บทที่ 2
"วิชาอ่านใจ"
ฮ่องเต้เว่ยผู้รู้สึกว่าตนเองถูกหลอกลวงมาตลอดกำลังเดือดดาลด้วยเพลิงโทสะ
ทว่าเื่ลี้ลับเหนือธรรมชาติเช่นนี้มิอาจบอกกล่าวแก่คนนอกได้ และที่สำคัญ ศาสตร์อันพิศวงนี้กลับมีประโยชน์มหาศาลนัก
ดังนั้นแม้ในใจของฮ่องเต้เว่ยจะกริ้วเพียงใด แต่ใบหน้ากลับยังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์
พระองค์ทอดพระเนตรฮองเฮาเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันไปมองคนอื่น ๆ ที่คุกเข่าอยู่ด้วยสายตาคมกริบดุจคบไฟ
ครานี้พระองค์จะลองสดับฟังดูว่า ลึก ๆ ในใจของคนพวกนี้คิดอย่างไรกันแน่!
【โอ๊ยยย ดีเหลือเกิน ฝ่าาฟื้นแล้ว กระดูกแก่ ๆ ของข้าจะได้กลับไปพักผ่อนเสียที... ไม่รู้ว่าเ้าพวกบ่าวที่บ้านจะซื้อห่านย่างไว้รอข้าหรือเปล่านะ...】
นี่คือเสียงของหมอหลวงฉี
ดีมาก! ปกติเอาแต่พร่ำบอกว่ากินแต่อาหารรสอ่อน ใช้ชีวิตสมถะมัธยัสถ์ ไม่เคยแตะต้องเนื้อสัตว์ จนเขาซาบซึ้งใจถึงขั้นสั่งให้ทั้งวังประหยัดกินประหยัดใช้ไปหนึ่งเดือน... ที่แท้ก็หลอกลวงเขาสิ้นดี!
【เฮ้อ— โชคดีที่ไม่เป็ไรนะเนี่ย นึกว่าจะต้องตายตามเสด็จเสียแล้ว... ข้าเพิ่งจะได้เข้ากรมหมอหลวงเอง เดชะบุญที่ทรงปลอดภัย ไม่อย่างนั้นจะได้กลับบ้านไปแบบมีชีวิตหรือเปล่าก็ยังไม่รู้... เป็หมอหลวงในวังนี่มันไม่ง่ายเลยจริง ๆ】
ส่วนนี่คือเสียงของหมอหลวงซ่งคนใหม่
เหอะ! ตายตามฮ่องเต้แล้วมันอย่างไร? การได้ตายตามเสด็จถือเป็เกียรติสูงสุดของมันแท้ ๆ!
คราแรกที่เห็นยังนึกว่าหมอนี่เป็คนปากหนักและซื่อสัตย์ แต่ความจริงคืออะไร? คือมันเป็เพียงหมอหลวงตัวเล็ก ๆ ที่ริอ่านมาตำหนิฮ่องเต้ในใจ! บังอาจนัก!
【ฝ่าาฟื้นแล้วงั้นหรือ? ซวยแล้วสิ จะทำอย่างไรดีล่ะเนี่ย ข้าเพิ่งจะรับเงินมัดจำจากองครักษ์หลิงมาเองนะ ที่บอกว่าฝ่าาไม่รอดแน่แล้ว! แล้วข้าจะไปรายงานองค์ชายใหญ่ได้อย่างไรล่ะทีนี้!】
ฮ่องเต้เว่ยเบิกตากว้าง
อะไรนะ?
นี่มันไอ้ขี้ข้าหน้าไหนพูดกัน!
ถึงกับบังอาจสาปแช่งให้เขาตเชียวหรือ?!
แล้วยังมีองครักษ์หลิง องค์ชายใหญ่อะไรนั่นอีก หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าองค์ชายใหญ่คิดจะก่อฏอย่างนั้นหรือ!!!
ฮ่องเต้เว่ยถูกข้อสันนิษฐานนี้ทำเอาเกือบจะจุกอกจนหัวใจวาย
พระองค์ขมวดคิ้ว จ้องเขม็งไปยังทุกคนในตำหนักบรรทมทีละคนเพื่อแยกแยะว่าเสียงนี้เป็ของใคร
แต่ทว่าฮ่องเต้เว่ยไม่คุ้นเคยกับเสียงนี้มาก่อน เหมือนจะไม่เคยได้ยินจากที่ไหน อีกทั้งเสียงรอบข้างยังดังเซ็งแซ่ตีกันไปหมด
พระองค์ยังไม่สามารถควบคุมความสามารถที่มากะทันหันนี้ได้ดีนัก เพียงครู่เดียวจึงเริ่มรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมา
“พอได้แล้ว!”
