บทที่ 7
ซูว่านฉีบ้าไปแล้วหรือ?!
ซูว่านฉีเฝ้ารอมาทั้งวันทั้งคืน
รอบๆ เรือนของนางราวกับถูกผนึกไว้ อย่าว่าแต่เงาคนเลย แม้แต่แมลงวันสักตัวก็ไม่โผล่มาให้เห็น ซูว่านฉีััถึงแสงแดดยามเช้าพลางค่อยๆ หลับตาลง เพื่อซ่อนความฉงนในแววตา
หรือว่าเ้าสำนักไท่ชิงจะสั่งการอะไรลงมา?
ตามความเข้าใจที่นางมีต่อเ้าสำนักไท่ชิง ลำพังแค่ทิ้งสมบัติป้องกันไว้บนตัวนางก็น่าจะเพียงพอแล้ว ตามหลักแล้วไม่น่าจะถึงขั้นออกคำสั่งพิเศษที่เกี่ยวกับนางโดยเฉพาะ ส่วนผู้าุโทั้งสองจากตำหนักคุมกฎ ยิ่งเป็ไปไม่ได้ที่จะทำอะไรเกินกว่าเหตุ
สมมติว่าเ้าสำนักหนิงทิ้งสมบัติป้องกันไว้บนตัวนางจริง แล้วเงื่อนไขการทำงานของมันคืออะไร? และมันจะมีอานุภาพการป้องกันแข็งแกร่งเพียงใด?
เดิมทีพวกที่ชอบมาหาเื่เ้าของร่างเดิมคือ "กลุ่มตัวอย่าง" ที่ดีที่สุดในการทดลอง เพราะคนพวกนั้นมีเหตุผลเต็มเปี่ยมที่จะลงมือกับนาง ในขณะเดียวกันระดับพลังฝีมือก็ยังอยู่ในขั้นที่ควบคุมได้
ซูว่านฉีรีบจัดระเบียบอารมณ์ของตัวเองอย่างรวดเร็ว นางลืมตาขึ้น พยายามสะกดกั้นความเสียดายในใจ และมองไปข้างหน้าอย่างราบเรียบ
ตามเนื้อเื่ในนิยายต้นฉบับ ไม่นานนางเอก เจียงชิวหนิง ก็จะฟื้นขึ้นมา และเมื่อนางฟื้น ตระกูลเจียง... สำนักไท่ชิงคงไม่อาจกดดันเื่นี้ไว้ได้อีก
ต่อให้เป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ที่มีรากฐานแข็งแกร่ง หากพวกเขามุ่งมั่นจะเอาชีวิตนางจริงๆ ต่อให้เ้าสำนักหนิงทิ้งสมบัติป้องกันไว้ ก็อาจจะคุ้มครองนางไม่ได้ตลอดไป
นางไม่อยากตาย นางอยากมีชีวิตอยู่ ั้แ่วินาทีที่นางลืมตาขึ้นมาในโลกใบนี้ ทุกสิ่งที่นางทำล้วนเพื่อรักษาชีวิตให้อยู่รอดต่อไป
ตอนนี้ไม่มีเวลามาพะวงเื่การทดสอบสมบัติป้องกันที่ "อาจจะ" มีอยู่อีกแล้ว สิ่งที่นางต้องทำคือการเป็ฝ่ายรุก เพื่อสลายความเกลียดชังและความระแวงที่เจียงชิวหนิงมีต่อนาง
เมื่อคิดได้ดังนั้น ขนตาหนางอนของนางก็สั่นไหวเล็กน้อย ตอนนี้ นางเพียงแค่ต้องทดสอบด้วยตัวเองว่า สมบัติป้องกันนั้นจะกลายเป็อุปสรรคต่อแผนการขั้นต่อไปของนางหรือไม่
บนเตียงหยกเย็นที่ช่วยบำรุงร่างกายและปรับสมดุลพลังปราณ มีร่างอันงดงามและอ่อนโยนร่างหนึ่งนอนอยู่
เจียงชิวหนิงคือบุตรสาวของผู้นำตระกูลเจียง นางเป็คนที่มีพร์ดีที่สุดและมีไหวพริบปฏิภาณเลิศเลอที่สุดในบรรดาคนรุ่นหลังของตระกูลเจียง ด้วยวัยเพียงร้อยปีนางก็ถูกแต่งตั้งให้เป็ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไป
ทว่าตอนนี้ นางกลับนอนหลับตาแน่นอยู่บนเตียงหยกเย็น แม้กลิ่นอายรอบกายจะเริ่มเสถียรขึ้นแล้ว แต่ก็ยังคงหมดสติไม่ฟื้น
ฉู่ชิงชวนนั่งอยู่ข้างเตียง แววตาเต็มไปด้วยความกังวล ในตอนนั้นเอง คนที่หลับใหลมานานถึงสองวันก็ลืมตาขึ้น เผยให้เห็นดวงตาเป็ประกายดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง
ฉู่ชิงชวนเห็นดังนั้นก็ร้องเรียกด้วยความดีใจ “ชิวหนิง เ้าฟื้นแล้วหรือ?”
