้พวกเขาติดตามมาจากทางด้านหลังและเดินขบวนไปข้างหน้าด้วยกัน เพราะเมื่อพบผู้คนแปลกหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ การมีอำนาจขอร้องใครสักคนให้มาช่วยสู้เพื่อน้ำและอาหารก็ยังคงเป็สิ่งที่จำเป็
สำหรับกลุ่มเด็กและสตรี แน่นอนว่าทั้งเฉินถั่วถงและเฉินต้าก็ไม่ใช่คนที่ควรไปยุ่งด้วยเช่นกัน มีคนไม่เชื่อและลองไปท้าดูแล้ว ผลลัพธ์คือหายนะ ถูกเฉินต้าซัดหัวกัดคอเืพุ่งกระจุย ต่อให้มีคนพยายามสู้ด้วยจำนวนผู้ใหญ่ที่มากกว่าเป็สิบๆ แต่แรงและความดุร้ายอันผิดปกติของเด็ก 8 ขวบ จึงทำให้ไม่มีผู้ลี้ภัยกล้าฉวยโอกาสท้าทายในตอนที่เฉินอ่าวและหยู่เจ๋อไม่อยู่อีก
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มของเฉินอวี๋จึงรอดฝ่าฟันอุปสรรคจนเดินข้ามมาถึงเขตมณฑลเหลียงตงได้ในที่สุด
บนเส้นทางหลวง มีกลุ่มฝุ่นฟุ้งกระจายของกองทหารกลุ่มหนึ่งที่ขี่ม้าผ่าน กองทหารนำหน้าถือธงสีม่วงที่มีอักษร “เหลียง” ปักอยู่กลางธง เหมือนจะเป็กองทัพที่เคลื่อนพลลงใต้เพื่อปราบปรามการฏ!
กองทหารม้าควบเข้ามา และผู้ลี้ภัยที่เดินอยู่บนถนนสายหลักต่างรีบถอยหลบไปที่สองข้างทาง แต่ฝูงชนหนาแน่นมาก ทำให้ผู้ลี้ภัยหลายคนล้มลงพื้นจนเกิดความวุ่นวายขึ้นชั่วขณะ
เฉินอ่าวและเฉินถั่วถงพาลูกๆ ไปยังสันคันนา ยืนมองจากระยะไกลอย่างเงียบๆ
ไม่นานนัก ก็เห็นกลุ่มคนในเครื่องแบบทหารเกราะหนังชั้นดีผ่านมาในระยะสายตา โดยถือหอกยาวและวิ่งผ่านฝูงชนของผู้ลี้ภัย
หน่วยทหารม้าหนึ่งหน่วยมีจำนวนมีร้อยคน นำโดยขุนพลบนหลังม้าดำ เขามีรูปร่างสูงใหญ่เกือบสองเมตร เต็มไปด้วยรัศมีที่น่าเกรงขาม ด้วยชาวบ้านตาดำๆ ที่ผ่านความทุกข์ยาก พวกเขาจึงคุกเข่า พร้อมกับร่วมใจกันเปล่งเสียงรวบรวมแรงที่เหลืออยู่ร้องออกมา
“นายท่าน โปรดช่วยชาวบ้านตาดำๆ เช่นพวกเราด้วย!”
