บทที่ 1: เงาในห้องบัญชี
ลมหนาวแห่งเดือนสิบสองหวีดหวิวลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้ผุๆ เข้ามาภายในเรือนท้ายจวนตระกูลเซิ่น ความหนาวเหน็บนั้นมิได้เพียงแค่ััผิวกาย แต่แทรกซึมลึกเข้าไปถึงกระดูกดำของร่างบางที่นั่งขดตัวอยู่มุมห้อง
ท่ามกลางความมืดสลัวที่มีเพียงแสงเทียนขี้ผึ้งราคาถูกส่องสว่างวิบวับ เสียง ‘แกรก... แกรก...’ ของปลายพู่กันที่เสียดสีกับกระดาษสาเนื้อหยาบ ดังประสานไปกับเสียง ‘เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ...’ ของลูกคิดไม้ที่ถูกดีดด้วยความเร็วสูงจนมองตามแทบไม่ทัน
เซิ่นอวี้ ขยับปลายนิ้วที่ซีดขาวจนเห็นเส้นเืปูดโปน ความหนาวเย็นทำให้ข้อนิ้วของนางแข็งเกร็ง แต่ความแม่นยำในการคำนวณกลับมิได้ลดทอนลงแม้แต่น้อย ปลายนิ้วของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบหมึกสีดำสนิท... มันไม่ใช่รอยหมึกที่แสดงถึงความสุนทรีย์ของกวีผู้ร่ำสุรา ร่ายบทกลอนตามงานประลองความสามารถของเหล่าบัณฑิตและงานชมบุปผา แต่มันคือ ‘ตราบาป’ ของการตรากตรำทำงานหนักในฐานะเงาที่ไร้ตัวตน
นางมิได้นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้พะยูงในห้องหนังสืออันอบอุ่น แต่กลับซุกตัวอยู่ใน ‘ห้องเก็บฟืน’ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นและฝุ่นผงที่ลอยคว้าง กลิ่นราในอากาศชวนให้สะอิดสะเอียน แต่ดวงตาหงส์คู่เรียวกลับยังจดจ้องอยู่ที่ตัวเลขตรงหน้าอย่างไม่วางตา
“ยอดสั่งซื้อไหมจากแดนใต้ลดลงสามส่วน แต่ต้นทุนค่าขนส่งกลับดีดตัวขึ้นสองส่วน...” ริมฝีปากแห้งผากขยับพึมพำ มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มหยันที่เย็นเยียบ “หึ... หลงจู๊หน้าเืพวกนั้นคงเห็นว่าตระกูลเซิ่นมีแต่คนเขลาที่หลอกง่ายสินะ ถึงได้กล้าโกงตาชั่งกันซึ่งๆ หน้าเช่นนี้”
ดวงตาที่เคยดูเรียบเฉยไร้ชีวิตชีวายามอยู่ต่อหน้าผู้คน บัดนี้กลับวาวโรจน์คมปลาบดุจใบมีดโกน หากใครมาเห็นเซิ่นอวี้ในยามนี้ คงยากที่จะเชื่อว่าสตรีที่มีแววตาเฉลียวฉลาดผู้นี้ คือ ‘คุณหนูรองผู้จืดชืด’ ที่บ่าวไพร่ในจวนต่างพากันมองข้ามหัว
ในตระกูลเซิ่น...นางคือเงา เงาที่คอยตามล้างตามเช็ดความโง่เขลาและความฟุ้งเฟ้อที่ เซิ่นหรง พี่สาวต่างมารดาผู้เป็ดั่งดวงตะวันของบ้านทิ้งเอาไว้
ปัง!ประตูไม้เก่าคร่ำถูกกระแทกเปิดออกโดยไร้ซึ่งความเกรงใจ ลมหนาวกรูเข้ามาวูบใหญ่พร้อมกับร่างของสาวใช้ผู้หนึ่ง
“คุณหนูรอง! ยังโอ้เอ้อยู่อีกหรือเ้าคะ!” เสียงแหลมสูงของ ชุ่ยเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทของฮูหยินรองบาดลึกเข้ามาในโสตประสาท นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดจมูกด้วยท่าทางรังเกียจราวกับเดินเข้ามาในกองขยะ “ฮูหยินรองกำชับนักหนาว่าก่อนไก่ขัน บัญชีทั้งหมดต้องไปวางอยู่บนโต๊ะของคุณหนูใหญ่ หากชักช้าทำให้คุณหนูใหญ่เสียงาน เ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ?”