เมื่อเจียงชิวหนิงได้ยินเสียง นางก็แย้มยิ้มออกมาโดยสัญชาตญาณ นางเอียงหน้ามอง มือขาวเนียนดุจหยกวางลงบนมือของฉู่ชิงชวนที่วางอยู่ขอบเตียงอย่างแ่เบา สายตาอ่อนโยน “ชิงชวน ทำให้เ้าต้องเป็ห่วงแล้ว”
ฉู่ชิงชวนกุมมือนางกลับ อีกมือหนึ่งช่วยพยุงนางลุกขึ้นนั่งพิงหมอนอย่างทะนุถนอม จากนั้นเขาก็หยิบน้ำทิพย์คืนวสันต์ที่อุ่นไว้ด้วยไฟิญญามาจ่อที่ริมฝีปากนางพลางถามด้วยความห่วงใย
“ชิวหนิง ตอนนี้เ้าสิรู้สึกอย่างไรบ้าง มีตรงไหนที่ไม่สบายตัวอีกไหม?”
เจียงชิวหนิงจิบน้ำทิพย์เล็กน้อยแล้วตอบเสียงเบาเพื่อปลอบโยน “เ้าลืมไปแล้วหรือ สมบัติวิเศษบนตัวข้าเพียงพอที่จะต้านทานเหตุสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งในตอนนั้นได้ ที่ข้าหมดสติไปก็แค่เพราะพลังปราณในร่างถูกกระแทกจนระดับพลังเกิดการสั่นคลอนเท่านั้น”
“ตอนนี้ก็นับว่าเป็โชคดีในคราวเคราะห์ ข้าอยู่ห่างจากระดับมหายาน ขั้นกลางเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด อีกไม่นานก็น่าจะทะลวงผ่านไปได้”
นางเอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อยเป็สัญญาณให้ฉู่ชิงชวนนำจอกน้ำออกไป พลางกะพริบตาถามว่า “ตอนที่ข้าหลับไป มีเื่อะไรเกิดขึ้นบ้างไหม?”
ทันทีที่เจียงชิวหนิงพูดจบ นางก็สังเกตเห็นสีหน้าของฉู่ชิงชวนที่แข็งทื่อไปวูบหนึ่ง นางจึงทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นและพูดต่ออย่างสงบนิ่ง
“หรือว่าเป็เพราะห่วงข้ามากเกินไป เ้าถึงได้ดูซูบเซียวขนาดนี้?”
ฉู่ชิงชวนลอบถอนหายใจออกมาแ่เบา ตอนนี้เขาไม่รู้จริงๆ ว่าจะอธิบายเื่ของซูว่านฉีให้เจียงชิวหนิงฟังอย่างไร เพราะความจริงคือซูว่านฉีทำผิดจริง ต่อให้จะมีเหตุผลเื้ัอย่างไร ก็ไม่อาจลบล้างความเ็ปที่เกิดกับชิวหนิงได้ เมื่อคิดได้ดังนั้น ในใจของเขาก็เกิดความรู้สึกผิดต่อเจียงชิวหนิงขึ้นมาเล็กน้อย
เขาวางจอกน้ำไว้ด้านข้าง น้ำเสียงยิ่งนุ่มนวลและใส่ใจ “เ้าเพิ่งฟื้น ให้ความสำคัญกับร่างกายก่อนเถอะ เื่อื่นไว้ค่อยคุยกันวันหลังก็ได้”
เจียงชิวหนิงขยับคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าตามน้ำไป
ทันทีที่ข่าวการฟื้นของเจียงชิวหนิงแพร่ออกไป บรรดาศิษย์ที่สนิทสนมกับฉู่ชิงชวนและเจียงชิวหนิงต่างก็พากันมาเยี่ยมเยียน ต้วนจื่อเหวยยิ่งแล้วใหญ่ ทันทีที่รู้ข่าวเขาก็ฉีกยันต์เคลื่อนย้ายพริบตามาปรากฏตัวที่หน้าประตูห้องของเจียงชิวหนิงทันที
ฉู่ชิงชวนได้ยินเสียงดังจึงเดินออกมาขวางด้วยความขมวดคิ้ว “ต้วนจื่อเหวย ชิวหนิง้าการพักผ่อน...”
