“ไม่ได้” ฮวาเฉียงตอบเสียงหนักแน่น เขาไม่้าให้คนจากตระกูลจางเข้ามาวุ่นวาย อาศัยความเป็ญาติผู้ใหญ่มาข่มเหงหลานสาวของเขา
เขาเข้าใจแล้วว่าบางครั้งการมีญาติเยอะก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการช่วยเหลือกันเสมอไป บ่อยครั้งคนที่คอยรังแกเราก็คือญาติๆ เหล่านี้เอง
หลังจากนั้นไม่ว่าคุณนายจางจะอ้อนวอนอย่างไร ฮวาเฉียงก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้
สองแม่ลูกจากตระกูลจาง หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จ ก็ต้องกลับไปมือเปล่า
“กลับไปง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ” ฮวาเจามองตามแผ่นหลังของทั้งสองคนด้วยความประหลาดใจ
หลังอาหาร พวกเธอไม่ได้ให้เธอทำเสื้อผ้าให้ แถมตอนกลับก็ไม่ได้เอ่ยปากขอผักในสวนสักนิด มีเพียงซุนชุนอิงที่เด็ดองุ่นไปพวงหนึ่ง แล้วก็เดินกินไปตลอดทาง
พลังในการต่อสู้แบบนี้ช่างแตกต่างจากเมื่อตอนเด็กๆ ลิบ
ในความทรงจำมีภาพมากมายที่สองแม่ลูกจากตระกูลจางมาทีไร ก็จะกิน จะเอา แถมยังพูดจาทำร้ายจิตใจพ่อของฮวาเจา
พ่อของฮวาเจาเคยพยายามต่อต้านแล้ว แต่ไม่ว่าเขาจะประชดประชันอย่างไร ก็ไม่สามารถหยุดคนจากตระกูลจางได้
สิ่งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ของฮวาเจาไม่ค่อยดีนัก
ฮวาเจาคิดว่า การที่จางกุ้ยหลานรีบแต่งงานใหม่หลังจากสามีตาย ก็มีสาเหตุมาจากเื่นี้ด้วยเช่นกัน
สรุปแล้ว คนจากตระกูลจางไม่น่าจะยอมถอยง่ายๆ แบบนี้
ฮวาเฉียงไม่ค่อยเข้าใจสองแม่ลูกคู่นี้เท่าไหร่ เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรอยู่แล้ว ตราบใดที่เขายังอยู่ ไม่มีใครกล้ามารังแกหลานสาวของเขาได้!
แล้วถ้าเขาไม่อยู่... ก็ยังมีเย่เซินอยู่
“ครั้งที่แล้วส่งเชอร์รี่อบแห้งไปให้ เขาคงได้รับแล้วใช่ไหม เธอได้บอกเขาไปหรือเปล่าว่าเอาไปแช่น้ำแล้วอร่อยมาก?” ฮวาเฉียงถาม
เขามันคนว่างงาน ก็เลยชอบที่จะสอดรู้เื่การติดต่อกันของคนหนุ่มสาว... เวลาเห็นพวกเขาเขียนจดหมายส่งของไปมา เขาก็มีความสุข บางครั้งก็ยังเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย
“บอกแล้ว บอกแล้ว” ฮวาเจาตอบ ในบรรดาผลไม้ที่สุกเร็วที่สุดในแถบตะวันออกเฉียงเหนือก็คือเชอร์รี่ เมื่อส่งของสดไปไม่ได้ เธอจึงเอาไปอบแห้ง ไม่ว่าจะกินเล่นๆ หรือเอาไปแช่น้ำก็อร่อยเกินคาด
ส่วนเย่เซินก็ส่งชาป่ากลับมาให้เธอหนึ่งห่อ รสชาตินั้นก็ดีเยี่ยม หอมกรุ่นชื่นใจ มีรสหวานติดปลายลิ้น
ได้ยินว่าตอนที่เขาพักผ่อนก็ไปเก็บชาเองบนูเา แล้วให้คนเฒ่าคนแก่ในพื้นที่ช่วยคั่วให้
ฮวาเจารีบเขียนจดหมายกลับไปบอกเขาว่า คราวหน้าให้ส่งต้นชาป่ามาให้เธอ ไม่ต้องคิดเื่มันจะรอดไหม ส่งมาก็พอ!
