นางใกับคำสาบานที่น่ากลัวของเหอยวนยางจนผงะถอยหลัง
ผีเข้าแล้ว! เหอยวนยางที่อ่อนแอน่ารังแก เหตุใดวันนี้จึงราวกับถูกผีสิง? ปากคอเราะราย เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ดวงตาราวกับจะกินคนให้ได้!
ใช่คนเดียวกับในอดีตจริงหรือ?
“เ้าไม่กล้า จิตใจอ่อนแอ เพราะว่าใจเ้ามันคด!” เหอยวนยางยังคงตวาดนาง
“ข้า… ข้ามีหรือจะไม่กล้า? ที่ข้าทำทั้งหมดก็เพื่อตระกูลเหอ!”
นางจี้ถอยจนชนกับกำแพง พบว่าตนเองมิอาจถอยได้อีก
เหอยวนยางจ้องมองนางอย่างเ็าและค่อยๆ เอ่ย “เช่นนั้นเ้ากล้าสาบานต่อหน้าป้ายหลุมศพของท่านพ่อข้า ต่อหน้าป้ายบรรพบุรุษตระกูลเหอ และสาบานต่อฟ้าดินหรือไม่ ว่าเ้าไม่เคยอยากได้มรดกของท่านพ่อข้า! เ้าสาบานสิ”
นางจี้ “…”
นางเสียวสันหลังวาบ โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงร่างเย็นเฉียบของเหอซิ่วไฉ นางก็รับรู้ถึงสายลมเย็นเยือกพัดโชยมา
ราวกับมีสายตากำลังจดจ้องนางจากที่มืด
เหอกว่างหลินดึงนางและกระซิบ “กลับบ้านดีกว่า”
ในที่สุดเขาก็มองออกแล้วว่า เหอยวนยางไม่ใช่เด็กสาวอ่อนแอเช่นสมัยก่อนอีกต่อไป คิดจะเอาเปรียบนางตอนนี้คงไม่ง่าย
นางจี้ถลึงตาใส่เขาและปากแข็งต่อ “กลับก็กลับ! ข้าไม่อยากตอแยกับนางเด็กไม่รักดีนี่!”
ใครจะรู้ว่าเหอยวนยางกลับกระชากแขนเสื้อนางไว้และข่มขู่ “คืนโฉนดที่ดินกับบ้านของท่านพ่อข้ามา มิเช่นนั้นวันนี้พวกเ้าต้องไปที่ว่าการกับข้า!”
ผู้ชมที่ดูความสนุกสนาน “…”
จึ๊ เหอยวนยางในวันนี้ เหตุใดจึงมีรัศมีคลับคล้ายคลับคลากับเสิ่นม่านเหนียง?
จิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเหลือเกิน!
มีคนแอบมองไปที่เสิ่นม่านอย่างไม่รู้ตัว
เสิ่นม่าน “…”
มองข้าทำไมกัน? ข้าเป็เพียงผู้ชมที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
อีกด้านหนึ่ง แม้นางจี้จะไม่ยินยอม แต่ท่ามกลางสายตาของฝูงชน นางจึงต้องกลับไปนำโฉนดที่ดินและบ้านมาคืน ทั้งยังถ่มน้ำลายใส่หน้าเหอยวนยาง
“ถุย! นางคนชั้นต่ำ ข้าประเมินเ้าต่ำไป!”
ด่าจบก็จากไปอย่างหุนหัน เหลือไว้เพียงเหอยวนยาง ในมือกำโฉนดที่ดินกับบ้านไว้ ใบหน้านั้นไม่รู้ว่ากำลังยิ้มหรือร้องไห้
เสิ่นม่านที่ยืนดูอยู่นาน ในที่สุดก็ถอนหายใจโล่งอก ดูเหมือนว่าเด็กสาวคนนี้ฟังคำพูดนางเข้าใจแล้ว
สัญชาตญาณป้องกันตนเองของคนเรา หากถูกปลุกขึ้นมาแล้วก็จะไม่มีทางกลับไปเป็คนอ่อนแอถูกรังแกอีกต่อไป
เยี่ยม
เสิ่นม่านเอามือไพล่หลัง เดินกลับบ้านอย่างผ่อนคลาย
ระหว่างทางผ่านบ้านสกุลคัง ครอบครัวนี้กำลังทะเลาะกัน เสียงด่าทอผสมด้วยเสียงร้องไห้ของคังเฟิ่งหยา คึกคักเป็พิเศษ
สกุลคังแต่ละคนหลอดเสียงใหญ่ นางยืนอยู่นอกกำแพง ถึงไม่อยากได้ยินก็คงยาก
เสียงแรกที่ได้ยินคือเสียงของนางหยาง
“คังเฟิ่งหยา เ้าคิดว่าเ้ายังเป็สาวพรหมจรรย์ดอกไม้แรกแย้มอยู่อีกหรือ? มีชายอายุยังไม่แก่จากพื้นที่อื่นยอมรับเ้าก็ถือว่าดีมากแล้ว เ้ายังจะรังเกียจอีก? อะไรกัน คิดจะแต่งงานกับเง็กเซียนฮ่องเต้หรือไร?”