เซิ่นอวี้ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง นางเพียงแค่ตวัดปลายพู่กันลงในบรรทัดสุดท้ายอย่างใจเย็น ก่อนจะปิดสมุดบัญชีลงแ่เบา “เหลืออีกเพียงหน้าเดียว... เ้ากลับไปเรียนฮูหยินเถิดว่า ข้าเซิ่นอวี้ ไม่เคยทำงานพลาด”
“ให้มันจริงเถอะเ้าค่ะ” ชุ่ยเอ๋อร์เบะปาก มองคุณหนูรองด้วยหางตา “พรุ่งนี้คุณหนูใหญ่ต้องไปงานเลี้ยงชมบุปผา นางต้องนำตัวเลขพวกนี้ไปรายงานนายท่าน เพื่อแสดงให้เห็นว่านางบริหารกิจการเก่งกาจเพียงใด... เ้าก็รู้ว่านายท่านรักคุณหนูใหญ่ดั่งแก้วตาดวงใจ อย่าให้ความอืดอาดของเ้าไปขัดลาภวาสนาของพี่สาวเ้าเชียว!”
เมื่อสาวใช้สะบัดก้นเดินจากไป เซิ่นอวี้ค่อยๆ วางพู่กันลง คำว่า ‘คุณหนูใหญ่บริหารกอิจการเก่งกาจ’ ดังก้องสะท้อนในหัว ช่างเป็เื่ตลกร้ายที่นางหัวเราะไม่ออกเลยจริงๆ
ความรุ่งโรจน์ของตระกูลเซิ่นทุกวันนี้ มิใช่เพราะบารมีของนายท่านเซิ่นอย่างแน่นอน เพราะวันๆ เขาเอาแต่เมามายไม่ได้สนใจกิจการของตระกูลแม้แต่น้อย และก็ไม่ใช่มาจากเซิ่นหรงพี่สาวต่างมารดา...ที่มีเพียงความงามแต่ไร้สมอง แต่เป็เพราะบัญชีทุกเล่ม แผนการค้าทุกอย่าง ล้วนถูกกลั่นกรองออกมาจากมันสมองของคนที่นั่งหนาวสั่นอยู่ในห้องเก็บฟืนแห่งนี้ต่างหาก
เซิ่นอวี้ลุกขึ้นยืน เดินโซเซไปที่ถังน้ำเย็นเฉียบ วักน้ำขึ้นล้างคราบหมึกที่มือซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางถูจนผิวแดงถลอก แต่สีดำนั้นดูเหมือนจะซึมลึกเข้าไปจนเป็เนื้อเดียวกับิัเสียแล้ว
“คนเราเลือกเกิดไม่ได้...” นางกระซิบกับเงาสะท้อนที่สั่นไหวในถังน้ำ แววตาที่จ้องตอบกลับมานั้นว่างเปล่าแต่ทว่าหนักแน่น “แต่ก็เลือกที่จะเป็หมาก หรือ ‘คนเดินหมาก’ ได้”
รุ่งเช้าวันต่อมา ณ เรือนหลักที่โอ่อ่าวิจิตร แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องกระทบผ้าไหมราคาแพงระยับตา เสียงหัวเราะสดใสของ เซิ่นหรง ดังแว่วมาถึงลานบ้าน นางสวมชุดสีชมพูกลีบบัวปักลายผีเสื้อ ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างประณีตงดงามราวกับเทพธิดาตัวน้อยในมือเรียวงามที่สวมปลอกเล็บทองคำ ถือสมุดบัญชี...เล่มเดียวกับที่เซิ่นอวี้อดนอนทำมาทั้งคืน
“ท่านพ่อดูสิเ้าคะ” เซิ่นหรงเอ่ยเสียงหวานหยดย้อย ขยับกายเข้าไปออดอ้อนบิดา “หรงเอ๋อร์ตรวจสอบดูแล้ว พบว่ารายจ่ายส่วนครัวเรือนรั่วไหล หรงเอ๋อร์เลยจัดการตัดทอนส่วนเกินออก ทำให้เดือนนี้กำไรของเราเพิ่มขึ้นถึงสองร้อยตำลึงทองเ้าค่ะ”
นายท่านเซิ่นหัวเราะร่าด้วยความเบิกบาน ลูบเคราขาวพลางมองบุตรสาวคนโปรดด้วยสายตาภาคภูมิใจ “สมเป็ลูกรักของพ่อจริงๆ! หรงเอ๋อร์ เ้าช่างเก่งกาจและเพียบพร้อม งามทั้งกายงามทั้งปัญญา สมแล้วที่เป็หน้าตาของตระกูลเซิ่น... ไม่เหมือนใครบางคนที่วันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่ท้ายจวน เลี้ยงเสียข้าวสุกเปล่าๆ!”
