กู้เจิงคิดว่าไปดื่มชาตามคำเชิญของฮูหยินเซี่ยสักหน่อยก็ดี ประการแรกเสิ่นเยี่ยนเป็ขุนนางในราชสำนัก หากฮูหยินเซี่ยไปเป่าหูแม่ทัพเซี่ยเสิ่นเยี่ยนจะดูไม่ดีได้ ประการที่สองกู้เหยากับคุณหนูตระกูลเซี่ยสนิทสนมกันมาก และหากนางวางท่าไม่ไป วันหน้าเวลากู้เหยาไปเยี่ยมคุณหนูเซี่ย เกรงว่าฮูหยินเซี่ยคงไม่ไว้หน้านางเท่าไหร่นัก
แต่ทว่าผลสุดท้ายกู้เจิงก็ไม่ได้ไป เพราะขณะที่นางกำลังจะออกไป ก็มีคนจากทางวังมาหากะทันหัน พระสนมซูเรียกนางเข้าวัง บอกว่า้าคุยกับนาง
“พี่ใหญ่” กู้เหยาวิ่งะโเรียกกู้เจิงที่กำลังจะก้าวออกจากประตูใหญ่ “พระสนมซูเรียกท่านเข้าวังไปทำไมหรือเ้าคะ?”
“ไปแล้วถึงจะรู้” แปดเก้าไม่พ้นสิบ* น่าจะเป็เื่ไปเที่ยวเล่นในป่าเมื่อวาน “ดูเ้าสิ รีบวิ่งออกมา ผมยังยุ่งอยู่เลย”
(*หมายถึง ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง ไม่ห่างกันมาก)
“คงไม่เกิดเื่อะไรใช่ไหมเ้าคะ?” กู้เหยาอดเป็ห่วงไม่ได้ เนื่องด้วยเหตุจากเื่ของกู้อิ๋ง
“จะเกิดเื่อะไรได้” กู้เจิงกลับไม่กังวล นางว่าพลางเดินขึ้นรถม้าไป
วันนี้อากาศค่อนข้างร้อน แม้ว่าจะมีลดพัดมา แต่ลมมีแต่ไอร้อนอบอ้าว ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวนัก
เมื่อรถม้ามาถึงหน้าประตูวัง ก็พบกับรถม้าของจวนตวนอ๋องมาจอดพร้อมกันพอดี กู้เจิงใจเต้นระรัว นางนึกว่าเป็ตวนอ๋อง แต่ดันเป็กู้อิ๋งเลิกม่านขึ้นแล้วชะโงกหน้าออกมาทัก “พี่ใหญ่”
“น้องสาม” วันนี้กู้อิ๋งสวมชุดผ้าไหมหรูหรา บนศีรษะปักปิ่นประณีตงดงาม
“พี่ใหญ่ก็ถูกพระสนมซูเรียกเข้าวังด้วยหรือเ้าคะ?”