และในตอนนี้เอง เย่เซินก็กำลังขุดต้นชาอยู่บนูเาจริงๆ ...
ไหนๆ เธอก็เอ่ยปากขอแล้ว มันไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร ทำให้ก็จบ
“คราวนี้จะส่งอะไรไปให้เขา?” ฮวาเฉียงถามด้วยความคาดหวัง
ฮวาเจาชี้ไปที่โอ่งน้ำขนาดใหญ่ในลานบ้าน “ส่งปลาแห้งให้เขา”
“ดี ดี ดี!” ฮวาเฉียงได้ลองชิมแล้ว เชื่อว่าหลานเขยจะต้องชอบแน่ๆ
......
สองแม่ลูกจากตระกูลจางกลับมาถึงบ้าน ทุกคนในบ้านต่างก็อยู่ในบ้าน พากันตั้งหน้าตั้งตารอ
ตอนนี้เป็่กลางเดือนมิถุนายน การทำนาใน่ฤดูใบไม้ผลิที่ยุ่งวุ่นวายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว ่เวลานี้ถ้าอยากพักผ่อนอยู่บ้านก็ทำได้ ไม่ถูกหักคะแนนงาน แต่ก็ไม่ได้คะแนนงานเพิ่ม
แต่โดยปกติคนทั่วไปจะไม่ชอบพักผ่อนใน่นี้ เพราะโดยพื้นฐานแล้วแต่ละวันก็จะได้ 8 คะแนนงาน ่เวลาที่งานน้อยจะไม่ทำ แล้วจะไปทำตอนที่งานเยอะๆ อย่างนั้นเหรอ พวกเขาโง่หรือเปล่า?
คนในตระกูลจางก็ไม่เคยพักผ่อนกัน แต่ก็เป็เพราะว่าวันนี้มีเื่สำคัญนี่นา
“แม่ เป็ยังไงบ้าง?” จางต้าฟู่ ลูกชายคนโตถามขึ้น
จางต้าฉวน ลูกชายคนที่สามเงยหน้ามองสีหน้าของแม่กับพี่สะใภ้ ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก ดูแล้วคงไม่สำเร็จ
“ฉันบอกแล้วว่าเข้าตำรา ‘วัวหายล้อมคอก’ ไม่ได้ผลหรอก” จางต้ากุ้ย ลูกชายคนที่สองพูดขึ้น
รอยยิ้มใจดีบนใบหน้าของคุณนายจางหายวับไปในทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู
“เชอะ! แกมันพวก ‘รู้แล้วบอกทีหลัง’ ใครๆ ก็รู้ว่าต้องล้อมคอกก่อนวัวจะหาย แต่ก่อนหน้านี้ฉันบอกให้แกไปประจบสอพลอเธอ แกไปไหมล่ะ?” คุณนายจางด่าลูกชายคนที่สอง
จางต้ากุ้ยก้มหน้าลงนั่งยองๆ บนพื้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม่เขาก็จะด่าเขาอยู่เสมอ! เมื่อก่อน? เมื่อไหร่ที่แม่เขาเคยพูดว่าจะไปดูฮวาเจาที่หมู่บ้านเขาล่ะ?
ของที่ลูกสาวคนโตของเขาส่งกลับมา แม่ไม่เคยเอาไปแบ่งให้คนอื่นเลยสักครั้ง แล้วเมื่อไหร่ที่แม่เคยพูดว่าจะเอาไปให้ฮวาเจาล่ะ?
“แม่ เื่ถั่วงอกนี่จริงเหรอ? เดือนหนึ่งได้เงิน 300 กว่าจริงเหรอ?” จางต้าฉวน ลูกชายคนที่สามถาม
คุณนายจางกับซุนชุนอิงพยักหน้า
บรรยากาศในบ้านของตระกูลจางก็เปลี่ยนไปในทันที
“ยาย รีบคิดหาวิธีหน่อยสิ!” จางซุน ลูกชายคนที่สองของจางต้าฟู่เร่งเร้า
เขาอายุ 18 ปีแล้ว กำลังอยู่ในวัยที่ต้องหาคู่ครอง แต่เพราะว่าบ้านจางไม่รวย แถมชื่อเสียงของยายกับแม่ก็ไม่ดี ทำให้เขาหาภรรยาที่ดีไม่ได้เลย
แต่ถ้าบ้านเขามีรายได้เดือนละ 300 หยวน แล้วจะหาภรรยาแบบไหนไม่ได้อีกล่ะ?