เซิ่นอวี้ที่เพิ่งเดินถือถาดน้ำชาเข้ามาได้ยินประโยคนั้นเต็มสองหู ฝีเท้าของนางชะงักไปชั่วครู่ คำว่า ‘ไร้ประโยชน์’ เหมือนเข็มเล่มเล็กที่ปักลงกลางใจ... เจ็บลึกแต่ไร้าแ นางสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับสีหน้าให้เรียบเฉย แล้วเดินก้มหน้าซ่อนสายตาเ็าเอาไว้
“คุณหนูรองมาพอดีเลย” ฮูหยินรองผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มแต่แววตาซ่อนมีด เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ดูพี่สาวเ้าเป็เยี่ยงอย่างเสียบ้างสิเซิ่นอวี้ เ้านี่ไม่เอาไหนจริงๆ งานบ้านไม่ได้เื่ งานการค้าก็ไม่เป็ วันๆ ทำตัวไร้ค่า...ข้าล่ะสงสารท่านพี่ที่มีลูกไม้หล่นไกลต้นเช่นเ้า”
เซิ่นอวี้วางถาดน้ำชาลงบนโต๊ะอย่างแ่เบา ไร้เสียงกระทบ นางลอบชำเลืองมองสมุดบัญชีในมือนายท่านเซิ่น มุมกระดาษด้านล่างมี ‘รอยหมึกเล็กๆ’ ที่นางจงใจป้ายทิ้งไว้เมื่อคืน
...มันไม่ใช่ความผิดพลาด แต่คือ ‘กับดัก’ หากไม่มีแผนภูมิการค้าหน้าถัดไปที่นางจงใจดึงออกเก็บไว้ บัญชีเล่มนี้ก็เป็เพียงกระดาษเปื้อนหมึกที่จะพาตระกูลเซิ่นดิ่งลงเหวในเดือนหน้า
“ลูกจะจดจำไว้เ้าค่ะ ท่านแม่” เซิ่นอวี้ตอบรับด้วยน้ำเสียงนอบน้อมที่ปรุงแต่งขึ้นอย่างสมบูรณ์ในใจลอบมองเซิ่นหรงที่กำลังเชิดหน้าชูคออย่างผู้ชนะ สายตาที่พี่สาวมองมานั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ราวกับกำลังมองมดปลวกที่ตนจะบี้เมื่อไหร่ก็ได้
‘เชิดหน้าไปเถิดพี่หญิง...’ เซิ่นอวี้รำพึงในใจ มุมปากกระตุกยิ้มที่มองไม่เห็น ‘ยิ่งท่านบินขึ้นไปสูงเท่าไหร่... วันที่ข้ากระชากพรมใต้เท้าท่านออก ความเ็ปจากการร่วงหล่นมันจะยิ่งหอมหวานสำหรับข้าเท่านั้น’
ทว่า... ในขณะที่ละครฉากเล็กๆ ของครอบครัวกำลังดำเนินไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารกลุ่มหนึ่งจากวังหลวงก็ดังใกล้เข้ามา พร้อมกับม้วนผ้าสีเหลืองทองมันกำลังจะพลิกผันชะตาชีวิตของ ‘หมากนอกกระดาน’ ตัวนี้ไปตลอดกาล
มันคือราชโองการสมรสพระราชทานที่คนทั้งเมืองหวาดผวา...เซิ่นอวี้ยืนสงบนิ่งอยู่กลางห้องโถง มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อยาวกำเข้าหากันแน่น
นางรู้ดีโดยสัญชาตญาณ...พายุใหญ่กำลังจะมา และท่ามกลางพายุที่กำลังจะพัดพาคนโง่เขลาให้หายไป... นางจะเป็เพียงคนเดียวที่หยั่งรากลึกและยืนหยัดอยู่ได้อย่างทระนง!