เขายังพูดไม่จบ ก็ถูกต้วนจื่อเหวยขัดขึ้นอย่างโอหัง “ในเมื่อชิวหนิง้าพักผ่อน แล้วทำไมเ้ายังอยู่ที่นี่อีกล่ะ?”
เขามองฉู่ชิงชวนั้แ่หัวจรดเท้าแล้วแค่นเสียงเหี้ยนพลางชูถุงมิติที่อัดแน่นไปด้วยของล้ำค่าในมือขึ้น “ชิวหนิงหมดสติไปตั้งนาน ย่อมต้องใช้ของวิเศษจาก์มาบำรุงร่างกาย”
เขาเอามือเท้าสะเอวและเชิดหน้ามองอย่างดูแคลน “ก็นะ คนที่มาจากตระกูลยากจนอย่างเ้าคง...”
ในตอนนั้นเอง เสียงอันอ่อนโยนจากภายในห้องก็ดังขึ้น ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียด “ชิงชวน ให้เขาเข้ามาเถอะ”
ฉู่ชิงชวนชะงักไปอึดใจหนึ่ง ปกติชิวหนิงจะสนับสนุนการตัดสินใจของเขาเสมอ และแทบไม่เคยขัดคำพูดของเขาต่อหน้าคนอื่นเลย แต่วันนี้ทำไมถึง...
ต้วนจื่อเหวยไม่สนว่าเขาจะคิดยังไง เขาจงใจเดินชนไหล่ฉู่ชิงชวนเข้าไปข้างใน พร้อมรอยยิ้มร่าเริง เมื่อเจียงชิวหนิงเห็นเขาก็ยิ้มรับและพยักหน้า
“สหายต้วน”
จากนั้นนางก็หันไปอธิบายกับฉู่ชิงชวนที่เดินตามหลังมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ข้าหมดสติไปนาน ย่อมมีสหายหลายคนที่เป็ห่วง วันนี้ถือโอกาสพบปะทุกคนเสียหน่อยเพื่อให้พวกเขาสบายใจ”
นางผ่อนเสียงให้อ่อนโยนลงอีก “หลังจากวันนี้ ข้าสัญญาว่าจะพักผ่อนให้ดี ตกลงไหม?”
สีหน้าที่แข็งทื่อของฉู่ชวนค่อยๆ ผ่อนคลายลง เขาพยักหน้ายิ้มๆ “ควรจะเป็เช่นนั้น”
ต้วนจื่อเหวยไม่อยากเห็นฉากเลิฟซีนของทั้งคู่ เขาจึงแอบเบียดฉู่ชิงชวนออกไปแล้วรีบวางถุงมิติลงบนโต๊ะข้างๆ ราวกับจะประจบประแจง ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ศิษย์คนอื่นๆ ที่รู้ข่าวการฟื้นของเจียงชิวหนิงก็ทยอยกันมาเยี่ยมเยียน
ไม่นานนัก รอบๆ เรือนรั่วซวีก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนและเสียงเซ็งแซ่ ทุกคนต่างแย่งกันพูดแสดงความห่วงใยเจียงชิวหนิงอย่างไม่ยอมน้อยหน้ากัน
เจียงชิวหนิงยิ้มรับและรับมือกับทุกคนได้อย่างใจเย็น เพียงคำพูดไม่กี่คำนางก็ควบคุมสถานการณ์ได้ ทั้งยังทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนได้รับความสำคัญ
เมื่อทุกคนเงียบลง นางไม่ต้องพูดอะไรมาก เพียงแค่แสดงความสงสัยออกมาเล็กน้อย ก็มีคนนับไม่ถ้วนพร้อมจะไขข้อข้องใจให้ ศิษย์คนหนึ่งที่สนิทกับนางรีบชิงพูดขึ้นก่อน
“คุณหนูเจียง ท่านไม่รู้หรอก สองวันที่ผ่านมามีเื่เกิดขึ้นเยอะมาก...”
พูดถึงตรงนี้ นางก็นึกขึ้นได้ว่าเื่เ่าั้ล้วนเกี่ยวกับซูว่านฉี และใน่ไม่กี่วันมานี้ ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างซูว่านฉีกับศิษย์พี่ฉู่จะ... นางลอบมองฉู่ชิงชวนที่ยืนอยู่ข้างเตียงอย่างระมัดระวัง ก่อนจะกระแอมไอแล้วพูดว่า
“ไม่รู้ว่าซูว่านฉีใช้กลอุบายอะไร หลังจากที่นางทำร้ายท่านและถูกส่งตัวเข้าตำหนักคุมกฎ นางกลับไม่ได้รับโทษอะไรเลย ตอนนี้ยังคงลอยนวลอยู่ที่ยอดเขาว่านเจี้ยนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของเจียงชิวหนิงก็ปรากฏร่องรอยความใอย่างที่หาได้ยาก ซูว่านฉี... ไม่ได้รับโทษงั้นหรือ?
