ในระหว่างที่ม่อหรานและเสวียนหนิงกำลังกินอาหารท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืนที่ท้องฟ้าแต่งแต้มไปด้วยแสงของหมู่ดาว
กองไฟเล็ก ๆ ส่องแสงอุ่นเสียงลำธารไหลแ่เคล้ากับสายลมยามราตรีคนทั้งสองมองหน้ากันยิ้มให้กันอย่างมีความสุขเป็่เวลาสงบงามที่หาได้ยากระหว่างการเดินทางอันยาวไกล
ทว่า ความสงบนั้นอยู่ได้เพียงชั่วครู่ม่อหรานสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงสีหน้าของเสวียนหนิงเคร่งขรึมลงในฉับพลัน
แววตาที่เคยอ่อนโยนกลับเ็าจนน่าหวั่นเกรงราวกับคมมีดที่ถูกชักออกจากฝัก
“เกิดอะไรขึ้นหรือ” ชายหนุ่มเอ่ยถามทันทีน้ำเสียงแฝงความเป็ห่วง
“มีคน…กำลังมาทางนี้” เสวียนหนิงตอบสั้น ๆ น้ำเสียงนิ่งสงบแต่หนักแน่นอย่างยิ่งม่อหรานเพียงยิ้มบางรอยยิ้มนั้นอบอุ่นและมั่นคงเขาเคยเป็แม่ทัพผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วนสัญชาตญาณของเขาไม่อาจผิดพลาดได้ง่าย ๆ
ทว่าในยามนี้เขาไม่ได้ยินสิ่งใดเลยรอบด้านมีเพียงเสียงลมพัดผ่านป่าเสียงจิ้งหรีดร้องระงมในความมืดทุกอย่างสงบนิ่ง…จนผิดปกติเขากำลังจะเอ่ยปากพูดบางอย่างแต่ในเสี้ยววินาทีนั้น
ครืน—ครืน—!
เสียงล้อรถม้าบดขยี้พื้นดินดังขึ้นจากระยะไกลเสียงนั้นใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วไม่ใช่การเดินทางปกติหากเป็การหนีตาย
“อ๊ากกก—!”
เสียงกรีดร้องแหลมฉีกความเงียบของราตรีเสียงผู้คนร้องโหยหวนก่อนจะเงียบหายไปทีละคนราวกับถูกความมืดกลืนกิน
“ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย!” เสียงของชายผู้หนึ่งดังขึ้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและสิ้นหวังเขามองเห็นแสงเปลวไฟอยู่ไกลลิบ
คิดว่าเบื้องหน้าจะมีผู้คนแต่แล้วเสียงหัวเราะเย็นเยียบก็ดังขึ้นจากเงามืด
“ฮ่าฮ่าฮ่า…”
ชายชุดดำก้าวออกมาร่างกายคล้ายหลอมรวมกับความมืดเสียงหัวเราะของมันแฝงไปด้วยความโเี้ไร้ซึ่งความปรานี
“เ้าจะส่งเสียงกรีดร้องไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก” มันกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “ทิ้งชีวิตของเ้าเสียเถอะ…แล้วกลายเป็ผีเฝ้าป่าแทน!”
เมื่อระยะห่างค่อย ๆ เข้าใกล้ม่อหรานก็เริ่มได้ยินคำพูดของคนเ่าั้ชัดเจนขึ้นทุกประโยคเสียงรถม้าบดขยี้พื้นดินดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แต่ในยามนั้น เขายังไม่รู้ว่าผู้ถูกไล่ล่าและผู้ไล่ล่าคือผู้ใด
“เ้าไม่กลัวต้องโทษปะาล้างทั้งตระกูลหรือ?” เสียงชายผู้หนึ่งะโออกมาด้วยความตื่นตระหนก “ข้าคือสายเืั! ข้าคือโอรส์!”
