การเดินทัพไม่ใช่เื่ง่าย ที่ปากลั่นก็เดินทางบุกตีเมืองหรือสู้รบกันได้เลย มันต้องคำนวณเสบียง กำลังทหาร และเวลาเดินทางก่อน หากไม่พร้อม การฝืนออกไปรบก็ถือว่าแพ้แล้วครึ่งหนึ่ง
เฉินถั่วถงหยิบกระดานไม้สำหรับเขียนดินสอถ่านวางลงบนโต๊ะ พร้อมบอกเป็นัยให้ทุกคนในบ้านควรตั้งใจฟังให้ดี
จุ่มนิ้ววาดวงกลมสี่ห้าวงติดกัน ซึ่งแทนมณฑลของเขตภูมิภาคทางใต้ของแคว้นชวี ได้แก่ ต้านโหลว ชิงโจว จ้อเจียง และเหลียงตงที่พวกเขาอยู่ ปากที่คมคายเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สอนเื่การทหารและการเมืองให้กับเด็ก 4-5 ขวบตรงหน้า
“บนสุดคือต้านโหลว ลงมาคือชิงโจว และวงกลมล่างสุดคือจ้อเจียงที่พวกเราหนีมา ส่วนเหลียงตงอยู่ซ้ายชิดกับทั้งสามมณฑล”
“เมื่อฤดูใบไม้ร่วง แคว้นชวีมีการเปลี่ยนแปลงทางเมืองหลวง จ้อเจียงประสบภัยแล้งทั้งมณฑล จึงถูกผู้นำหลายคนทอดทิ้งหนีตายจากการลุกขึ้นของฏผ้าธงแดง”
“ได้ยินว่าชิงโจวที่ติดอยู่บนจ้อเจียงค่อนข้างอ่อนแอเื่กำลังทหาร เมื่อตระกูลหยวนผู้นำของชิงโจวรู้ว่าจ้อเจียงเมืองแตก จึงพยายามติดต่อกับทุกฝ่าย ขอกำลังช่วยมาปราบฏ เหลียงตงที่อยู่ใกล้กับจ้อเจียงก็ได้รับข้อเสนอและเรียงร้องขอจากตระกูลหยวนเช่นกัน”
เมื่อมองไปที่วงกลมง่ายๆ ทุกคนที่มองแล้วก็พยักหน้าให้อย่างลับๆ เชิงเข้าใจและมองภาพรวมออก
“จำการปะทะกันของาในตอนที่ครอบครัวเราลี้ภัยมาได้หรือไม่? แม่คิดว่าพอพวกต้านโหลวได้ยินข่าวนี้ ซึ่งตระกูลเฉาผู้ปกครองมณฑล คงปรารถนาที่อยากลุกเป็ใหญ่ในตอนที่ราชสำนักถูกตัดขาดอยู่แล้ว พวกเขาจึงแอบส่งกองทหารม้าเร็วมาทำลายกองทัพปราบฏของขุนพลเหลียงที่ฝึกรอการเดินทาง แม้จะชนะเพราะอาศัยตอนที่ไม่ระวัง แต่พวกต้านโหลวก็ไม่ได้ตั้งใจจะกวาดล้าง ยังคงกลัวชื่อเสียงของกองทัพดอกเหมยอยู่”
“การจะยึดเหลียงตงที่สมบูรณ์เื่ข้าวและปลา เป็มณฑลที่มีจำนวนประชาชนใหญ่กว่าทั้งสามมณฑลดังกล่าว ต้านโหลวยัง้าอะไรที่มากกว่านั้นเพื่อคว้าชัยชนะ พวกเขาจึงใช้โอกาสที่เหลียงตงยุ่งกับการปราบฏผ้าธงแดงบริเวณชายแดนตอนล่าง ยืนมือไปให้ชิงโจวในตอนที่กองทัพดอกเหมยมีาแ”
“เรียกว่าเ้ามณฑลและขุนพลเหลียงไล่ฏไม่ให้เข้ามาวุ่นวายในเหลียงตงก็ยังแทบจะหัวหมุน กองทัพที่เตรียมไว้ยังมาเสียทหารและแม่ทัพมือดีให้แก่ต้านโหลวที่คิดไม่ซื่ออีก เ้ามณฑลจึงไม่สามารถตอบรับคำขอเดิม ส่งกองทัพไปช่วยชิงโจวได้”
“ดังนั้น ชิงโจวที่ทราบว่าเหลียงตงไม่อาจมา จึงไม่มีทางเลือกอื่นต้องตอบรับการมาของกองทัพต้านโหลว ให้ยกทัพผ่านดินแดนของพวกเขาลงมาเพื่อสู้กับฏผ้าธงแดงในจ้อเจียงและเขตชิงโจวตอนล่าง”
