ิหยวนฉีกยิ้มจนเห็นฟันพลางเดินโซเซ เผยซูเยี่ยเห็นอย่างนั้นก็คิ้วขมวด รีบหลีกทางให้เขาเข้าไปข้างใน
ิหยวนถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออกแล้วนอนราบ เผยซูเยี่ยกับเซี่ยโหวเจี๋ยถึงกับอ้าปากค้าง ิหยวนจึงเอ่ยถาม “แผลน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือขอรับ?”
เซี่ยโหวเจี๋ยกวาดตามองาแสีแดงอมม่วง เป็รอยซ้ำที่กำลังบวบและปูดขึ้นตามรอยแส้ พอเขาค่อยๆ ััดูอย่างเบามือ อาการเจ็บแสบจนร้อนวูบวาบก็ยิ่งชัดเจน ิหยวนร้องเสียงหลง ด้านเผยซูเยี่ยจึงเอ่ยเสียงเ็า “ร้องเหมือนถูกเชือด แผลเล็กๆ แค่นี้ก็ทนไม่ได้”
ิหยวนเงียบเสียงลงทันที เผยซูเยี่ยเปิดฝาขวดกระเบื้องสีขาวใบเล็กออก ใช้นิ้วปาดยาขี้ผึ้งเนื้อเหลวออกมาอย่างเชี่ยวชาญ ก่อนจะทาลงบนแผลท่าทางระมัดระวังมาก พอยาเริ่มออกฤทธิ์ บริเวณาแก็เริ่มเย็นสบาย บรรเทาอาการเจ็บของิหยวนลงไปเยอะ เขาถึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกพลางแอบคิดในใจว่าอาจารย์เผยผู้นี้วาจาไม่ค่อยเป็มิตร แต่การกระทำนั้นอ่อนโยนมาก
“ผู้ใดทำร้ายเ้า? ลงมือได้โหดร้ายมาก” หลานชายที่เซี่ยโหวเจี๋ยพึ่งรู้จักถูกกระทำเช่นนี้ ตัวเขาเองก็มีวรยุทธ์ มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าคนทำตั้งใจฟาดเต็มแรง คงกะเอาให้ถึงชีวิต
ิหยวนจึงเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้พวกเขาฟังอย่างละเอียด
เผยซูเยี่ยนั่งฟังเงียบๆ อยู่นาน แต่จู่ๆ ก็เอ่ยขัดจังหวะ “ข้ารู้วิธีทำผลไม้กวน ไม่ต้องเล่าละเอียดขนาดนั้นก็ได้”
“เอ่อ…ก็คือว่า…”
พอได้ยินชื่อหวังจิ้นจือ เผยซูเยี่ยกับเซี่ยโหวเจี๋ยก็มองหน้ากัน ิหยวนพยายามยื่นหน้ามอง แต่ก็เดาสีหน้าพวกเขาไม่ออกอยู่ดี
“ท่านอาจารย์รู้จักหรือขอรับ?”
“เ้าไม่รู้จักหรือ? งานเลี้ยงครั้งก่อนเขาก็มาร่วม”
ิหยวนพลันใพลางส่ายหน้าเบาๆ อาจเพราะฐานะของเขากับคนผู้นั้นต่างกันมากโข ที่นั่งในงานเลี้ยงจึงอยู่ห่างไกลกัน ไม่แปลกที่เขาจะไม่คุ้นหน้าคนพวกนั้น
หลังเปิดภาคเรียน เป็ธรรมเนียมที่บัณฑิตใหม่จากทุกแขนงวิชาต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงเพื่อดื่มกินทำความรู้จักกัน
หวงซื่อเหวย หนิงตวนเฉิง ตี้อู่จี้หวา แล้วก็ิหยวนจึงนัดหมายไปงานเลี้ยงด้วยกัน