กู้เจิงพยักหน้า สีหน้าของกู้อิ๋งหม่นลง
กู้เจิงรีบก้าวลงจากรถม้าของตน และก้าวขึ้นไปนั่งลงบนรถม้าของกู้อิ๋งแทน
“ความจริงคุยกับข้าคนเดียวก็พอ นี่ยังจะเรียกท่านมาให้ลำบากใจอีก” บางครั้งกู้อิ๋งก็ไม่เข้าใจจริงๆ นางเองก็เป็คนที่พระสนมซูเห็นมาั้แ่เล็กแต่น้อย ตอนเด็กๆ อีกฝ่ายใจดีอ่อนโยนกับนางราวกับเป็มารดา เหตุใดหลังจากกลายมาเป็แม่สามีของนางแล้วถึงได้มักจะเื่มากกับนาง
“ไม่เป็ไร บางทีพระสนมซูอาจจะเรียกข้าเข้าวังมาคุยเื่อื่นก็ได้”
กู้อิ๋งนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
ด้วยฐานะพระชายาตวน รถม้าที่เข้ามาในวังจึงไม่จำเป็ต้องเปลี่ยน ดังนั้นรถม้าจึงตรงดิ่งมาหยุดอยู่หน้าตำหนักพระสนมซูได้เลย
“พระชายา ฮูหยินน้อยเสิ่น ตอนนี้พระสนมซูทรงติดงาน ขอเชิญพวกท่านไปรอในตำหนักใหญ่สักครู่เ้าค่ะ” นางกำนัลแจ้งก่อนจะเดินจากไปโดยไม่บอกกล่าว
ในตำหนักใหญ่ไม่มีนางกำนัลคอยปรนนิบัติ
สีหน้าของกู้อิ๋งดูย่ำแย่ไปในทันที อย่างไรเสียก็อยู่ต่อหน้าพี่สาวของตัวเอง พระสนมซูกลับไม่ไว้หน้านางเลย จนใจที่อยู่ในวังหลวง นางจึงไม่อาจแสดงความไม่พอใจออกมาได้ นางเดินไปนอกตำหนัก พูดกับนางกำนัลหน้าตำหนักที่กำลังทำความสะอาดอยู่ว่า “มารินถวายชา”
นางกำนัลคนนั้นรีบย่อกายคารวะพร้อมเอ่ยว่า “ทูลพระชายา ในวังตอนนี้ไม่มีชาเพคะ”
“ตำหนักพระสนมซูออกจะใหญ่โตจะไม่มีชาได้ยังไง? ถ้าไม่มีก็ไปเอามาจากตำหนักอื่น” กู้อิ๋งออกคำสั่งอย่างหงุดหงิด
“เพคะ”
“ข้าไม่หิวน้ำ” กู้เจิงดึงกู้อิ๋งมาให้นั่งลง เห็นใบหน้างดงามของนางกรุ่นโกรธจึงเอ่ยว่า“ทำไมเ้าถึงระงับอารมณ์ไม่อยู่ขนาดนี้”
“ถ้าทำกับข้าคนเดียวก็ไม่เป็ไร แต่วันนี้ไม่เหมือนกัน พี่ใหญ่เป็ครอบครัวของข้า เสด็จแม่จะทำแบบนี้ได้ยังไงกัน?” กู้อิ๋งว่าเสียงเบา
“นางจะทำแบบนี้ก็ไม่เป็ไร แต่เ้าทำแบบนี้ไม่ได้”
“ข้าทราบเ้าค่ะ”
“เ้ารู้แล้วยังจะทำอีก” กู้เจิงเองก็ลดเสียงลงเช่นกัน
“ก็ข้าโมโหจนทนไม่ไหวนี่เ้าคะ”
กู้เจิงถอนหายใจ “ไม่ใช่ว่ามีคำกล่าวที่ว่า ‘เป็สะใภ้มาหลายปีในที่สุดก็อดทนจนได้เป็แม่สามี’ เ้าน่ะต้องมีความอดทนนะ”
“ข้าได้ยินท่านแม่บอกว่า แม่สามีของพี่ใหญ่ปฏิบัติต่อพี่ใหญ่ดีมากเลยเ้าค่ะ”
กู้เจิงฉีกยิ้มก่อนพยักหน้า “แม่สามีของข้าเป็แม่สามีที่ดีที่สุดในใต้หล้าแล้ว”
เดิมทีพี่ใหญ่ก็เป็โฉมงามอยู่แล้ว หลังจากแต่งงานแล้วยิ่งงดงามขึ้นทุกวัน กู้อิ๋งเองก็อยากเป็แบบนาง ทว่าความเป็จริงนั้นขัดกับความปรารถนาของนางอยู่บ้าง แต่ก็อย่างที่พี่ใหญ่พูด สิ่งที่นางสามารถทำได้ตอนนี้ก็คือการอดทน “ข้าอิจฉาพี่ใหญ่จริงๆ”
“อย่าอิจฉาข้าเลย คิดหาวิธีที่จะทำให้ชีวิตของตัวเ้าเองดีขึ้นกว่าเดิมดีกว่า นี่สิคือสิ่งที่เ้าต้องทำ”