เสียงของคังเฟิ่งหยาสะอื้นเอ่ย “ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่แต่งกับชาวนานั่น! จะแต่งเ้าก็แต่งเอง”
“นี่! นั่นคือพี่สะใภ้เ้านะ เหตุใดจึงพูดกับนางเช่นนี้?”
“เอาล่ะๆ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ทะเลาะกันทุกวันจนข้าปวดหัว…”
เสิ่นม่าน “…”
นางเกือบลืมไปเลยว่าคังเฟิ่งหยาก็ถูกลักพาตัวไปค่ายโจร อายุใกล้เคียงกัน เมื่อเทียบกับเหอยวนยางแล้ว นางนับว่าโชคดีกว่ามาก
บิดากับพี่ชายยังอยู่ อย่างน้อยก็มีครอบครัวดูแล
โดยเฉพาะในเทศกาลล่าปาครั้งที่แล้ว เสิ่นม่านสะกดจิตคังต้าจ้วงกับภรรยา สองคนนี้จึงสงบเสงี่ยมขึ้นมาก
ชายหญิงคู่นั้นไม่เกียจคร้านอีกต่อไป ทั้งยังไปหางานทำในตำบลด้วยตนเอง สองวันนี้ยังได้ยินคนบอกว่า ตระกูลคังจะดำนาฤดูใบไม้ผลิ หลายวันนี้จึงยุ่งกับงานถอนวัชพืชในไร่นา
สมัยก่อนงานเหล่านี้ไม่มีใครยอมทำ ล้วนโยนให้คังต้าลี่กับภรรยา การที่มีความเปลี่ยนแปลงได้เช่นนี้ นับว่าเป็ภาพที่ปลอบประโลมหัวใจไม่น้อย
ขณะที่คิดอะไรในใจ ทางกลับบ้านก็เหมือนใกล้กว่าเดิม เมื่อนางผลักประตูเข้าก็ไปก็เจอกับหนิงโม่และเยี่ยนชีที่กำลังจะออกมาพอดี
หนิงโม่หลุบตามองนางและถาม “เ้าไปไหนมา?”
เสิ่นม่านกำลังจะตอบ แต่แล้วก็นึกถึงว่าหลายวันนี้นางกำลังทำาเย็นกับเขา จึงทำเมินเขาและเดินสวนทั้งสองคนเข้าไปทั้งอย่างนั้น
ท่าทีของหนิงโม่เหมือนไก่ชนที่พ่ายแพ้
“นางเป็อะไรไป หลายวันนี้ไม่ยอมคุยกับข้า แต่ก่อนนางไม่เคยเป็เช่นนี้?”
เยี่ยนชีนิ่งเงียบมองเงาด้านหลังของเสิ่นม่าน พร้อมกับทอดถอนใจ
“อาจเพราะ… แม่นางเสิ่นไม่ชอบท่านแล้วหรือเปล่า? สมัยก่อนนางชอบท่าน ไม่มีทางไม่คุยกับท่าน”
หนิงโม่ “!”
เพราะเหตุใด?
เขาประหลาดใจ “นางไม่ชอบข้า? ช่างไร้เหตุผล! ทั้งตำบลสามารถหาบุรุษที่สง่าเพียบพร้อมเช่นข้าได้อีกหรือ?”
เยี่ยนชีกลอกตามองบน ท่านยังไม่รู้จักนิสัยตนเองอีกหรือ? อย่างท่านเรียกว่าสง่าเพียบพร้อมได้หรือ?
นิสัยประหลาด เย่อหยิ่งยโส รักความสะอาดขั้นรุนแรง ที่สำคัญคือพูดจาไม่น่าฟัง แล้วยังเลือกกินอีกต่างหาก!
นอกจากใบหน้าหล่อเหลานั่นแล้ว ท่านยังมีข้อดีอะไรอีก?