นางหันไปมองฉู่ชิงชวนโดยสัญชาตญาณ และเมื่อเห็นเขาหลบสายตา ความคิดมากมายก็ผุดขึ้นในใจของนาง ทว่าสุดท้ายนางกลับพูดออกมาด้วยท่าทางใจกว้างว่า
“คำตัดสินของผู้าุโตำหนักคุมกฎย่อมมีเหตุผล บางทีข้าอาจจะคิดไปเองและปรักปรำนางผิดไปก็ได้”
ได้ยินเช่นนั้น ศิษย์คนหนึ่งก็ทนไม่ไหว “ข้าว่าซูว่านฉีต้องใช้แผนชั่วอะไรบางอย่างหลอกลวงพวกผู้าุโแน่ๆ!”
ศิษย์คนอื่นๆ รีบเออออตามทันที “ใช่ๆ ตอนที่ซูว่านฉีลงมือ ศิษย์ตั้งหลายคนเห็นกันจะๆ หรือว่าพวกเราทุกคนจะตาฝาดพร้อมกันงั้นหรือ?”
“นั่นสิ คนเ้าเล่ห์อย่างซูว่านฉีคือความอัปยศของสำนักไท่ชิง ต่อให้นางไม่โดนฆ่า ก็ควรจะถูกขับออกจากสำนักไปเสีย!”
ไม่นานนัก ทุกคนก็พากันรุมด่าทอซูว่านฉีอย่างดุเดือด ฉู่ชิงชวนฟังแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ต้วนจื่อเหวยที่รู้ความจริงบางส่วนกำหมัดแน่น เขากำลังจะอ้าปากพูดบางอย่าง แต่แล้วก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแ่เบาดังมาจากหน้าประตู
คนอื่นๆ ก็ได้ยินเช่นกัน ทุกสายตาจึงหันไปมองผู้มาเยือนพร้อมกัน
นั่นคือร่างที่ดูบอบบางเหลือเกิน คิ้วและดวงตาเรียวงามดุจภาพวาด ใบหน้าซีดเซียวเหมือนคนป่วย ชุดสีฟ้าส่งเสริมให้กลิ่นอายรอบตัวนางดูเ็าและสูงส่งยิ่งขึ้น นั่นคือ... ซูว่านฉี?
เมื่อเห็นชัดว่าเป็ใคร แววตาของทุกคนก็เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
ในใจของฉู่ชิงชวนมีความรู้สึกสับสนปนเป ซูว่านฉีมาที่นี่... เพราะเขาหรือเปล่า? นางคงรู้สึกตัวแล้วว่านางยังมีใจให้เขา...
เขาจึงยืนบังเจียงชิวหนิงไว้ในท่าทางของผู้ปกป้อง แต่กลับไม่ได้พูดอะไรออกมาอย่างน่าประหลาด
เจียงชิวหนิงเหลือบมองฉู่ชิงชวน เมื่อเห็นความลังเลในดวงตาของเขา สีหน้าของนางยังคงเดิมแต่ใจกลับดิ่งวูบ
ส่วนต้วนจื่อเหวยที่อยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นซูว่านฉี เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง บางทีอาจเป็เพราะภาพจำเดิมๆ ที่มีต่อนางยังฝังรากลึก เขาจึงรีบลุกขึ้นบังเจียงชิวหนิงไว้โดยสัญชาตญาณ
เพราะเื่ที่ฉู่ชิงชวนเล่าเกี่ยวกับซูว่านฉีนั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่เื่ที่ซูว่านฉีทำร้ายเจียงชิวหนิงนั้น มีทั้งพยานและหลักฐานมัดตัวแน่น
ตอนนี้เจียงชิวหนิงเพิ่งฟื้น หากซูว่านฉีคิดจะลงมืออีก—ต้วนจื่อเหวยคิดหาวิธีควบคุมตัวซูว่านฉีโดยไม่ให้เกิดการปะทะที่รุนแรงเกินไปไว้ในหัวมากมาย
ซูว่านฉีก้าวเดินไปที่หน้าประตูท่ามกลางสายตาที่รังเกียจและตกตะลึงของทุกคน แม้ประตูจะเปิดอยู่ แต่นางยังคงยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ สามครั้ง บางทีอาจเป็เพราะไม่ได้พูดมานาน น้ำเสียงของนางจึงดูแหบพร่าเล็กน้อย
“ข้าขอเข้าไปได้ไหม?”