พอไปถึงหน้างานก็ถูกตรวจป้ายชื่อ จากนั้นบ่าวรับใช้จึงพาพวกเขาเข้าไปในห้องโถงใหญ่รองรับผู้คนได้มากกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบคน เพราะนอกจากบัณฑิตใหม่จากทั้งหกฝ่ายแล้วนั้น งานเลี้ยงครั้งนี้ยังมีบรรดาอาจารย์และเ้าหน้าที่ในสำนักศึกษา อีกทั้งยังเชิญเหล่าคนดังและขุนนางตระกูลใหญ่ด้วย เนื่องจากคนเยอะจึงจัดตำแหน่งที่นั่งให้เหล่าคนดังและขุนน้ำขุนนางนั่งคนละโต๊ะ ส่วนบัณฑิตนั่งสองคนต่อหนึ่งโต๊ะ นั่งคนละฝั่งหันหน้าเข้าหากัน ถึงกระนั้นพื้นที่ในห้องโถงก็ยังไม่พอ จึงต้องจัดที่นั่งออกมาด้านนอกห้องโถงไปจนถึงโถงทางเดิน และสิ้นสุดตรงมุมทางเดินริมบันได โดยที่นั่งด้านนอกส่วนใหญ่จะหันหน้าเข้ากำแพง
ิหยวนเดินเข้าไปในห้องโถงพร้อมกับพวกเขา และผายมือไปทางโต๊ะที่อยู่มุมหลังห้องโถง “คุณชายทุกท่าน พวกเรานั่งตรงนี้กันเถอะ”
สองสหายหนิงหวงเอ่ยขอบคุณบ่าวรับใช้คนนั้นก่อนจะนั่งลง ิหยวนเดินไปอีกโต๊ะหมายจะนั่งกับตี้อู่จี้หวา แต่ก็ต้องหยุดกะทันหัน “คุณชายิ ตรงนี้ไม่ใช่ที่นั่งของท่าน”
เสียงที่คนผู้นั้นเอ่ยกับิหยวนไม่ได้เบานัก ทุกคนรอบๆ จึงหันมองอย่างสนอกสนใจ แม้ิหยวนจะทำเป็ไม่สนใจ แต่ก็อดอายไม่ได้ เขาจึงยืนอึ้งไปชั่วขณะ ใบหน้าก็เห่อร้อน “ขอรับ เช่นนั้นโปรดนำทางด้วย”
บ่าวรับใช้ผายมือไปทางด้านนอกประตู “ท่านเดินไปตามทางเดินแล้วนั่งที่โต๊ะใดก็ได้ตรงหัวมุมนั้นขอรับ ยามนี้บ่าวค่อนข้างยุ่งมาก ไม่อาจเดินไปส่งท่านถึงที่นั่ง”
สองสหายหนิงหวงเองก็ไม่รู้ว่ามีกฏระเบียบเช่นนี้ด้วย ด้านตี้อู่จี้หวาใบหน้าแดงก่ำ ทำตัวไม่ถูก นั่งแทบไม่ติดเบาะ ท่าทางเขาดูเขินอายยิ่งกว่าิหยวนเสียอีก “มี…มีอย่างนี้ที่ใดกัน! มี…มีสิทธิ์อันใดมาทำเช่นนี้ ข้าจะ…ข้าจะไปทวงความยุติธรรมมาให้!”
เซี่ยชิงฟาซึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าพวกเขาถัดไปสองสามโต๊ะเอ่ยเยาะเย้ย “ทวงความยุติธรรมอันใดกัน เ้าคิดจริงๆ หรือว่าเพียงได้เข้าศึกษาในสำนักศึกษาหลวงแล้วคนฐานะต่ำต้อยอย่างเ้าจะยกตัวมานั่งทัดเทียมเราได้ โธ่เอ๊ยสหายิ… เขาหวังดีต่อเ้าถึงทำเช่นนี้ ผู้คนที่นั่งอยู่ในห้องโถงนี้สถานะต่างกับเ้าเกินกว่าเ้าจะจินตนาการออก หากเ้าได้พบปะพูดคุยกับสหายที่มีภูมิหลังต่ำต้อยเหมือนกันกับเ้ามันคงดีกว่ามิใช่หรือ? อาหารอันโอชะพวกนี้เ้าคงไม่เคยเห็นมาก่อน ถือโอกาสลิ้มลองมันซะล่ะ”