แต่เขาไม่อาจพูดเช่นนั้นได้ พูดจบเขาคงถูกเ้านายส่งไปฝึกหนักในค่ายทหารอีกหลายปี ไม่ได้กินอาหารรสมือแม่นางเสิ่นอีก
เยี่ยนชีหัวเราะเหอๆ “ไม่รู้สิขอรับ เป็ไปได้ว่า… แม่นางเสิ่นคงโกรธท่านหรือเปล่า ผู้หญิงน่ะ แค่ง้อสักหน่อยก็หายแล้ว”
ท่าทางของหนิงโม่หงุดหงิดแต่ทำอะไรไม่ได้ เขาเหลือบตาขึ้นถาม “ง้ออย่างไร?”
เยี่ยนชีที่ไม่เคยมีความรัก ทว่าเอ่ยราวกับคนมากประสบการณ์ “ง้อผู้หญิงก็ไม่ยาก เริ่มจากมอบของให้นาง อย่างเช่น เสื้อผ้าเครื่องประดับ”
“อย่างแม่นางเสิ่น ท่านต้องใช้ความคิดหน่อย ต้องสังเกตความ้าของนาง… นางชอบอะไร ขาดเหลืออะไร ท่านก็มอบสิ่งนั้น พอนางดีใจ ไม่แน่ว่าจะให้อภัยท่านก็เป็ได้!”
อืม พวกเสเพลในเมืองหลวงเวลาเอาใจหญิงคณิกาชื่อดังก็มักจะทำเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?
ใช้เงินทุ่ม! ทุ่มให้หนัก ไม่เชื่อว่านางจะไม่หวั่นไหว!
ไม่มีผู้หญิงคนไหนสามารถต้านทานการจู่โจมที่หอมหวานได้!
หนิงโม่มองเขาด้วยหางตา แววตาเ็า “เหตุใดข้าถึงต้องมอบของให้นาง?”
เยี่ยนชี “…”
ก็ท่านบอกเองว่าจะง้อไม่ใช่หรือ?
เขาอยากพูดแต่แล้วก็หยุด เต่าเฉื่อยชาบางตัวกลับเลียริมฝีปากแดงระเรื่อและหัวเราะเ็า น้ำเสียงแฝงด้วยความจองหอง
“เหตุใดข้าถึงต้องง้อให้นางดีใจ? นางไม่มีความสุขแล้วเกี่ยวอะไรกับข้า? แล้วข้ายังต้องรอนางให้อภัยอีกหรือ?!”
เฮ้อ? เหตุใดจึงไม่เล่นตามกฎ?
“เช่นนั้น… จะไม่ง้อหรือขอรับ?”
“ไสหัวไป!” หนิงโม่ด่าจบก็เดินจากไปอย่างหุนหัน
เยี่ยนชีเกาศีรษะ “…”
ข้า… พูดอะไรผิดอีกแล้วหรือ? เฮ้อ ใจบุรุษ ยากแท้หยั่งถึงดุจงมเข็มในมหาสมุทร
บ่ายวันนั้น คนบางคนเข้าตำบลไป เมื่อกลับมาดวงอาทิตย์ก็คล้อยไปทิศตะวันตกแล้ว
ไม่ง่ายดายกว่าจะรอจนถึงกลางคืนให้คนทั้งหมดเข้านอนจนหมด ประตูห้องปีกตะวันออกถูกเปิดออกเงียบๆ เงาดำร่างหนึ่งเคลื่อนตัวมาที่หน้าประตูห้องของเสิ่นม่านอย่างเงียบเชียบและเคาะประตูเบาๆ
ไฟในห้องยังสว่างอยู่ แสดงว่าเ้าของห้องยังไม่นอน
ไม่นานนัก นางก็มาเปิดประตู
เสิ่นม่านสวมชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาวหลวมโคร่ง เอนพิงขอบประตู ผมดำสยายมาปรกอยู่บนบ่า ท่าทางเกียจคร้านราวกับแมวน้อย
พอเห็นว่าเป็หนิงโม่ นางขมวดคิ้วและตั้งท่าจะปิดประตูใส่
ชายหนุ่มล้วงกล่องใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วเอ่ยอย่างขัดเขิน
“นี่คือของที่ข้าไปซื้อจากในตำบลมาตอนบ่าย เ้า…”
ยังไม่ทันพูดจบ กล่องก็ถูกแย่งไป วินาทีถัดมาก็ลอยหวือไปตกในลานบ้านไกลหลายเมตร
“ไสหัวไป!”
-----