ฮ่องเต้เว่ยคำรามเสียงต่ำ โทสะในคำพูดทำเอาคนทั้งตำหนักสะดุ้งสุดตัว
หมอหลวงหวังที่กำลังตรวจชีพจรอยู่ถึงกับขวัญหนีดีฝ่อรีบปล่อยมือแล้วก้มกราบลงกับพื้น
“ฝ่าาโปรดระงับพระทัยพะยะค่ะ”
【นี่มันอะไรกันอีกล่ะเนี่ย! อยู่ดี ๆ ก็ะเิอารมณ์ขึ้นมาเสียอย่างนั้น? หรือเพราะข้าตรวจชีพจรนานเกินไปจนฝ่าาทรงรำคาญ? หรือว่าข้าลงมือหนักไปจนทำพระองค์เจ็บ...】
เสียงในใจอันสับสนวุ่นวายดังระงมอยู่ในหู ทำให้ฮ่องเต้เว่ยยิ่งหงุดหงิดทวีคูณ
พระองค์อดไม่ได้ที่จะยกหัตถ์ขึ้นนวดคลึงที่ขมับ
ในตอนนั้นเอง มือเรียวอันอ่อนนุ่มคู่หนึ่งก็ยื่นเข้ามาช่วยนวดพระเศียรแทนพระองค์
ฮองเฮานั่งลงที่ขอบแท่นบรรทมพลางนวดเฟ้นไปพลางเอ่ยถามเสียงเบา “ฝ่าาทรงเป็อย่างไรบ้างเพคะ? มีที่ใดไม่สบายหรือเปล่า? หมอหลวงหวังอาจจะตรวจนานไปบ้าง ฝ่าาโปรดทรงอดทนอีกนิดนะเพคะ ด้านนอกยังมีเหล่าสนมและบรรดาขุนนางเฝ้ารอกันอยู่ ทุกคนต่างรอคอยด้วยความเป็ห่วงมาสองสามวันแล้ว”
เมื่อได้รับการเตือนจากฮองเฮา ฮ่องเต้เว่ยที่กำลังสับสนกับ "วิชาอ่านใจ" ก็เพิ่งจะนึกเื่สำคัญขึ้นมาได้
พระองค์ลืมตาขึ้น สั่งให้คนช่วยพยุงลุกขึ้นนั่ง
ขณะที่พิงอยู่บนพระแท่น ฮ่องเต้เว่ยสดับฟังเสียงวุ่นวายรอบข้างพลางกวาดสายตามองคนเ่าั้แล้วพยายามข่มใจ
“พวกเ้า...”
หยุดชะงักไปครึ่งค่อนวัน ไม่มีคำพูดต่อ
หลี่เฉิง ขันทีคนสนิทรีบคลานเข้ามาถามอย่างระมัดระวัง “ฝ่าามีสิ่งใดจะสั่งการพะยะค่ะ?”
【อยู่ ๆ ทรงพระพิโรธเช่นนี้ ช่างชวนให้ใจสั่นนัก หรือว่าสายฟ้านั่นจะเป็นิมิตจาก์ที่มอบให้ฝ่าากันนะ? โอ๊ยยย แย่แล้ว! เมื่อวานข้าไม่น่าไปรับถุงทองจากพระสนมเสียนมาเลย! ขออย่าให้ฝ่าาตำหนิข้าเลยนะ...】
ฮ่องเต้เว่ยชายตามองใบหน้าแก่ ๆ ของหลี่เฉิงด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ
เ้าคนนี้รับใช้เขามานานกว่ายี่สิบปี เดิมทีนึกว่าเป็คนซื่อสัตย์ภักดี ที่ไหนได้กลับแอบรับสินบนจากสนมเสียน!
ฮ่องเต้เว่ยทนไม่ไหวอีกต่อไป พระองค์กลัวว่าหากฟังต่ออีกนิด จะเผลอสั่งลากคนพวกนี้ออกไปปะาให้หมด
แต่นั่นไม่ดีแน่
การสั่งปะาโดยไร้หลักฐานไม่ใช่สิ่งที่มหากษัตริย์ผู้ทรงธรรมพึงกระทำ และพวกขุนนางก็คงจะคิดเหมือนฮองเฮา ว่าเขาถูกฟ้าผ่าจนเพี้ยนไปแล้ว...
ฮ่องเต้เว่ยหน้าดำคร่ำเครียดพลางโบกพระหัตถ์ไล่คนอื่นออกไป
“ออกไปให้หมด ข้าไม่เป็ไรแล้ว”
ช่างหนวกหูเหลือเกิน ขุนนางเถียงกันในท้องพระโรงยามเช้ายังไม่หนวกหูเท่าคนพวกนี้เลย
ตอนนี้พระองค์ได้รู้ซึ้งแล้วว่า คนที่ดูซื่อตรงต่อหน้านั้นไม่มีความหมายอะไรเลย ลับหลังในใจพวกมันกลับฟุ้งซ่านกันไปไกลนัก!
อะไรก็กล้าคิด!
