“ท่านอาหลิว ปีนั้นกระดูกสัตว์ที่ท่านเอาออกมาในงานเลี้ยงจับฉลากของตระกูลเนี่ย ซื้อมาในราคาเท่าใดหรือ?” เนี่ยเทียนถูกหลิวเหยี่ยนอบรมสั่งสอนอยู่นาน ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงเปลี่ยนหัวข้อพูด
“อ้อ กระดูกสัตว์ชิ้นนั้นหรือ ดูเหมือนว่าจะจ่ายไปแค่สิบกว่าหินวิเศษนะ” หลิวเหยี่ยนตอบอย่างไม่คิดมาก แล้วจึงถามกลับด้วยความแปลกใจ “เ้าถามเื่นี้ทำไม?”
เขาไม่เคยสนใจกระดูกสัตว์ชิ้นนั้นมาก่อน ปีนั้นที่หยิบเอาออกมาในงานจับฉลากก็แค่เพื่อสมทบให้ครบจำนวนเท่านั้น
“สิบกว่าหินวิเศษ...” เนี่ยเทียนมองเกราะัเพลิงที่อยู่ในถุงผ้าหนึ่งครั้งแล้วถามอีกว่า “กระดูกสัตว์ชิ้นนั้นก็คืออาวุธที่ช่างหอของหลิงเป่าหลอมออกมาหรือ?”
“ไม่ใช่หรอก” หลิวเหยี่ยนส่ายหัว
เวลาผ่านไปนานเกินไป เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งถึงได้พูดอีกว่า “ประวัติความเป็มาของกระดูกสัตว์ชิ้นนั้น ค่อนข้างคล้ายคลึงกับเกราะัเพลิงที่เ้าซื้อมาในวันนี้”
“ช่างหลอมอาวุธของหอเป่าที่ขายให้ข้า วันนั้นเขาแนะนำว่าผู้ที่มาเยือนเป็คนแปลกหน้าคนหนึ่ง คล้ายจะาเ็หนัก ทั้งยังถูกคนไล่ฆ่าด้วย”
“ตอนนั้นเขาจนตรอกอย่างมาก ทั้งยังร้อนรนจำเป็ต้องใช้หินวิเศษ ดังนั้นจึงขายกระดูกสัตว์ให้กับหอเป่า”
“หลังจากที่คนผู้นั้นได้รับหินวิเศษก็หายตัวไปนับแต่นั้น ไม่มีใครพบเห็นเขาอีก”
“แต่ข้าได้ยินผู้ฝึกลมปราณของหอหลิงเป่าเล่าว่าหลังจากที่ขายกระดูกสัตว์ชิ้นนั้นให้กับหอเป่าแล้ว เขาก็บอกว่าให้หอเป่าเก็บรักษาไว้่หนึ่ง วันหน้าเขาจะมาไถ่คืนในราคาที่สูงกว่าเดิม”
“น่าเสียดายที่เขาไม่ได้กลับมาใน่เวลาที่นัดหมายเอาไว้”
“กระดูกสัตว์ชิ้นนั้นไม่ใช่วัตถุล้ำค่าอะไร หอเป่าเองก็ไม่ได้ให้ความสนใจ ไม่นานจึงเอาออกมาวางขาย”
หลิวเหยี่ยนอธิบายความเป็มาของกระดูกสัตว์ชิ้นนั้นให้เนี่ยเทียนฟังอย่างละเอียด จากนั้นจึงเอ่ยถาม “ทำไมหรือ? เ้าดูสนใจกระดูกสัตว์ชิ้นนั้นมากเลยนะ?”
“ข้าจำได้ว่า เ้ากับกระดูกสัตว์ชิ้นนั้น... ไม่มีการตอบรับทางพลังิญญาต่อกัน เ้าถามมากมายไปทำไม?”
“แค่ถามเฉยๆ น่ะขอรับ” เนี่ยเทียนยิ้ม กล่าวอีกว่า “ท่านลุงหลิว ข้ารบกวนท่านช่วยเอาเกราะวิเศษชิ้นนี้ไปให้ที่ห้องพักของข้าได้หรือไม่?”
“เ้านี่นะ แม้แต่ยกยังยกไม่ขึ้น ไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมเ้าถึงได้เลือกมัน” หลิวเหยี่ยนบ่นพึมพรำ หยิบเอาเกราะัเพลิงที่วางไว้ในถุงผ้าขึ้นมา “หนักมากจริงๆ ด้วย! เกราะวิเศษที่หนักขนาดนี้ ขนาดข้าสวมก็ยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามใจหวัง ไม่เพียงแต่ไม่เพิ่มพลังในการรบ กลับยังส่งผลกระทบต่อตัวข้าเองด้วย!”