ขณะที่สองพี่น้องกำลังคุยกระซิบกระซาบกันอยู่ เสียงของนางกำนัลาุโชุยกูกู่ก็ดังทักขึ้น “พระชายาของเรากำลังคุยอะไรกับฮูหยินน้อยเสิ่นถึงได้ดูมีความสุขเช่นนี้”
เมื่อทั้งสองเงยหน้าขึ้น ก็เห็นพระสนมซูยืนอยู่หน้าประตูตำหนักใหญ่แล้ว นางสวมชุดผ้าแพรต่วนลายดอกบัว คาดด้วยผ้าสีฟ้าอมเขียวอันงดงามประณีต แม้จะนางจะอายุเข้าเลขสามแล้ว แต่เงาร่างของนางยังงดงามราวกับหญิงสาวแรกรุ่น ไม่แปลกใจเลยที่ฮ่องเต้จะทรงโปรดปรานนางมากมาโดยตลอด
กู้เจิงกับกู้อิ๋งรีบย่อกายทำความเคารพ
พระสนมซูไม่ได้บอกให้พวกนางลุกขึ้น นางเพียงแต่ค่อยๆ เดินมา แล้วนั่งลงอย่างช้าๆ ั์ตาหงส์แฝงไว้ด้วยอารมณ์ นางกวาดตามองกู้เจิงอย่างเ็า บุตรีอนุคนนี้นับวันยิ่งทำให้นางยิ่งเกลียดมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้หน้าตาจะงดงามมีเสน่ห์ ทว่าพฤติกรรมและกิริยาท่าทางนั้นไม่เข้าตาเสียเลย
“ลุกขึ้นเถอะ”
“ขอบพระทัยเพคะเหนียงเหนี่ยง”
“ให้พวกเ้ารอเปิ่งกงในตำหนักใหญ่ เปิ่งกงยังคิดว่าพวกเ้าจะเบื่อ แต่ดูเหมือนว่าเปิ่นกงจะคิดมากไปเอง” นางยืนอยู่หน้าประตูตำหนักอยู่พักหนึ่ง ทั้งสองคนไม่แม้แต่จะรู้ตัวว่านางมาถึงแล้ว พวกนางคุยกันอย่างสนุกสนาน เพียงแต่เสียงเบาเกินไป นางจึงไม่ได้ยินว่ากำลังคุยอะไรกัน
“เสด็จแม่ พวกเรา...” กู้อิ๋งกำลังจะอธิบาย
พระสนมซูโบกมือขัดจังหวะนางอย่างหงุดหงิด “ช่างเถอะ เปิ่นกงทราบเื่เมื่อวานแล้ว เดิมทีคิดว่าหยวนเช่อแต่งกับเ้าแล้ว เ้าจะกลายเป็ภรรยาที่ช่วยเหลือเขาได้ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่านอกจากเ้าจะช่วยเขาไม่ได้แล้ว ยังถึงขั้นขัดขวางเขาอีกด้วย”
“พระสนมซู เื่นี้ไม่เกี่ยวกับพระชายาตวนเลยเพคะ” กู้เจิงเอ่ยขัดขึ้น
สายตาเย็นเยียบของพระสนมซูจับจ้องกู้เจิง ก่อนตวาดเสียงดังว่า “คุกเข่าลง”
กู้เจิงกับกู้อิ๋งต่างตกตะลึง
กู้เจิงเห็นท่าไม่ดี จึงรีบคุกเข่าลง
“ตบหน้านาง” พระสนมซูสั่งนางกำนัลเสียงเข้ม
ชุยกูกู่พับแขนเสื้อขึ้นกำลังจะทำตามคำสั่งพระสนม กู้อิ๋งรีบคุกเข่าลงตรงหน้าพระสนมซูแล้วกล่าวอย่างร้อนรนว่า “เสด็จแม่ ขอเสด็จแม่ปล่อยพี่ใหญ่ของหม่อมฉันไปเถอะเพคะ นางไม่มีเจตนา นางเองก็ยอมรับผิดแล้ว”
“เ้ายอมผิดแล้วงั้นหรือ?” พระสนมซูปรายตามองกู้เจิง
“เพคะ” กู้เจิงรับคำอย่างตรงไปตรงมา เทียบกับการถูกตบแล้ว ยอมรับผิดย่อมเป็วิธีที่สบายที่สุด
“เปิ่นกงยังไม่ได้ว่าอะไรเลย แต่เ้ากลับยอมรับผิดเร็วนัก”
“ไม่ว่าเื่อะไร หากทำให้พระสนมซูไม่ทรงพอพระทัย ย่อมต้องเป็ความผิดของหม่อมฉันเพคะ” กู้เจิงแสร้งทำท่าทางเสียใจ
“หรือพูดอีกอย่างก็คือ ตรงไหนที่ผิดไป เ้าจะแก้ไขสินะ?”