“นายเหนือหัว โปรดช่วยพวกเราผู้อดอยากด้วยยย!!~~”
“โปรดเมตตาพวกเราด้วยยย!!~”
เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นเรื่อยๆ หยู่เจ๋อและครอบครัวของเขาที่เคยยืนอยู่ข้างๆ เฉินอวี๋ ก็คุกเข่าลงและอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากข้าราชการระดับสูงเช่นกัน มองไปยังทหารบนหลังม้าราวกับว่าเขาคือผู้ช่วยชีวิตที่จะนำพาพวกเขาให้พ้นจากสถานการณ์อันลำบากนี้
ซึ่งเรียกได้ว่าเป็สิ่งที่เฉินอวี๋และครอบครัวแซ่เฉินไม่เคยคาดคิดหรือพบเจอมาก่อน ตัวตนของทุกคนในครอบครัวคือบุคคลที่ยิ่งใหญ่ของแต่ละโลก การที่ต้องมาคุกเข่าขอร้องเื่ขี้ปะติ๋วกับนายกองทหารธรรมดาๆ แล้ว และบางที ต่อให้าาประจำแคว้นของพวกเขามายืนอยู่ต่อหน้า การคุกเข่าเพื่อทำความเคารพก็ไม่เคยผุดขึ้นในสมองของพวกเขาเลย แต่ด้วยที่ไม่อยากโดดเด่น เฉินถั่วถงจึงส่งให้ทุกคนนั่งลงยองๆ กับพื้น เนื่องจากมีผู้ลี้ภัยอยู่หลายพันหลายหมื่นตลอดทาง จึงเป็ไปไม่ได้ที่จะบอกได้ว่าพวกเขาคุกเข่าคำนับหรือว่านั่งพักเฉยๆ
เสียงร้องขอความช่วยเหลือไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย กองทัพเหลียงกำลังยุ่งอยู่กับการต่อสู้และไม่มีเวลามาสนใจเื่อื่น
เขาชะลอการเดินทัพลงแต่ก็ไม่ได้หยุด จนในขณะนั้นนายกองอายุน้อยคนหนึ่งที่สะอ้านสะอ้านขี่ม้าขาว สะพายหอกแหลมติดพู่แดงจะโบกมือและะโขึ้นว่า
“เ้าเมืองเสี่ยวผางเซี่ยใจดี ได้จัดตั้งโรงทานไว้ด้านนอกเมือง พวกเ้าสามารถไปตั้งรกรากที่เมืองเสี่ยวผางเซี่ยก่อนได้!”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ กลุ่มผู้ลี้ภัยต่างดีใจอย่างหนัก พวกเขากล่าวชมความเมตตาของเ้าเมืองก้มกราบคำนับ เหมือนความหวังถูกจุดขึ้นในดวงตา
จากเสียงของนายกองหนุ่ม เฉินอวี๋ฟังแล้วก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายค่อนข้างเด็กมาก อาจจะมีอายุยังไม่เกิน 13 ปี ในใบหน้าใต้หมวกเกราะที่ดูอ่อนเยาว์ เขาไม่เหมือนทหาร แต่ดูเหมือนคุณชายที่ได้รับการเอาใจจากตระกูลร่ำรวยมากกว่า ต่างจากความเ็าของผู้นำกลุ่ม ที่ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากเดินทัพไปข้างหน้าต่อ
ขบวนทหารมีจำนวนหลายพันเกือบครึ่งหมื่น ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยาวกว่าจะเดินผ่านหน้ากลุ่มผู้ลี้ภัย
“ไปกันเถอะ!”
“อย่างน้อยเราก็ตัดสินใจถูกที่พวกฏยังเดินทางมาไม่ถึงเหลียงตง”
เฉินอ่าวสะพายตะกร้าไว้บนไหล่แล้วโบกมือ
“อืม!”
ทุกคนพยักหน้า ค่อนข้างคาดหวังว่าที่เมืองเสี่ยวผางเซี่ยซึ่งอยู่อีกไม่ไกล จะทำให้ความลำบากที่พบมาตลอดเกือบยี่สิบวันของพวกเขาสิ้นสุดลง
เมื่อเดินไปอย่างช้าๆ สู้เขตอำเภอเสี่ยวผางเซี่ยลึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นต้นไม้ใบหญ้ามากขึ้นเท่านั้น แม้แต่นาข้าวทอดยาวที่พึ่งเก็บเกี่ยวก็เห็นเติบโตอยู่สองข้างทาง ซึ่งทำให้ทุกคนที่อดทนต่อความลำบากมาหลายวันรู้สึกดี เพราะการเก็บเกี่ยวนี้ หมายความว่าที่เมืองจะมีอาหารและข้าวให้พวกเขากิน
เมื่อเดินเลียบไปตามซังตอข้าวอีกสักพัก พวกเขาก็พบกับแม่น้ำและสะพานไม้อยู่ตรงหน้า ผู้ลี้ภัยที่หิวน้ำมานานก็ถาโถมไปที่ขอบบ่อเพื่อดื่ม แต่สิ่งที่ครอบครัวแซ่เฉินสนใจกลับเป็กำแพงอิฐโบราณที่อยู่ถัดออกไปจากสะพาน มีอักษรโบราณสองสามตัวที่เขียนว่า “เมืองปูตัวเล็กเสี่ยวผางเซี่ย” ปรากฏตั้งตระหง่าน