พอััได้ถึงน้ำหนักของเกราะัเพลิง เขาจึงถลึงตาใส่เนี่ยเทียนอีกหนึ่งครั้ง จากนั้นพูดว่า “เ้าหนู พรุ่งนี้ไปซื้อกำไลเก็บของมาสักชิ้นหนึ่งเถอะ มิฉะนั้นของหลายชิ้นจะพกพาไม่สะดวก”
“ในงานพินิจของวิเศษก็ขายวัตถุที่ใช้เก็บของด้วยหรือ?” ดวงตาเนี่ยเทียนเป็ประกาย
เขาเคยได้ยินถึงความสะดวกของวัตถุวิเศษประเภทที่ใช้เก็บของมานานแล้ว และก็รู้ด้วยว่าวัตถุแบบนั้นล้ำค่ามาก ผู้ฝึกลมปราณที่ขอบเขตค่อนข้างต่ำ นอกจากมีฐานะไม่ธรรมดาแล้ว มิฉะนั้นก็ยากที่จะได้วัตถุวิเศษประเภทที่ใช้บรรจุสิ่งของ
“มีอยู่หลายชิ้นเลยล่ะ” หลิวเหยี่ยนคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “เดิมที ด้วยระดับขอบเขตของเ้าในตอนนี้ บนร่างไม่มีทางมีสิ่งของมากมายนัก ดังนั้นจึงยังไม่จำเป็ต้องมีกำไลเก็บของ แต่ตอนนี้เ้าซื้อเกราะัเพลิง แถมตัวเ้าเองก็ยกไม่ไหว ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเป็สิ่งที่จำเป็อย่างมากแล้วล่ะ”
“อีกอย่าง เ้าเดินเตร่อยู่นานขนาดนั้นก็ดูเหมือนจะยังหาอาวุธวิเศษที่เหมาะสมกับตัวเองไม่เจอ ต่อไปสักวันเ้าก็ต้องได้ใช้กำไลเก็บของอยู่ดี ซื้อมาไว้ล่วงหน้าก็ไม่เสียหาย”
เนี่ยเทียนกล่าวอย่างกระตือรือร้น “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปซื้อ”
ระหว่างที่คนทั้งสองพูดคุยกัน หลิวเหยี่ยนก็หิ้วถุงใบนั้นเดินมาถึงห้องหินที่พักของเนี่ยเทียน เขาโยนถุงทิ้งไว้บนพื้น ไม่ได้พูดเกลี้ยกล่อมให้เนี่ยเทียนยกโทษให้อูซิ่งอาจารย์เขาอีก หมุนกายได้ก็เดินจากไป
หลังจากที่เขาจากไปแล้ว เนี่ยเทียนปิดประตูแน่นสนิท แล้วเปิดปากถุงผ้าออกเบาๆ
เกราะวิเศษที่ไม่สมบูรณ์แบบสีน้ำตาลเข้มชิ้นนั้นจึงค่อยๆ เผยตัวออกมาทีละนิด
ที่พูดว่าเกราะวิเศษชิ้นนี้ไม่สมบูรณ์แบบนั่นเป็เพราะตรงตำแหน่งหน้าอกของมัน มีรอยบุ๋มลงไปหนึ่งรอย ตรงรอยบุ๋มนั้นเดิมทีน่าจะมีสิ่งของบางอย่างอยู่ ทว่าตอนนี้กลับว่างเปล่า
ในสายตาเนี่ยเทียน หากสวมชุดเกราะลงบนร่าง รอยเว้าตรงหน้าอกนั่นก็จะเผยตำแหน่งหัวใจของเขาทันที
หัวใจ คือส่วนที่เปราะบางที่สุดของร่างมนุษย์ ต่อให้เกราะวิเศษตัวนี้มีพลังป้องกันที่น่าตะลึง แต่กลับไม่สามารถปกป้องหัวใจไว้ได้ นี่ถือว่าเป็เื่ที่น่าเสียดายอย่างใหญ่หลวง
ของชิ้นนั้นที่หายไปจากเสื้อเกราะวิเศษ หากได้ฝังกลับลงไปในรอยเว้านั่นก็จะชดเชยข้อเสียของเกราะวิเศษที่ไม่สมบูรณ์แบบนี้ได้
เมื่อถึงเวลานั้น เกราะวิเศษถึงจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ ไม่มีข้อบกพร่องอีก
“ของที่หายไป หากไม่ผิดไปจากที่คาดเอาไว้ล่ะก็ น่าจะเป็กระดูกสัตว์ชิ้นนั้น”
จ้องมองรอยเว้าตรงหน้าอกนั่นอยู่ครู่ใหญ่ เนี่ยเทียนก็ค่อยๆ แอบเอากระดูกสัตว์ที่ซ่อนไว้กับตัวออกมาเทียบกับรอยเว้านั่น
เมื่อลองเทียบอยู่สองที เขาก็รู้ว่าการคาดเดาของเขาถูกต้อง
เขาดูออกว่าขอแค่เขากดกระดูกสัตว์ลงไป ก็จะสามารถเชื่อมต่อรอยเว้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้เกราะวิเศษกลับคืนสู่สภาพเดิมที่ควรเป็
“ไม่ได้...”