พระองค์ย่อมรู้ซึ้งถึงสภาพร่างกายของตนเองดีที่สุด ฮ่องเต้เว่ยรู้ว่าตนไม่เป็อะไร เพียงแค่ปวดเมื่อยจากการนอนนานเกินไปเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ฟังคำทัดทานของหมอหลวงและฮองเฮา ไล่ตะเพิดทุกคนออกไปจนสิ้น
ทว่าสิ่งที่พระองค์ไม่ได้คาดคิดก็คือ เมื่อคนที่คุกเข่าอยู่เริ่มถอยออกไป เสียงในหัวก็พลันลดน้อยลง!
กระทั่งเมื่อกลุ่มคนถอยห่างออกไปพ้นประตู เสียงในหูของฮ่องเต้เว่ยก็หลงเหลือเพียงแค่เสียงของฮองเฮาเท่านั้น!
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?
ฮ่องเต้เว่ยชะงักไปครู่หนึ่ง มองไปทางประตูที มองมาทางฮองเฮาผู้แสนห่วงใยข้างกายที ท้ายที่สุดความคิดก็หมุนวนจนกระจ่างแจ้ง
นั่นคือ... เฉพาะคนที่อยู่ใกล้พระองค์เท่านั้น ที่พระองค์จะสามารถได้ยินสิ่งที่เขาคิด?
ฮ่องเต้เว่ยคือเ้าเหนือหัว สิ่งแรกที่พระองค์นึกถึงเมื่อพบความจริงนี้คือ: เช่นนั้นเวลาประชุมเช้า พระองค์ก็ไม่อาจได้ยินเสียงขุนนางทุกคนน่ะสิ?! ต้องเรียกให้ขยับเข้ามาใกล้ทีละคนถึงจะไปได้ยินงั้นหรือ?!
ฮ่องเต้เว่ยขมวดคิ้วใช้ความคิดอย่างหนัก
ส่วนฮองเฮาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ลอบสังเกตสีหน้าของฮ่องเต้เว่ย พลางคาดเดาว่าอีกฝ่ายกำลังคิดจะทำอะไร
【ฝ่าาเป็อะไรไปนะ? ฟื้นมาแล้วแปลกพิลึก หรือว่าสมองจะถูกฟ้าผ่าจนพังไปแล้วจริง ๆ】
ฮ่องเต้เว่ยผู้ถูก "ฟ้าผ่าจนสมองพัง" ฟื้นคืนสติกลับมาแล้ว
พระองค์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หันไปมองฮองเฮาแล้วแสร้งถามด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “ข้าสลบไปกี่วันแล้ว?”
“ฝ่าาทรงหมดสติไปสามวันแล้วเพคะ เดชะบุญที่์คุ้มครอง พระพลานามัยจึงไม่เป็อันตราย มิเช่นนั้นหากเนิ่นนานไปกว่านี้อีกเพียงวันเดียว หม่อมฉันก็มิตราบางว่าจะทำเช่นไรดี!”
ฮองเฮามีหยาดน้ำตาคลอหน่วย แสดงสีหน้ายินดีปรีดาได้อย่างพอดิบพอดี ใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางแม้ยังคงความงามอยู่ แต่ใครมองก็รู้ว่าหลายวันที่ผ่านมาฮองเฮาทรงซูบเซียวไปมากเพียงใด
เพราะเหตุใดน่ะหรือ?
ก็เพราะห่วงใยในตัวฝ่าาอย่างไรเล่า!
คนที่ไม่รู้ความคงนึกว่าฮองเฮารักฮ่องเต้มากเพียงใด เป็สตรีที่เพียบพร้อมและใส่ใจเหลือเกิน
ฮ่องเต้เว่ยทอดพระเนตรการ "แสดงงิ้ว" ของฮองเฮาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ชั่วขณะหนึ่งพระองค์ไม่อยากจะจดจำเลยว่าเมื่อก่อนตนเองช่างโง่เง่าเพียงใด!
เมื่อก่อนเขามัวแต่หลงเชื่อว่าฮองเฮานั้นช่างวางตัวดีงาม ใจคอกว้างขวาง เป็แบบอย่างของสตรีทั่วแผ่นดิน!
แต่ลองฟังดูเถอะ พอฟื้นมาเขาได้ยินอะไรบ้าง?
ต, ม่าย, นินทาฮ่องเต้, แอบเล็งผลประโยชน์จากลูก ๆ ของเขา
นางช่างเป็พวกหน้าเนื้อใจเสือโดยแท้
ฮองเฮาถูกจ้องมองจนเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก
นางก้มหน้าลง ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่หางตา ถือโอกาสปิดบังแววตาของตนเอง
“นับเป็โชคของหม่อมฉันที่ฝ่าาทรงปลอดภัย หม่อมฉันเป็ห่วงพระองค์ยิ่งนักเพคะ”
【จะจ้องอะไรนักหนา! ถ้าไม่ใช่เพราะต้องแสดงให้เห็นว่าข้าซูบเซียว ท่านคิดว่าข้าอยากจะเปลือยหน้าสดมาหาหรือไง? หรือว่าพระองค์จะมองว่าข้าขี้เหร่ไปแล้ว?】
ฮ่องเต้เว่ย: ...