เสียงนั้นสั่นไหวเต็มไปด้วยความหวังสุดท้ายที่กำลังจะพังทลายชายชุดดำที่ไล่มาติด ๆ กลับหัวเราะออกมาอย่างถากถาง
เสียงหัวเราะเย็นเยียบดังสะท้อนในความมืด
“ฮ่าฮ่าฮ่า! เสียทีที่เป็ถึงโอรส์แท้ ๆ ไม่รู้หรือไง…ว่าคนตายมันพูดไม่ได้”
เพียงประโยคนั้นหัวใจของม่อหรานก็สะท้านวูบแม้จะยังจับใจความได้ไม่ครบถ้วนแต่คำว่า สายเืั และ โอรส์
ก็เพียงพอแล้วคนผู้นี้…ต้องเป็หนึ่งในโอรสขององค์ฮ่องเต้แน่นอนม่อหรานไม่ลังเลอีกต่อไปพลังลมปราณในร่างปะทุขึ้นในฉับพลันเขาใช้วิชาตัวเบาขั้นสูงสุดร่างพุ่งฝ่าความมืดราวกับเงาแห่งสายฟ้าดาบไม้ในมือสะบัดออกไปอย่างเด็ดขาด
ฟาด—!
คลื่นพลังมหาศาละเิกลางกลุ่มชายชุดดำเสียงกรีดร้องดังขึ้นพร้อมกัน
“อ๊ากกกก—!”
หัวหน้าชายชุดดำถึงกับขนหัวลุกเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่อย่างชัดเจน
“มะ…แม่ทัพม่อหราน?!”
มันอ้าปากค้างริมฝีปากสั่นระริกความถือดีถือหยิ่งเมื่อครู่พังทลายลงจนไม่เหลือซากคนทั้งเมืองหลวงล้วนรู้ดีแม่ทัพม่อหรานควรจะเป็เพียงชายไร้ค่าแขนขาอ่อนแรงไร้พลังลมปราณไม่ต่างอะไรจากคนพิการ แต่พลังที่แผ่ออกมาตรงหน้านี้พลังที่สะท้านลึกไปถึงแก่นขั้วิญญามันคืออะไรกัน?!
“หนีเร็วเข้า!” หัวหน้าชายชุดดำะโอย่างแตกตื่น “พวกเราต้องหนีออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!”
ม่อหรานหรี่ตาลงสายตาคมเข้มราวกับดาบที่ชักออกจากฝัก
“พวกเ้าคิดจะหนีไปไหนกัน”
น้ำเสียงเรียบแต่แฝงแรงกดดันจนลมหายใจติดขัดเขายกดาบไม้ขึ้นตั้งใจเพียงจะทำให้พวกมันหมดสภาพเพื่อจับเป็และสืบสาวเื้ัทั้งหมด ทว่า ชายชุดดำหลายคนกลับเลือกทางอื่นพวกมันกัดฟันกลืนยาพิษที่ซ่อนไว้ในปากร่างทรุดลงกับพื้นในพริบตาเืดำไหลออกจากมุมปากชีวิตดับสิ้นโดยไม่ทิ้งคำใดไว้ขณะเดียวกันก็ยังมีชายชุดดำอีกหลายคนอาศัยจังหวะโกลาหลหลบหนีไปได้สำเร็จ
ภาพตรงหน้าทำให้ม่อหรานขมวดคิ้วแน่นคนเหล่านี้…ไม่ใช่ศัตรูธรรมดาการเคลื่อนไหวการตัดสินใจและความเด็ดขาดในการจบชีวิตตนเองล้วนบ่งบอกถึงการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดยิ่งไปกว่านั้นตัวเขาเองก็ห่างหายจากการใช้พลังอย่างเต็มที่มานานเหลือเกินั้แ่ฟื้นตัวมานี่คือครั้งแรกที่ม่อหรานปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาโดยไม่ยั้งมือลมกลางคืนพัดผ่านกลิ่นเืลอยคลุ้งม่อหรานยืนอยู่ท่ามกลางซากศพดาบไม้ในมือยังสั่นเบา ๆ