เขาที่เดิมทีปรารถนาอยากลองเต็มที่ เกิดฉุกคิดขึ้นมาได้จึงรีบหยุดมืออย่างรวดเร็ว
เขายังจำได้ว่าลำพังแค่กระดูกสัตว์ชิ้นนั้น หากมันเผยความมหัศจรรย์ออกมาก็จะทำให้เกิดรอยแยกของห้วงมิติทันที ทำให้ท้องฟ้าราบเรียบที่ครอบคลุมตลอดทั้งปฐีเกิดรอยร้าวมากมายหลายเส้น
กระดูกสัตว์มาจากเกราะัเพลิง หากฝังมันลงไปแล้วก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาล ผู้ฝึกลมปราณตลอดทั้งหอหลิงเป่าก็จะสังเกตเห็นที่นี่ทันทีทันใด
แม้ว่าจะใคร่รู้อย่างถึงที่สุด ทว่าเขายังข่มกลั้นเอาไว้ ไม่ได้กระทำการบุ่มบ่ามใดๆ ในหอหลิงเป่าแห่งนี้
เขาลูบคลำกระดูกสัตว์ จ้องเกราะัพลังอยู่ครู่หนึ่งก็เก็บกระดูกสัตว์ไว้กับตัวให้ดีอีกครั้ง วางแผนว่าหากออกจากหอหลิงเป่ากลับไปถึงูเาด้านหลังสำนักหลิงอวิ๋นเมื่อใด ค่อยศึกษาความมหัศจรรย์ของเกราะัเพลิงและกระดูกสัตว์ช้าๆ
คืนนั้น
เนี่ยเทียนนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างเกราะัเพลิง หยิบเอาหินวิเศษออกมาหนึ่งก้อน เริ่มฝึกบำเพ็ญตบะอย่างที่เคยทำเป็ประจำ
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ััได้ว่ากระดูกสัตว์ที่อยู่ข้างเอวค่อยๆ ร้อนขึ้นมา
เขาที่ััได้ถึงความผิดปกติจึงปล่อยกระแสจิตไปรับัั แล้วจึงสังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่ามีพลังงานเล็กบางมากมายหลายกลุ่มก้อนที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทว่าััได้ด้วยกระแสจิตกำลังแผ่ซ่านออกมาจากรูขุมขนทั่วร่างของเขา
เขาใช้พลังจิตไปตามหาพลังงานที่เล็กละเอียดเ่าั้ ตั้งใจรับัั พบว่าพลังงานเล็กละเอียดเ่าั้ได้ไหลทะลักเข้าไปยังเกราะัเพลิงที่อยู่ด้านข้าง
“พลังงานเ่าั้...”
เขาแอบใคร่ครวญอยู่กับตัวเอง ใช้จิตไปตรวจสอบ พลันตระหนักได้ว่าต้นกำเนิดของพลังงานเ่าั้มาจากเืเนื้อของเขา!