“ถ้าหลิวจงบอกว่าตอนนี้ชิงโจวประกาศทำากบต้านโหลว แทนที่จะลงมาปราบฏด้วยกัน ข้อพิพาทนี้คงเกิดขึ้นตอนที่ชิงโจวเปิดทางให้กองทัพของต้านโหลวผ่านมณฑล”
“น่าจะมีคนชิงโจวตาดีพบความผิดปกติ ว่าพวกต้านโหลวไม่ได้ตั้งใจจะส่งกองทัพมาช่วยปราบฏ แต่แอบส่งกำลังมาสองกองทัพตบตา เดินผ่านหัวเมืองต่างๆ ของชิงโจวเพื่อเข้ามาใกล้นครใหญ่ชิงโจว ทำให้แผนของพวกตระกูลเฉาที่ตั้งใจชิงเมืองจากด้านในล้มเหลว
“จุดเปลี่ยนของข้อพิพาทนี้ลุกลามใหญ่เกินไป ก็เพราะมีนายกองเืร้อนคนหนึ่งไปสังหารคณะตัวแทนที่ชิงโจวส่งมาสอบถาม ว่าทำไมถึงไม่เดินทัพตามเส้นทางที่ให้ไว้ตามข้อตกลง”
“กฏของา การฆ่าทูตหรือตัวแทนเจรจาไม่ใช่สิ่งที่รับได้อยู่แล้ว ยิ่งมารู้ในภายหลังว่าหนึ่งในคณะเจรจาที่ฆ่านั้นเป็บุตรชายคนโตของชิงโจวที่ปลอมตัวมาสืบ ความเดือดนี้จึงส่งผลไม่มีใครสนเื่ฏอีก แต่เตรียมตัวที่จะสู้รบเป็ตายระหว่างมณฑลแทน”
“อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีนี้เป็เพียงขั้นตอนที่เ้ามณฑลเหลียงตงเตรียมไว้เท่านั้น มันจะเป็าที่ดึงมณฑลอื่นๆ มาจริงจนเกินาทั่วแคว้นหรือไม่ ทั้งหมดนี้ก็เป็เพียงการคาดเดาอันตื้นเขินของแม่เท่านั้น”
การคาดเดาอันตื้นเขิน?
เอาจริงดิ!!?
“…”
เฉินอวี๋หน้าสั่นอย่างแรง หากคำว่าตื้นของแม่เหมือนว่านางอยู่ทุกสถานการณ์ของเื่ทั้งหมด
เขาก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าถ้าแม่มั่นใจและบอกว่ารู้ทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าเหตุการณ์ในโลกทั้งใบจะไม่ใช่แค่ละครหลังข่าวในสายตาของแม่ไปแล้วหรอกหรือ?
อะไรคือการเอาเื่ที่ได้ยินและสิ่งที่เห็นมาพูดออกเป็ฉากๆ อธิบายถึงความไม่สมเหตุสมผลได้ว่ามีที่ไปที่มาอะไรบ้างเหมือนเห็นมาผ่านตาตัวเอง
สิ่งนี้
หากพ่อที่นั่งข้างๆ บอกว่าเขาเป็ซุบเปอร์แมนใส่กางเกงในสีแดงไว้ข้างนอก เขาก็เชื่อแม่มากว่า ว่าแม่พึ่งเห็นหมูกางปีกบินผ่านหน้ามา
“ท่านแม่ แม่ไม่ได้ตื้นเขินเลยสักนิด! มีแต่คนที่ผ่านการรบมานับพันครั้งเท่านั้นที่จะพูดแบบนี้ได้”
“อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ต่อให้าปะทุขึ้นและมณฑลเหลียงตงต้องเข้าร่วม เราน่าจะยังมีเวลาเตรียมตัวหนีทันอยู่ เราทำได้แค่ต้องเตรียมอาหารฉุกเฉินและกักตุนอาหารให้ได้มากที่สุดเท่านั้น”
อะไรจะเกิดก็เกิด และครอบครัวแซ่เฉินของพวกเขาก็แทบจะไม่เกี่ยวข้องหรือมีอะไรผูกพันกับดินแดนและโลกนี้อยู่แล้ว พวกเขาแค่สนใจครอบครัวของตัวเอง สำหรับา มันยังคงเป็เื่ที่ไกลสำหรับพวกเขาเกินไป
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าากำลังจะเกิดขึ้น ทุกคนจึงควรเริ่มเตรียมตัวไว้ั้แ่ตอนนี้เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน
หลังจากตรวจสอบแล้วว่าของส่วนใหญ่ที่จำเป็ในบ้าน สามารถเก็บไว้ในห้วงมิติแลกเปลี่ยนได้ เพราะพวกของใช้ที่แลกซื้อมาจากระบบก่อนแล้วจะไม่มีการแลกแต้มอัตโนมัติ เฉินอวี๋จึงไม่มีอะไรเป็กังวลหากต้องหลบหนีจริงๆ
ส่วนแม่ ก็ใช้ประโยชน์จากราคาธัญพืชที่ค่อนข้างคงที่ กวาดซื้อธัญพืชและอาหารแห้งเครื่องปรุเครื่องเทศสำรองไว้ใช้ที่บ้านเป็ล็อตๆ เงินที่หามาได้ก็ซื้อให้หมดเท่าที่จะซื้อได้อย่างไม่เสียดายเงิน
สำหรับที่เก็บเสบียง เหมือนการพัฒนาและวิจัยของพี่สาวคนรองก็พัฒนาขึ้น เดิมสามารถทำได้แต่ถุงหนังสัตว์เก็บน้ำ ตอนนี้นางก็สามารถทำกระเป๋าเป้เก็บของได้แล้ว แม้จะไม่ใช่ถุงเล็กๆ ที่ห้อยตรงเอวเหมือนถุงมิติหรือแหวนเก็บของ แต่ด้วยกระเป๋าสะพายด้านหลังสลักรูน ก็มีพื้นที่ใหญ่เทียบเท่าห้องเล็กๆ ขนาด 3 ตารางเมตรให้ใส่เข้าไปได้
น้ำหนักที่ต้องแบกทำได้ดีขึ้น ช่วยลดน้ำหนักมากถึงสองในสามส่วน เก็บหมูสามตัวก็เหมือนอุ้มหมูตัวเดียว แต่ด้วยพละกำลังที่ผิดมนุษย์ของครอบครัวแซ่เฉิน การแบกอะไรหนักๆ ไม่ได้สร้างภาระอะไร อย่างมากก็แค่หน่วงๆ ทางด้านท้าย ให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่พวกเขาลี้ภัยมาจากจ้อเจียง
ในขณะที่ครอบครัวกำลังเตรียมสำรองธัญพืช เดือนที่สองของฤดูหนาว ข่าวของชิงโจวและต้านโหลวเตรียมทำาก็เริ่มกระจายถึงชาวเมือง ส่งผลทำให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนและราคาธัญพืชพุ่งสูงขึ้น
แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าราคาที่พุ่งสูงขึ้น ก็คือเรือสินค้าหยุดการขาย ร้านขายธัญพืชในเมืองก็ไม่เปิดให้ผู้คนซื้อธัญพืชอีก เรียกว่ายิ่งใกล้หมดฤดูหนาว แทบจะไม่มีร้านขายธัญพืชร้านไหนเปิดทำการอีกเลย ดีที่ทางเมืองได้นำมาขายให้ประชาชนไม่ได้ใจดำ
แต่การซื้อขายก็ถูกจำกัดเพียงแค่คนละ 10 จินเท่านั้น และจะซื้อได้แต่ละครั้ง ก็ต้องนำทะเบียนบ้านมาแจ้งจำนวนสมาชิกของครอบครัวด้วยเพื่อป้องกันพวกคดโกง
ทุกวันนี้ มีคนต่อแถวยาวเหยียดอยู่หน้าโกดังเก็บธัญพืชของที่ว่าการตลอด เฉินอ่าวและลูกศิษย์จาก “แก๊งดาวลูกไก่” แอบดีใจที่พวกเขาสามารถจัดการเมล็ดพืชสำรองได้เสร็จก่อนเหตุการณ์วุ่นวายนี้
ด้วยการประสบกับความยากลำบากในการซื้อธัญพืช ครอบครัวของเฉินอวี๋ก็เข้าใจถึงความวุ่นวายของคนได้มากขึ้น เริ่มที่จะระมัดระวังตัวกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดและเข้มข้นของการเตรียมการทำากลับไม่เกิด
เนื่องจากปลายเดือนที่สามย่างเดือนที่สี่
ใครจะไปคิดว่าพายุหิมะที่ควรจะสิ้นสุดฤดู มันกลับยิ่งเพิ่มความโหดร้ายรุนแรง พัดถล่มแคว้นชวีอย่างหนักในรอบหลายพันปี
