ตี้หลิงหานเอามือไพล่หลัง จมดิ่งอยู่ในความคิดของตน ดวงตาของเขาชัดเจนและไม่สั่นคลอนดั่งทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ในสมัยโบราณ พาให้ผู้ที่พบเห็นมิอาจคาดเดาความคิดจิตใจของเขาได้
“องค์รัชทายาท บุตรสาวของกระหม่อมกล่าวว่าพระองค์เป็คนมีไหวพริบ มากแผนการและเฉลียวฉลาด นางสามารถคิดออกมาได้ เช่นนั้นพระองค์ก็ย่อมคิดได้เช่นกัน ทว่าใจของกระหม่อมมิอาจสงบได้ หากสิ่งที่บุตรสาวของกระหม่อมคาดเดานั้นถูกต้อง ผู้ที่อยู่เื้ัย่อมน่ากลัวเป็อย่างยิ่ง ดังนั้นกระหม่อมจึงรีบร้อนมารบกวนพระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
มู่เอ้าเทียนอธิบาย
เมื่อได้ยินคำพูดของมู่เอ้าเทียน คิ้วของตี้หลิงหานก็เลิกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขามองมู่เอ้าเทียนพลางกล่าวว่า “คำพูดเหล่านี้มาจากคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่หรือ?”
มู่เอ้าเทียนตกตะลึง ในใจลอบคิดว่าองค์รัชทายาทตรัสเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? พระองค์ทรงสงสัยในความตั้งใจของฮวาเหยียน? หรือว่าเดิมทีก็ทรงไม่เชื่ออยู่แล้ว...
หากเป็เช่นนี้จริง การที่เขารีบร้อนมาที่นี่ก็นับว่าประมาทเลินเล่อแล้วจริงๆ
หัวใจของเขาพลันเย็นเฉียบขึ้นมาทันที
พริบตาถัดมา จู่ๆ ก็ได้ยินคำกล่าวที่มิอาจคาดเดาอารมณ์ได้ขององค์รัชทายาทว่า “คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่สรรเสริญเปิ่นกงว่าฉลาดล้ำมากแผนการ มีไหวพริบอย่างหาที่เปรียบมิได้หรือ?”
ผู้ที่มีปัญญาแตกฉานเช่นมู่เอ้าเทียน ยามนี้กลับถูกคำถามขององค์รัชทายาทหนุ่มตรงหน้าพาให้มึนงง...
องค์รัชทายาทมิใช่ว่าสนใจผิดประเด็นหรือ ยามนี้สิ่งที่พระองค์ควรใส่ใจคือคนที่ลอบทำร้ายพระองค์นั้นอยู่ไม่ไกลตัว!
“หืม?”
เมื่อเห็นว่ามู่เอ้าเทียนมิตอบคำ ตี้หลิงหานจึงหันศีรษะมองเขา
มู่เอ้าเทียนฟื้นคืนสติ สมองกลั่นกรองคำพูดที่บุตรสาวของตนเคยกล่าวไว้ “ท่านพ่อ มิต้องไปหรอกเ้าค่ะ สิ่งที่ข้าคิดได้ ตี้หลิงหานย่อมคิดได้เช่นกัน เขามิใช่คนโง่ ตรงกันข้าม จิตใจของเขาเ้าเล่ห์เป็อย่างยิ่ง แม้แต่บุตรสาวของท่านที่ฉลาดหลักแหลมยังตกหลุมพราง วิ่งเต้นอยู่ในมือของเขาถึงสองครั้งสองครา คิดว่าคนเช่นนี้ต้องรอให้ท่านพ่อไปเตือนด้วยหรือเ้าคะ?”
มู่เอ้าเทียน “...”