จากคำบอกเล่าของอาจารย์เขา ทุกสิ่งมีชีวิตของชนเผ่ามากมายมีพลังในการฝึกฝนทั้งหมดสามประเภทได้แก่ พลังิญญา พลังแห่งสายเื และพลังแห่งจิติญญา
และพลังแห่งสายเืก็ยังเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพลังแห่งเืเนื้อ ซึ่งก็คือพลังวิเศษประเภทหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในเืเนื้อและกระดูกของสิ่งมีชีวิต
พลังงานเช่นนี้มีเพียงพวกต่างเผ่าที่มีสายเืพิเศษและร่างของสิ่งมีชีวิตใหญ่ั์ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่ตอนเกิดมาถึงจะััได้ ทั้งยังสามารถฝึกพลังนี้ได้ถึงระดับสูงสุดด้วย
คนเผ่ามนุษย์ส่วนใหญ่ ต่อให้ฝึกฝนพลังแห่งเืเนื้ออย่างยากลำบากไปตลอดชีวิต ก็ไม่มีทางเปรียบเทียบกับต่างเผ่าที่มีสายเืพิเศษเ่าั้ได้แน่นอน
และก็ด้วยเหตุนี้ การฝึกบำเพ็ญตบะของเผ่ามนุษย์จึงมักจะใช้พลังิญญาเป็หลัก รอจนถึงขอบเขตสูงในระดับหนึ่งแล้ว ค่อยไปศึกษาและทำความเข้าใจกับเวทลับพลังจิติญญา
ทว่าตัวเขา แท้จริงแล้วตอนที่อยู่ในโลกมายามรกต เมื่อได้กินเนื้อสัตว์วิเศษจำนวนมาก ก็ััได้แล้วว่ากระแสอบอุ่นที่มีแหล่งกำเนิดมาจากเนื้อสัตว์วิเศษล้วนแผ่กระจายไปตามโครงกระดูกแขนขาทั้งสี่ของเขา จึงรู้ว่านี่คือพลังงานหนึ่งที่แตกต่างไปจากพลังิญญาอื่นๆ
ภายหลัง จากการอธิบายของท่านอาจารย์เขา เขาจึงเริ่มมั่นใจว่าพลังงานประเภทนั้นก็คือพลังของเืเนื้อ
ตอนนี้พลังเืเนื้อเ่าั้ที่ซุกซ่อนอยู่ตามส่วนลึกในร่างกายเขา เมื่อเขาใช้หินวิเศษบำเพ็ญตบะจึงค่อยๆ แผ่กระจายออกมา แล้วพุ่งเข้าไปในเกราะัเพลิง...
“กระดูกสัตว์!”
รับััอยู่อีกครู่หนึ่ง เขาตระหนักได้ว่ากระดูกสัตว์ที่เปลี่ยนมาเป็อุ่นร้อนคล้ายกำลังกระตุ้นพลังเืเนื้อในร่างของเขาอย่างเงียบๆ แล้วชักนำมันไปยังเกราะัเพลิง
เขายิ่งมั่นใจเข้าไปใหญ่ว่า กระดูกสัตว์ก็คือส่วนหนึ่งของเกราะัเพลิง!
“กระดูกสัตว์ดึงเอาพลังเืเนื้อของข้าเข้าไปในเกราะัเพลิง สำหรับข้าแล้วมันถือว่าเป็เื่ดีหรือร้ายกันแน่?” เขาครุ่นคิด แต่กลับหาคำตอบไม่ได้ “ช่างเถอะ ปล่อยไปก่อนชั่วคราวก็แล้วกัน”
ไม่ได้สนใจความเคลื่อนไหวเล็กๆ ระหว่างกระดูกสัตว์และเกราะัเพลิง เขายังคงใช้หินวิเศษมาฝึกบำเพ็ญตบะ เนิ่นนาน เมื่อเขายุติการฝึกลง เขาก็ััได้ว่าร่างกายอ่อนเพลียเล็กน้อย
ลืมตาขึ้น เขารวบรวมสมาธิไปมองเกราะัเพลิง เห็นว่าเกราะัเพลิงสีน้ำตาลเข้มชิ้นนั้น หลังจากที่ดูดเอาพลังเืเนื้อบริสุทธิ์ในร่างกายของเขาออกไปครู่หนึ่ง ก็คล้ายจะมีประกายแสงสีแดงเปล่งวาบขึ้นมา
“เกราะัเพลิง...”
ไม่ได้หยิบเอากระดูกสัตว์ชิ้นนั้นออกมา เขายื่นฝ่ามือออกไปวางนาบลงบนจุดหนึ่งของเกราะ
วินาทีที่มือััโดน ความรู้สึกมหัศจรรย์ระลอกหนึ่งพลันพุ่งเข้ามาที่หัวใจของเขา
เขารู้สึกว่า ระหว่างเขาและเกราะัเพลิง คล้ายจะมีความสัมพันธ์ที่ลึกลับบางอย่างต่อกัน...