คุณนายจางนั่งลงบนเตียง ยกกล้องยาสูบขึ้นมาสูบหนึ่งคำ แล้วความคิดก็ผุดขึ้นมาในหัว
“ลูกสะใภ้คนโต พรุ่งนี้ก็พาลูกๆ สองคน ไปคุยกับฮวาเจา ไปสอนเื่การคลอดลูกเลี้ยงลูก ไม่ต้องพูดเื่อื่น” คุณนายจางกล่าว
เข้าตำรา ‘วัวหายล้อมคอก’ ไม่ได้ผลงั้นเหรอ? งั้นเธอจะเริ่มล้อมคอกั้แ่ตอนนี้ ล้อมมันไปสักสองสามเดือนก็คงไม่ใช่แค่ชั่วคราวแล้วมั้ง?
“ทราบแล้วเ้าค่ะ” ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังท้องโต อุ้มลูกไว้คนหนึ่ง แบกไว้อีกคน ตอบเสียงเบาๆ ที่มุมห้อง
จางต้าฟู่มีลูกชายสองคน ลูกสาวสองคน มีเพียงจางเซียว ลูกชายคนโตที่แต่งงานแล้ว และมีลูกสองคน แต่ก็เป็ผู้หญิงทั้งคู่ เลยไม่เป็ที่โปรดปราน
รวมถึงจ้าวเสี่ยวหง ลูกสะใภ้คนโตด้วยที่ไม่ได้รับความโปรดปราน วันๆ เอาแต่ทำงานบ้าน ไม่กล้าพูดอะไร ไม่กล้าขัดแย้งอะไร ไม่งั้นก็จะโดนทุบตีหรือไม่ก็โดนให้อดอาหาร
......
วันรุ่งขึ้น จ้าวเสี่ยวหงหลังจากทำงานบ้านตอนเช้าเสร็จ ก็จัดการดูแลลูกสองคนให้สะอาด แล้วก็แบกลูกคนหนึ่ง อุ้มลูกอีกคนหนึ่ง เดินทางไปบ้านของฮวาเจา
คนๆ นี้ ฮวาเจาไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่หลังจากฟังเธอแนะนำตัวอย่างตะกุกตะกัก ก็รู้ได้ทันทีว่าเธอมาด้วยเื่อะไร
“เข้ามานั่งก่อนเถอะ เดินทางไกลขนาดนี้ แถมยังพาลูกมาด้วย คงเหนื่อยแย่แล้วสินะ” ฮวาเจาไม่ได้กระตือรือร้นมากนัก แต่ก็ไม่ได้ทำหน้าบึ้งตึง เชิญคนเข้ามาในลานบ้าน
ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ชอบนิสัยของคนในตระกูลจาง แต่ก็ไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดที่จะทำร้ายคนท้องและเด็กสองคน
ระยะทางร่วม 20 กว่าหลี่ ลูกสามคนนี้คงเหนื่อยมาก
เมื่อไม่ถูกไล่ออกมา ไม่ถูกทำร้ายหรือดุด่า จ้าวเสี่ยวหงก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ฮวาเจาคนนี้ ก็เป็อย่างที่แม่สามีพูดจริงๆ ไม่ได้ดุร้ายอย่างที่ร่ำลือกัน แถมก็ไม่ได้อ้วน ไม่ได้น่าเกลียดเหมือนที่เขาลือกัน
ข่าวลือข้างนอกนั่น... คงเป็พวกที่อิจฉาฮวาเจาที่มีฐานะทางบ้านดี ก็เลยพูดจาให้ร้ายกันไปเองแน่ๆ!
จ้าวเสี่ยวหงวางลูกลงบนเตียง แล้วก็แอบมองสำรวจสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้าน มีตู้เตียงใหม่เอี่ยม โต๊ะใหม่เอี่ยม ตู้วางของใหม่เอี่ยม ข้างๆ ตู้วางของก็ยังมีจักรเย็บผ้าในตำนาน และบนจักรเย็บผ้าก็ยังมีเสื้อผ้าที่ทำค้างไว้
ฮวาเจาคนนี้ ช่างมีวาสนาดีจริงๆ