บุตรสาวตั้งแง่ต่อองค์รัชทายาทมิน้อยเลย หายากยิ่งที่ทั้งสองจะปรองดองกันได้ เื่ราวก่อนหน้าถือว่าเป็โมฆะไปแล้ว อย่างไรก็มิอาจเติมน้ำมันเข้ากองไฟ ดังนั้นจึงไม่สามารถกล่าวคำนั้นออกมา
เห็นเพียงแม่ทัพมู่ผู้ซื่อตรงไม่ประจบสอพลอพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “พ่ะย่ะค่ะ บุตรสาวของกระหม่อมสรรเสริญพระองค์จริงๆ”
สิ้นเสียง พลันเห็นว่าพระพักตร์ขององค์รัชทายาทที่เ็าอยู่เสมอคล้ายจะยิ้มบางออกมา? ทว่าเมื่อมองดูอีกครั้ง กลับยังคงเป็ใบหน้าไร้อารมณ์เช่นเดิม มู่เอ้าเทียนครุ่นคิด เกรงว่าตนคงเข้าใจผิดไปเองกระมัง
“ขอบใจแม่ทัพมู่มากสำหรับการมาเยือนครานี้ ความกรุณาของเ้าย่อมถูกจดจำเอาไว้”
ตี้หลิงหานกล่าว
แต่มู่เอ้าเทียนกลับรีบร้อนโบกมือ “องค์รัชทายาทตรัสเยินยอกันเกินไปแล้ว นี่นับเป็ความกรุณาอันใด อีกทั้งสิ่งที่บุตรสาวของกระหม่อมคาดเดาอาจมิถูกต้อง แต่เป็การดีกว่าหากพระองค์จะทรงระวังมากกว่านี้พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม”
ตี้หลิงหานพยักหน้า แสดงออกว่าเขาได้จดจำเอาไว้แล้ว
“องค์รัชทายาท เช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
มู่เอ้าเทียนประสานมือคำนับ ตี้หลิงหานเองก็คำนับกลับเช่นกัน และทันใดนั้นก็พูดว่า “วานแม่ทัพมู่กล่าวขอบใจคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่แทนเปิ่นกงด้วย การคาดเดาของนางมีความสำคัญต่อเปิ่นกงยิ่ง รวมถึงขอบใจสำหรับคำชมของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่เช่นกัน”
เมื่อได้ยินคำพูดของตี้หลิงหาน มู่เอ้าเทียนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก คำพูดของเขาถูกนำแจ้งให้คนตรงหน้ารับรู้แล้ว และคล้ายว่าพระองค์จะทรงจดจำไมตรีที่บุตรสาวของเขามอบให้ได้ เช่นนั้นการมาเยือนครานี้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
แต่ท้ายที่สุดกลับเป็ฐานะของเขาที่อ่อนไหวนัก ตัวเขาที่ได้รับพระราชทานนามอ๋อง บุตรชายเป็ถึงแม่ทัพ มีกองกำลังยิ่งใหญ่ในมือ ดังนั้นจึงมิอาจสานสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์รัชทายาทได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในสายตาของผู้ที่มีใจคิดคดได้ทีขี่แพะไล่ ดังนั้นจึงต้องทูลลาโดยเร็ว
พอตี้หลิงหานส่งมู่เอ้าเทียนกลับแล้ว เขาก็นั่งอยู่คนเดียวในห้องหนังสือเป็นาน หลายปีที่ผ่านมาเขาถูกพิษในกายทำให้ทรมานจนอยู่มิสู้ตาย หลายคราที่เขาคิดจะจบชีวิตของตนเองลง ทว่ากลับยังมิเต็มใจ ยังปรารถนาที่จะรู้ว่าเป็ผู้ใดที่ทำร้ายตน
หลังจากผ่านประสบการณ์ความเ็ปราวกับมีหนามน้ำแข็งคอยทิ่มแทง และความทรมานดั่งไฟโหมบดขยี้ เขาคิดว่าท้ายที่สุดตนคงต้องตายอย่างเงียบเชียบ ไร้เสียงไร้ข่าว ทว่าพริบตานั้นเขากลับได้รับรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในร่างเขามิใช่พิษเพลิงเย็น แต่เป็หนอนกู่เพลิงเย็น
แตกต่างเพียงคำเดียว ทว่าผลของมันแตกกันราวฟ้ากับเหว
ย่อมหมายความว่ามีใครบางคนไม่้าให้เขาตาย ทว่าปรารถนาให้เขาอยู่มิสู้ตาย
คนผู้นั้นเป็ผู้ใด? การคาดเดาของเขากับมู่อันเหยียนสอดคล้องกันโดยบังเอิญ บุคคลนั้นต้องเป็คนที่อยู่เคียงข้างและใกล้ชิดกับเขาอย่างแน่นอน
...