ความรู้สึกเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นตอนที่เขาัักับเกราะัเพลิงเป็ครั้งแรกตอนอยู่ในหอเรือนหินแห่งนั้น
“ใช้พลังเืเนื้อไปบำรุงให้เกราะัเพลิงอบอุ่น หรือว่า... จะทำให้ค่อยๆ ได้รับการยอมรับ? หรือเกราะัเพลิงนี้จะเป็เหมือนกระดูกสัตว์ที่จำเป็ต้องใช้พลังงานมหาศาล ถึงจะแสดงประสิทธิภาพที่แท้จริงออกมาได้?”
อยู่ๆ เขากพลันนึกไปถึงตอนแรกสุดที่เขาได้กระดูกสัตว์มาครอง ตอนนั้นกระดูกสัตว์ธรรมดาอย่างถึงที่สุด ไม่มีแสงใดเปล่งออกมาสักนิด
จนกระทั่งกระดูกสัตว์เริ่มดูดเอาพลังเปลวเพลิงมาจากหินเมฆอัคคี มันถึงได้ค่อยๆ เผยความมหัศจรรย์ รอจนกระดูกสัตว์ดูดเอาพลังเปลวเพลิงจากหินเมฆอัคคีในถ้ำมาจนเกลี้ยงทุกก้อนแล้ว เืหยดหนึ่งในกระดูกสัตว์จึงก่อตัวสำเร็จ กระดูกสัตว์นั่นจึงเปลี่ยนมาเป็มหัศจรรย์มากขึ้น หลังจากนั้นก็พาเขาไปยังดินแดนลึกลับที่ไม่มีใครรู้จัก มอบวาสนาครั้งยิ่งใหญ่ให้กับเขา
กระดูกสัตว์จำเป็ต้องดูดพลังเปลวเพลิง ส่วนเกราะัเพลิงก็คล้ายจำเป็ต้องดึงเอาพลังบริสุทธิ์จากเืเนื้อในร่างของเขา
“ดูท่า หากคิดจะทำความเข้าใจเกราะัเพลิง ได้รู้ความมหัศจรรย์ของมันอย่างแท้จริง ข้าคงจำเป็ต้องเสียสละตัวเองเสียก่อน” เขาพึมพำเสียงเบา แอบคิดว่า “ของสิ่งนี้ ให้ดีที่สุดไม่ควรเอาออกมาข้างนอกบ่อยๆ ข้า้ากำไลเก็บของสักชิ้นจริงๆ”
ดังนั้นเช้าตรู่วันที่สอง เขาจึงบอกความ้ากับหลิวเหยี่ยนว่า วันนี้เขาจะซื้อกำไลเก็บของชิ้นหนึ่ง
“เนี่ยเทียน เ้ามาที่หอหลิงเป่าเหตุใดถึงไม่มาหาข้า?”
ตอนเช้า หลังจากเขาเอาเกราะัเพลิงฝากเก็บไว้ในกำไลเก็บของของเจียงหลิงจูชั่วคราวแล้วจึงเตรียมตัวจะออกเดินทาง ทว่ากลับเห็นพันเทาที่เดินมาถึงนอกหอเรือนด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“คือว่า พอดีสองวันนี้ข้ามีธุระเยอะมากเลย” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยรอยยิ้มประจบ
“อ้อ เื่ที่เ้ารับอันซืออี๋เป็พี่สาวบุญธรรม ข้าก็พอได้ยินมาบ้างแล้ว” พันเทาถอนหายใจหนึ่งครั้ง กล่าว “อันซืออี๋คือพี่สาวของอันอิ่ง เดิมทีข้าเองก็อยากช่วย แต่...”
เขาส่ายหัว มองเห็นคนอื่นๆ ของสำนักหลิงอวิ๋นเดินออกมาจึงหยุดพูด
“ไปกันเถอะ! วันนี้ข้าจะพาเ้าเดินเล่นเอง คนของสำนักหลิงอวิ๋นอย่างพวกเ้าจะคุ้นเคยกับหอหลิงเป่าดีกว่าข้าได้อย่างไร? ไม่ว่าเ้า้าอะไร ถามพวกเขาก็สู้ถามข้าไม่ได้หรอก!”
พันเทาดึงตัวเนี่ยเทียนจากไปโดยไม่คิดสนใจคนอื่นๆ ของสำนักหลิงอวิ๋น
-----
