ไม่เพียงแต่หยางซานเท่านั้นที่กำลังตกตะลึง แม้แต่เหล่าผู้ฝึกตนที่กำลังดิ้นรนอย่างขมขื่นต่างก็รู้สึกได้ถึงสายลมที่พัดผ่านไป และเมื่อมองออกไปเบื้องหน้า ทุกคนต่างก็ต้องตกตะลึงเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ทุกคนที่กำลังก้าวเดินอยู่บนหนทางสายนี้ต่างต้องแบกรับความกดดันมหาศาล เมื่อไปได้ถึงระดับหนึ่ง การกดดันนี้ก็จะเกือบถึงขีดจำกัด และใน่เวลานี้เอง จะเป็การทดสอบความอุตสาหะของพวกเขา นั่นคือสภาพจิตใจ
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังดิ้นรนเพื่อจะก้าวไปด้านหน้า ก็มีคนวิ่งอย่างบ้าคลั่งบนทางเส้นนี้? ในเวลานี้ แค่นึกก็รู้ถึงสภาวะจิตใจของศิษย์อัจฉริยะที่กำลังดิ้นรนเหล่านี้ได้ทันที
พวกเขาต่างขยี้ตาอยู่หลายครั้ง เพราะคิดว่าตนเองตาลาย และเมื่อมองไปยังฉินอวี่ที่กำลังวิ่งอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง พวกเขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง
“เป็ไปได้อย่างไร? เป็ไปได้อย่างไรกัน?”
“วิ่งอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ได้บนด่านจิตใจ? เป็ไปได้อย่างไร? หรือว่า... จิตใจของคนผู้นี้จะอยู่ในระดับสูงแล้ว? เป็ไปไม่ได้!”
“ขั้นกุมารทิพย์ระดับกลาง? ขั้นกุมารทิพย์ระดับกลางสามารถเร่งความเร็วบนด่านทดสอบจิตใจได้? ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม?”
“ทำไมกัน? ทำไมคนผู้นี้จึงสามารถวิ่งเช่นนี้ได้? ข้าแค่ก้าวเท้าสักนิดหน่อยยังยากเลย?”
“คนผู้นี้... เป็ใครกัน”
“เขาเป็ใคร?”
เสียงอุทานด้วยความใดังขึ้นในจิตใจของทุกคน แต่ละคนต่างจ้องมาทางฉินอวี่ พร้อมเสียงมากมายที่ดังขึ้นภายในความคิดของตนเอง ต้องบอกเลยว่า ภาพที่เห็นตรงหน้าส่งผลกระทบต่อพวกเขาเป็อย่างมาก และเริ่มทำให้บางคนเริ่มมีใจที่เป็กังวลและไม่มั่นคง ไม่ยอมก้าวต่อไปแต่กลับถอยหลังกลับ
ภายใต้สายตาที่กำลังจับจ้องมาของทุกคน ฉินอวี่ก็วิ่งไปไกลกว่าพันจ้างก่อนจะหยุดลง เขามองไปยังคนจำนวนประมาณสิบคนที่อยู่เบื้องหน้า และยกริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาช้าๆ พลางมองไปยังชายหนุ่มทั้งหมดที่กำลังจ้องมองตนเองอยู่ พร้อมประสานมือขึ้น และพูดอย่างเฉยเมย “ข้าน้อย... หลี่โหย่วฉาย!”
ผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านหลังต่างมองมายังเขาด้วยตาที่กลมโต สีหน้าของแต่ละคนต่างมองฉินอวี่ด้วยความเหลือเชื่อ
อย่างไรก็ตาม ขณะที่เข้ามายังสนามท้าประลอง เื่ที่พวกเหลยเฉียนหลงและอินิต่างร่วมมือกันเพื่อตามหาฉินอวี่ล้วนแต่อยู่ในสายตาของพวกเขาทั้งสิ้น ทำให้ต่างคิดกันไปว่าหลี่โหย่วฉายไม่ได้เขาร่วมการท้าประลองในครั้งนี้ แต่กลับนึกไม่ถึงว่าหลี่โหย่วฉายจะโผล่เข้ามาตอนนี้ ยิ่งไปกว่านั้น... ยังมาถึงด่านทดสอบจิตใจอีกด้วย สิ่งที่ทำให้ทุกคนยิ่งเหลือเชื่อคือ หลี่โหย่วฉายไม่มีความหวาดกลัวต่อพลังกดดันอันน่าสะพรึงเลยแม้แต่น้อย?