ิหยวนไม่รู้จักคุณชายที่นั่งอยู่กับเซี่ยชิงฟา รูปลักษณ์ท่าทางการวางตัวดูเป็ผู้ดีมีเงิน คุณชายผู้มีใบหน้าเย่อหยิ่งพยักหน้าเห็นด้วย แต่เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ทำราวกับไม่อยากเสวนากับเขา
บ่าวรับใช้เดินกลับไปทำหน้าที่แล้ว ิหยวนหันไปสบตาตี้อู่จี้หวาเพื่อขอบคุณ เขาไม่เก็บคำพูดของเซี่ยชิงฟามาคิดมากหรอก ในสถานการณ์เช่นนี้การโต้เถียงกับอีกฝ่ายมีแต่จะทำให้ตนเองถูกหัวเราะเยาะ เขาจึงทำใจให้สงบ ยืนทำหน้าลำบากใจต่อหน้าทุกคน และหันไปยกมือคารวะตี้อู่จี้หวา “ศิษย์น้องตี้อู่หวังดีต่อข้า ิหยวนทราบซึ้งยิ่งนัก ทว่ามันก็แค่ที่นั่ง คุณชายเซี่ยกล่าวถูกต้องแล้ว ข้าภูมิหลังต่ำต้อย ไม่อาจตีตัวเสมอท่าน ไม่ว่าจะนั่งที่ใดข้าก็ล้วนไม่คู่ควร ในเมื่อมีไซไว้ใส่ปลาแล้ว เหตุไฉนต้องเก็บมาใส่ใจ มิควรได้ปลาแล้วลืมไซ [1]”
ิหยวนเอ่ยจบก็ขอตัวเดินออกมา เขาเดินตรงไปนั่งที่โต๊ะที่อยู่ท้ายสุด มีเหล่าคุณชายในห้องโถงจำนวนไม่น้อยประทับใจที่เขาตอบโต้อีกฝ่ายโดยไม่จำเป็ต้องใช้คำพูดหยาบคาย
ก็แค่ที่นั่งผู้คนยังแบ่งแยกแย่งชิงกันถึงเพียงนี้ ิหยวนแอบส่ายหัวเอือมระอาในใจ ก้มหน้ากินอาหารที่เหลืออยู่ ระหว่างงานเลี้ยงดำเนินไป คนอื่นพูดต่อหน้าอย่างไร เขาก็ทำเป็ไม่ได้ยิน ส่วนผู้ใดจะพูดลับหลังอย่างไร ิหยวนยิ่งไม่ให้ความสำคัญ เขาตั้งใจทำตามที่เซี่ยชิงฟาแนะนำ ลิ้มรสข้าวเปล่า ผัก และผลไม้ เนื่องจากกับข้าวที่เรียงรายอยู่ในจานนั้นจะค่อยๆ ถูกส่งให้คนข้างหน้าก่อนจะส่งต่อมาให้คนข้างหลัง ซึ่งกว่าจะส่งมาถึงพวกเขา อาหารก็เย็นชืดหมดแล้ว วันนั้นิหยวนนั่งหันหน้าเข้ากำแพงกินอาหารเย็นชืดเพียงลำพัง แต่อย่านึกถึงมันอีกเลยจะดีกว่า
……
หรือหวังจิ้นจือผู้นี้จะเป็คุณชายคนที่นั่งอยู่กับเซี่ยชิงฟา?
ิหยวนยังไม่แน่ใจ พอทายาเสร็จ เขาก็ลุกขึ้นแต่งตัวให้เรียบร้อย นั่งฟังเซี่ยโหวเจี๋ยเข็นรถเข็นไปรอบๆ พลางให้คำแนะนำเื่นู่นนั่นนี่ไม่หยุด เขาเองก็พยักหน้าไม่หยุด และในที่สุดก็ได้โอกาสกล่าวลาอีกครั้ง
เผยซูเยี่ยเดินมาส่งเขาที่หน้าประตู แถมยังเอ่ยกำชับเสียงเรียบ “กลับดีๆ ล่ะ แล้วอย่าย้อนกลับมาอีกนะ”
ิหยวนหรี่ตามอง พึ่งสังเกตเห็นว่าเสื้อคลุมที่อาจารย์เผยสวมอยู่ตอนนี้ มันคือเสื้อคลุมที่ท่านอาเซี่ยโหวสวมเมื่อตอนเที่ยงมิใช่หรือ?
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[1] ได้ปลาแล้วลืมไซ (得意而忘言) หมายถึง รู้ดีอยู่แก่ใจ ไม่จำเป็ต้องพูดย้ำ