นางยืนอยู่หน้าประตู จ้องมองเจียงชิวหนิงที่นั่งอยู่บนเตียงด้วยสายตาสงบนิ่งทว่าแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดที่สลัดไม่หลุด เจียงชิวหนิงมองซูว่านฉีในสภาพนี้แล้วเกิดความระแวดระวังขึ้นในใจ
ทำร้ายนางแล้วยังรอดมาจากตำหนักคุมกฎได้... แถมตอนนี้ดูเหมือนจะมีอิทธิพลต่อฉู่ชิงชวนอีก ซูว่านฉีในตอนนี้ช่างดูแปลกไปจนนางต้องระวังตัว
เจียงชิวหนิงปักใจเชื่อไปแล้วว่าสิ่งที่ซูว่านฉีทำอยู่คือการแสดงงิ้ว แต่นางก็อยากจะรู้ว่าอีกฝ่าย้าจะทำอะไรกันแน่ นางจึงตอบเสียงเย็น “เชิญ”
ซูว่านฉีรับรู้ได้ถึงสายตาที่เกลียดชัง ระแวดระวัง หรือแม้แต่อยากจะกำจัดนางให้พ้นทาง ทว่าสีหน้าของนางกลับดูสงบเยือกเย็น
นางก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างมั่นคงและแฝงไปด้วยความคาดหวัง ในดวงตามีทั้งความรู้สึกผิดและความรู้สึกผ่อนคลายราวกับกำลังจะได้หลุดพ้นจากอะไรบางอย่าง
เจียงชิวหนิงััได้ถึงกลิ่นอายบนตัวซูว่านฉีและรู้สึกฉงนใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ความฉงนนั้นก็เปลี่ยนเป็ความระวังทันที นางถามเรียบๆ “ไม่ทราบว่าสหายซูมาที่นี่ มีธุระอะไรหรือ?”
ซูว่านฉีเป็คนอ่อนไหวต่ออารมณ์ความรู้สึก ย่อมรับรู้ได้ถึงความระแวงและรังเกียจภายใต้ใบหน้าที่สงบของเจียงชิวหนิง นางจึงมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกผิดอย่างจริงใจและพูดออกมาโดยไม่หลบสายตา “วันที่คุณหนูเจียงได้รับาเ็สาหัส เป็เพราะข้า”
“ข้าได้ยินว่าท่านฟื้นแล้ว จึงตั้งใจมาขอขมา”
สิ้นคำพูดของนาง ศิษย์ทุกคนต่างมีแววตาแห่งความสงสัย ซูว่านฉีมาขอขมา? เป็ไปได้ยังไง?
ตอนนี้นางถูกปล่อยตัวแล้ว แถมยังได้รับความสนใจจากเ้าสำนัก ด้วยนิสัยอย่างนางจะยอมมาขอโทษง่ายๆ แบบนี้เชียวหรือ?
ต้องเป็แผนการร้ายแน่ๆ! หรือไม่ก็นางแค่หาข้ออ้างเพื่อมาพบศิษย์พี่ฉู่ ใช่แล้ว ทุกคนรู้ดีว่าซูว่านฉีหลงรักฉู่ชิงชวนแค่ไหน นอกจากเหตุผลนี้ พวกเขาก็คิดเหตุผลอื่นไม่ออกจริงๆ แม้แต่ฉู่ชิงชวนและต้วนจื่อเหวยเองก็ยังมีแววตาแห่งความระแวง
เจียงชิวหนิงฟังคำขอโทษแล้วสีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลย ซูว่านฉี้าจะถอยเพื่อรุก หรือกำลังวางแผนอะไรอยู่อีก?
ซูว่านฉีทำเหมือนไม่รับรู้ถึงสายตารอบข้าง นางจ้องมองอย่างแน่วแน่และจริงจังด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“ในเืและกระดูกของข้า มี 'บัว์เหมันต์ทมิฬ' อยู่ต้นหนึ่ง”
“ข้าขอมอบมันเพื่อเป็การขอขมา หวังว่าคุณหนูเจียงจะไม่รังเกียจ”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ความสงสัยในดวงตาของทุกคนก็มลายหายไปทันที เหลือเพียงความอึ้งและตะลึงพรึงเพริด
บัว์เหมันต์ทมิฬ?! ซูว่านฉีบ้าไปแล้วหรือ ถึงขนาดยอมสละของล้ำค่าระดับนี้ออกมา?!