ทุกคนต่างใจนไม่อาจระงับให้สงบลงได้เลยเป็เวลานาน และเริ่มมีคนเชื่อมโยงเข้ากับเื่ที่ฉินอวี่สามารถเข้าใกล้แผ่นผนึกว่านเซี่ยงในระยะสองจ้าง ดังนั้น จึงยิ่งเต็มไปด้วยความประหลาดใจ แต่ก็อยากรู้ว่าหลี่โหย่วฉายสามารถทำเช่นนี้ได้อย่างไร
เดี๋ยวก่อน แล้วหลี่โหย่วฉายคิดจะทำอะไรกันแน่?
ทุกคนต่างแอบรู้สึกถึงท่าทีไม่ค่อยดี เมื่อนึกถึงเื่ที่ปากทางเข้า ที่พวกเข้าให้ความร่วมมือกับเหลยเฉียนหลงเพื่อแยกตัวหลี่โหย่วฉาย... ความรู้สึกไม่ดีจึงเริ่มปรากฏขึ้นในใจของพวกเขา
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ใกล้กับฉินอวี่มากที่สุดเริ่มมีความหวาดกลัวและกังวลปรากฏขึ้นในส่วนลึกของดวงตา เขากัดฟันแน่น ทุกก้าวที่ย่างออกไปราวกับมีแรงถ่วงหนักนับหมื่น ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก และในขณะที่พวกเขาจะต้องผ่านฉินอวี่ไปนั้น กลับรู้สึกได้ถึงสายตาของฉินอวี่ เขาไม่กล้ามองไปทางฉินอวี่ จึงได้แต่รีบเดินตรงไปข้างหน้า
“เหอๆ หากข้าเป็เ้า ตอนนี้คงรีบกลับบ้านไปแล้ว” ฉินอวี่มองดูชายหนุ่มคนนี้อย่างเยาะเย้ย
แม้ว่าจะไม่สามารถเรียกชื่อชายหนุ่มคนนี้ได้ แต่ชายหนุ่มคนนี้ก็เคยเดิมพันกับตนเองมาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น... เขาคือคนที่ร่วมกับเหลยเฉียนหลงปิดล้อมตนเองเอาไว้
ชายหนุ่มผู้นี้มีหน้าซีดเผือดไปในทันที จ้องมองฉินอวี่อย่างโกรธเคือง ลำแสงนับหมื่นพันปรากฏเด่นอยู่ในดวงตา ในที่สุดก็ระงับทั้งหมดไว้ และเขาก็พูดขึ้นเบาๆ “หลี่โหย่วฉาย... ข้าไม่เคยทำอะไรให้เ้าต้องขุ่นเคือง ส่วนเื่การเดิมพัน เมื่อออกไปจากที่นี่ ข้าหลิวชิงอวี้ขอให้สาบานเลยว่าจะต้องยกเลิกเดิมพันนี้ให้ได้” หลี่โหย่วฉายสามารถเดินอย่างบ้าคลั่งในด่านจิตใจได้เช่นนี้ อีกทั้งยังมาหยุดอยู่ตรงหน้าตนได้ ก็เห็นชัดแล้วว่า กำลังเผชิญหน้าอยู่กับคนที่ตนเองเดิมพันด้วย ดังนั้น เขาจึงอดไม่ได้ที่จะพูดเื่ยกเลิกสัญญาเดิมพันออกไป
ฉินอวี่ยิ้มพลางส่ายหน้า “ทำไมต้องยกเลิกด้วย? เหอๆ ข้าว่าเ้ากลับไปเตรียมค้นหาอาวุธิญญาระดับสูงสุดเอาไว้จะดีกว่า” ยังไม่ทันพูดจบ สายตาของฉินอวี่ก็ดูคมกริบ จ้องไปทางชายหนุ่ม และพูดอย่างเ็า “ภายในเวลาสิบลมหายใจ หากยังไม่ไปอีก อย่ามาว่าข้าถ้าจะโยนเ้าออกไป”
ใบหน้าของหลิวชิงอวี้เผยให้เห็นถึงความดิ้นรนทันทีเมื่อได้ยิน ก่อนหน้านี้เขาพยายามระงับความโกรธเอาไว้ ก็เพราะไม่้าจะฉีกหน้ากัน แต่กลับนึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะไม่ไว้หน้าเขาแม้แต่น้อย ความโกรธในใจจึงปะทุขึ้นมาผ่านดวงตาที่จ้องตรงไปหาฉินอวี่ และตะคอกเสียงกลับไปทันที “หลี่โหย่วฉาย เ้า้าจะมีปัญหากับตระกูลหลิวของข้า...”
ยังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกฉินอวี่ขัดจังหวะทันที
“ตระกูลหลิว? หรือตระกูลหลิวของเ้าจะแข็งแกร่งกว่าตระกูลเหลย?” ฉินอวี้เยาะเย้ย
หลิวชิงอวี้พูดไม่ออกทันที แม้ว่าตระกูลหลิวของเขาจะไม่ธรรมดา แต่หากเทียบกับตระกูลเหลยแล้ว ตระกูลหลิวนับว่าไม่ได้มีอะไรเลย? คนบ้าคนนี้กล้าจะฉีกหน้าเหลยจั๋วเยว่มาแล้ว นับประสาอะไรกับตนเอง?
ด้วยสายตาของฉินอวี่ที่จ้องมองมา ทำให้สีหน้าของหลิวชิงอวี้ยิ่งบึ้งตึงขึ้นทันที เขาะเิความโกรธออกมา จ้องกลับไปยังฉินอวี่ และเริ่มโจมตีอย่างดุเดือด
แม้ว่าระดับการฝึกฝนของหลิวชิงอวี้จะอยู่ในระดับสูงสุดของขั้นเทพ์ แต่เขาก็ไม่สามารถทนรับพลังกดดันอันน่ากลัวนี้ได้ และการโจมตีก็ถูกจำกัดลงอย่างมาก ทันทีที่หมัดของเขาถูกปล่อยออกไป ฉินอวี่ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะต่อยเข้าไปตรงช่องท้องของหลิวชิงอวี้ พลังที่ปะทุขึ้นมาผลักหลิวชิงอวี้ถอยไปด้านหลัง ก่อนจะกระเด็นลอยออกไป...
หลังจากรวบหมัดกลับมา ฉินอวี่ก็ขยับร่างกายตนเอง และมองไปยังเหล่าผู้ฝึกตนที่กำลังตกตะลึง ก่อนจะพูดอย่างเฉยเมย “เหอๆ หากคิดจะฝ่าเข้าไป ข้าหลี่โหย่วฉายจะติดตามไปทุกเมื่อ!” พูดจบ ฉินอวี่ก็นั่งขัดสมาธิลงทันที
ทุกคนต่างหันมองหน้ากันอย่างตกตะลึง ทุกคนต่างมองเห็นความโกรธเคืองและจิตสังหารของฝ่ายตรงข้าม แต่ต่อให้ในใจจะเต็มไปด้วยความโกรธเสียดฟ้าหรืออยากฆ่าแกงกันแล้วจะอย่างไรล่ะ? ใครจะกล้าที่จะเปิดเผยมันออกมาในเวลลานี้ ท้ายที่สุด ในด่านจิตใจนี้... ก็ไม่มีผู้ใดทำได้อย่างหลี่โหย่วฉาย และไม่มีใครที่จะทนต่อพลังกดดันเหล่านี้เพื่อสู้กับหลี่โหย่วฉายได้
หลิวชิงอวี้คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน
หยางซานถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และอ้าปากค้าง มองไปทางฉินอวี่ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น มองไปยังศิษย์อัจฉริยะที่กำลังจ้องมองฉินอวี่อย่างตกตะลึง ในตอนนี้ หยางซานก็รู้สึกใอย่างพูดอะไรไม่ออก และมีคำพูดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวใจของเขา “คนเดียวสู้คนนับหมื่น” นี่คือคำพูดจะอธิบายถึงสถานการณ์ของหลี่โหย่วฉายในตอนนี้ได้ดีที่สุด
เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงเื่ที่เกิดขึ้นตรงทางเข้า หยางซานก็แอบหัวเราะอยู่ในใจ ไม่รู้ว่าผู้ที่คิดจะควบคุมตัวหลี่โหย่วฉายจะรู้สึกอย่างไรหากรู้ว่าเขาเข้าสู่ด่านจิตใจแล้ว!