ฮวาเหยียนรอคอยอยู่ในจวนของตนเป็เวลาถึงสามวัน นางเก็บตัวจนแทบจะมีราขึ้นทั้งร่างแล้ว ั้แ่วันที่ได้ระบายความในใจออกมาจนหมดเปลือกกับพ่อลูกตระกูลมู่ คาดเดาว่าเื่หอนางโลมเมื่อสี่ปีก่อนมีคนลอบคิดร้ายบงการอยู่เื้ั ทั้งสองจึงเห็นความสำคัญของทหารยามในจวนนาง แม้แต่คนรับใช้ในจวนก็มีมากขึ้นเป็สองเท่าจากเมื่อก่อน
สองสามวันที่ผ่านมานางสบายดียิ่ง ป้อนอาหารเ้าลาน้อย ลูบไล้ขนของเสี่ยวไป๋ ไปดูอาการาเ็สาหัสของฉิงคง สาวใช้ตัวน้อยของนางมีไข้ เดี๋ยวเป็เดี๋ยวหาย งัวเงียเซื่องซึม ใน่ไม่กี่วันนี้อาการยังไม่ดีขึ้นเท่าไรนัก ทว่าก็รอดพ้นจากการติดเชื้อแล้ว ไม่เป็อันตรายถึงชีวิตอีก
ท่านพ่อสร้างเรือนโอสถเล็กในจวนให้หยวนเป่า บุตรชายแสนรักของนางมีความสุขหาใดเปรียบ เขาตั้งใจศึกษาค้นคว้าทางการแพทย์อย่างเต็มที่
ไม่กี่วันมานี้นางอยู่ในจวนของตนเอง ไม่ว่าผู้ใดล้วนไม่พบ มู่ชิงอวิ้นมาหานางถึงสองครั้ง ทว่ากลับมิได้เห็นแม้แต่หน้าของนาง
เย็นวันนั้น มู่เอ้าเทียนกลับมายังจวนตระกูลมู่พร้อมกับคนผู้หนึ่ง และพามาอยู่เบื้องหน้าฮวาเหยียน
ฮวาเหยียนมองดู บุรุษผู้นี้อายุประมาณสิบเจ็ดหรือสิบแปดปี มีใบหน้าอ่อนเยาว์ แต่งกายชุดดำทั้งตัว ยืนตรงตระหง่าน สะพายกระบี่อยู่ด้านหลัง ฮวาเหยียนย่อมรู้จักคนผู้นี้ นางเพิ่งพบเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน เป็วันที่ตี้หลิงหานถูกลอบสังหาร มีองครักษ์เงาผู้หนึ่งด่านางอยู่เป็นาน ทว่าสุดท้ายกลับขออภัยและขอบคุณนางอย่างกระอักกระอ่วน คล้ายว่าเขาจะถูกเรียกขานว่าอั้นฉี
“เหตุใดเ้าถึงมาอยู่ที่นี่?”
ฮวาเหยียนจับจ้องคนตรงหน้าอย่างสงสัย
มู่เอ้าเทียนอธิบายว่า “เป็องค์รัชทายาทส่งคนมา ตรัสว่าเพื่อปกป้องความปลอดภัยของเ้ากับหยวนเป่า”
“ข้าน้อยอั้นฉีขอคารวะแม่นางมู่”
เ้าของใบหน้าอ่อนเยาว์ทำความเคารพฮวาเหยียน
ฮวาเหยียนมองบิดาของตน จากนั้นจึงมองอั้นฉี เครื่องหมายคำถามแปะอยู่กลางหน้าผากนาง “ตี้หลิงหาน้าทำอันใด? ส่งองครักษ์เงาของตนมาเพื่อปกป้องข้ากับหยวนเป่า? ล้อเล่นแล้วกระมัง ข้ากับหยวนเป่าต้องให้ผู้อื่นปกป้องด้วยหรือ? เกรงว่าเขาคงส่งคนมาจับตาดูข้าเสียมากกว่า!”
ฮวาเหยียนงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่ออย่างรวดเร็ว
อั้นฉีกระอักกระอ่วนยิ่ง ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขาแดงก่ำ คำพูดของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ยังคงกำเริบเสิบสานเช่นเดิม
“ผิดแล้ว พระองค์มีเจตนาดี เื่นี้เป็พ่อที่กล่าวต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์เอง อย่างไรชีวิตของหยวนเป่ากับองค์รัชทายาทก็เกี่ยวพันกันอย่างแแ่ และนี่ถือเป็การให้ความสำคัญกับหยวนเป่าด้วย ลูกรัก เ้าอย่าปฏิเสธความหวังดีของพระองค์เลย”
มู่เอ้าเทียนเตือนนาง
ในใจของเขาร้อนรุ่มเป็กังวล หลังจากการสนทนาเมื่อสองสามวันก่อน เขาก็นอนหลับไม่สนิทติดต่อกันถึงสองคืน ประสาทของเขาตึงเครียดเป็อย่างยิ่ง กลัวว่าเมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง จะมีเื่เกิดกับบุตรสาวและหลานชายของตน
เป็เหตุให้เขาสติมิแจ่มชัด ใจลอยไม่อยู่กับตัวยามเข้าประชุมในท้องพระโรง สภาพเช่นนี้ถูกตี้หลิงหานเห็นอยู่ในสายตา เขาเพียงพูดจาเลื่อนเปื้อนไปไม่กี่คำ ทว่ามิรู้องค์รัชทายาทผู้นี้มีปัญญาล้ำเลิศเพียงใด วันนี้จึงได้ส่งองครักษ์เงาของตนมาที่นี่
อั้นฉี วิทยายุทธ์อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นสอง เชี่ยวชาญด้านอำพรางตัวตน เหมาะสมต่อการป้องกันการลอบทำร้ายเป็อย่างยิ่ง
เมื่อมู่เอ้าเทียนได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกพอใจยิ่ง
“ข้าไม่้า รีบกลับไปเสียเถิด จะกล่าววาจาน่าฟังเพื่ออันใด เห็นได้ชัดว่าเขาส่งสายสืบมาอยู่ข้างกายข้า ตี้หลิงหานผู้นี้ช่างน่ารังเกียจและไร้ยางอาย เป็องค์รัชทายาทชั่วเ้าแผนการ!”