กู้เจิงมองโต้กลับดวงตาดำขลับงดงามที่เปลี่ยนเป็เฉียบคมของพระสนมซู นางคิดไปคิดมาจึงเอ่ยว่า “แก้ไขที่เหนียงเหนี่ยงทรงกล่าว หมายถึงเื่เมื่อวานหรือเพคะ? เื่เมื่อวานเป็เพราะหม่อมฉันเลอะเลือนไป หม่อมฉันไม่ได้คิดให้ลึก วันหน้าจะไม่เกิดเื่เช่นนี้ขึ้นอีกแน่เพคะ หม่อมฉันกับสามี และตวนอ๋องนั้นย่อมเป็ฝ่ายเดียวกัน”
กู้อิ๋งรีบพยักหน้าช่วย
“เปิ่งกงไม่ได้หมายถึงเื่นั้น แต่เป็เื่การหมั้นหมายของเสิ่นเยี่ยน ที่เปิ่นกงเคยบอกไว้ว่าจะมอบคุณหนูหวังให้กับเสิ่นเยี่ยน”
กู้เจิงทำราวกับย้อนคิด สักพักถึงได้พยักหน้า “ใช่เพคะ ในตอนนั้นหม่อมฉันปฏิเสธไป”
“ห้าสิบฝ่ามือ หรือจะให้ประทานงานแต่งคุณหนูหวังกับเสิ่นเยี่ยน เ้าเลือกมาอย่างหนึ่ง” พระสนมซูยกมุมปากยิ้มหยันมองนาง
ชุยกูกู่ม้วนแขนเสื้อขึ้นอีกครั้ง นางทำท่าทางพร้อมจะตบ
พระสนมซูเตรียมการมาอย่างดี กู้เจิงรู้ถึงจุดประสงค์ที่พระสนมซูเรียกนางเข้าวังในวันนี้แล้ว แต่งานแต่งของหวังหว่านหรงกับเสิ่นเยี่ยนนี้ น่าจะเป็ความ้าของตวนอ๋องที่สั่งพระสนมมาอีกที
เหตุใดเขาอยากให้เสิ่นเยี่ยนแต่งงานกับหวังหว่านหรงถึงเพียงนี้? หรือว่าการแต่งงานของสองคนนี้จะทำให้เกิดเื่ใหญ่อะไรขึ้น?
กู้อิ๋งเองสงสัย คุณหนูตระกูลหวังที่ว่านั้นน่าจะเป็หวังหว่านหรง พระสนมซู้าจะประทานหวังหว่านหรงให้แต่งงานกับพี่เขยใหญ่งั้นหรือ?
กู้เจิงมองรอบตำหนักใหญ่ “เหนียงเหนี่ยง ตวนอ๋องเองก็น่าจะอยู่ที่นี่กระมังเพคะ?”
พระสนมซูกล่าวเสียงเย็นว่า “เ้ามีหน้าที่แค่ต้องเลือก”