เมื่อเวลาผ่านเลยไป จำนวนผู้คนที่เข้าถึงด่านจิตใจก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ
“หลี่โหย่วฉายได้เข้าร่วมการท้าประลองในครั้งนี้แล้ว ทุกคนระมัดระวังตัวด้วย อย่าให้หลี่โหย่วฉายผ่านด่านไปได้เด็ดขาด!” มีเสียงที่หนักแน่น ดังกึกก้องอยู่บนท้องฟ้า
เสียงมาถึง ก่อนคนจะปรากฏ!
เมื่อเหล่าศิษย์อัจฉริยะได้ยินดังนั้น สีหน้าของแต่ละคนก็แปลกไปทันที แต่ละคนต่างหันไปมองทางผืนป่า แต่กลับมองเห็นคนเกือบร้อยคนที่กำลังเดินออกจากป่ามาอย่างเกรียงไกร และเมื่อมองไปตามเส้นทางสายใหญ่นั้น คนเหล่านี้ล้วนเต็มไปด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้นและตกตะลึง
ในที่สุดก็ถึงด่านจิตใจ
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ไม่มีอันตรายอันน่าใเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ ต้องบอกเลยว่าเมื่อมีการประกาศต่อต้านหลี่โหย่วฉาย ทำให้ดึงดูดความสนใจจากคนเป็จำนวนมากมารวมตัวกัน และเมื่อมีคนจำนวนมาก การป้องกันก็จะทำได้ดีมากขึ้น และทำให้คนเหล่านี้ต่างไม่ได้รับอันตรายจากการต่อสู้ทั้งน้อยใหญ่
เมื่อรู้สึกได้ถึงมุมมองของคนที่เพิ่งมาอยู่บนเส้นทางนี้ สีหน้าของคนกลุ่มนี้ก็ดูมีความสุขยิ่ง ในมุมมองของพวกเขา ศิษย์เหล่านี้น่าจะกำลังใ
แล้วใครว่าไม่ใช่ล่ะ? แม้พวกเขาจะใ แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าหลี่โหย่วฉายนั่นจะเข้าร่วมการท้าประลองในครั้งนี้ ช่างเป็เื่ที่น่าโมโหยิ่งนัก เพียงแต่... พวกเขาก็ได้ยินมาเช่นกันว่าหลี่โหย่วฉายสามารถไปมาในผืนป่าได้อย่างตามใจชอบ แต่แล้วจะอย่างไร?
อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ในผืนป่าแบ่งออกเป็สามด่าน และด่านจิตใจก็นับว่าเป็จุดที่สำคัญมาก แม้ว่าหลี่โหย่วฉายจะสามารถผ่านผืนป่าเ่าั้มาได้แล้วจะทำไม? เมื่อมาถึงยังด่านจิตใจแห่งนี้ก็ต้องยอมสยบอยู่ดีมิใช่หรือ? ท้ายที่สุด ในด่านนี้ก็เป็เวลาของการทดสอบระดับจิตใจ!
มีคนจำนวนมากเริ่มเห็นสายตาที่แปลกไปของศิษย์อัจฉริยะที่อยู่บนถนน และรู้สึกว่าพวกเขาไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองพูด จึงทำให้ชายหนุ่มชุดสีขาวที่มีชื่อคนหนึ่งเริ่มไม่พอใจ และพูดออกไปเสียงดัง “พวกเ้าไม่เชื่อหรือ? หลี่โหย่วฉายนั่นเข้าร่วมการท้าประลองแล้วจริงๆ ข้าเห็นมากับตา... ข้าจะบอกให้นะ หลี่โหย่วฉายนั่นไปไหนมาไหนในป่าได้ตามใจชอบ... พวกเ้าต้องระวังไว้ให้มาก!”
“เชื่อสิ ทำไมจะไม่เชื่อ?” ฉินอวี่ลุกขึ้นยืนช้าๆ และมองชายหนุ่มคนนี้ด้วยรอยยิ้ม
ความไม่พอใจของชายหนุ่มหายไป เมื่อรู้สึกถึงสายตาของทุกคนที่มองมายังตนเอง ชายหนุ่มคนนี้ก็รู้สึกพอใจ เขายืดตัวตรง และมองไปทางฉินอวี่อย่างภาคภูมิใจ “ไม่เลวนี่ เ้าชื่ออะไร?”
“หลี่โหย่วฉาย!”
“อะไรนะ?”
