“ชีพจรั?” หวังเค่อเบิ่งตามองจูหงอีและจื่อปู้ฝาน!
ชีพจรัอะไร? แล้วเมื่อกี้พวกท่านสองคนพูดจากำกวมกันไปทำไม?
“เ้าไม่รู้รึ?” จูหงอีถามอย่างสงสัย
“รู้อะไรหรือขอรับ?” หวังเค่องุนงง
“เขตแดนมนุษย์สามมหาราชวงศ์ แม้จะมีการสับเปลี่ยนอยู่ตลอดแต่ทุกรอบการสับเปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้งราชวงศ์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตาม แต่จะแห่งตั้งอยู่บนตำแหน่งเศียรัของชีพจรัทั้งสามอยู่ตลอด! ข้างใต้เมืองชิงจิงก็คือชีพจรัแขนงหนึ่ง!” จูหงอีอธิบาย
“ชีพจรั? ข้าไม่เห็นเคยได้ยินเลย! ใช้ประโยชน์อะไรได้? อำนวยพรราชอาณาจักร?” หวังเค่อสงสัยใคร่รู้
จูหงอีส่ายหน้าโดยไม่ได้ขยายความ
“เ้าตำหนักจู ท่านปล่อยให้ข้าค้างเติ่งแบบนี้ได้ยังไง! เส้นชีพจรันี้ใช้เพื่ออะไรกันแน่?” หวังเค่อสงสัยเป็กำลัง
“เ้าไม่ต้องสนใจนักหรอก ยังไงซะชีพจรัก็ไม่ใช่ของดีอะไร! และก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโชคชะตาของแคว้นด้วย!” จูหงอีส่ายหน้า
“ไม่เกี่ยวกับโชคชะตาของแคว้น?” หวังเค่อถามอย่างใคร่รู้
แต่จูหงอีหันไปทางจื่อปู้ฝานแล้ว “จื่อปู้ฝาน เ้าไม่รู้รึไงว่าทันทีที่ชีพจรัเริ่มสำแดง ภัยพิบัติก็จะตามมา!”
“ข้าไม่สน ข้า้าชีพจรันี้! สรุปว่าเ้าจะช่วยข้าหรือไม่!” จื่อปู้ฝานถามเสียงต่ำ
“ข้าบอกเ้าไปหมดแล้ว!” น้ำเสียงของจูหงอีเจือโทสะ
“เ้าตำหนักจู ท่านยังไม่ไขความกระจ่างให้ข้าเลย ชีพจรันี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโชคชะตาแคว้นแม้แต่นิดเดียวจริงๆ? งั้นทำไมราชอาณาจักรทั้งหลายแหล่ต่างก็มาตั้งอยู่เหนือชีพจรัพวกนี้?”
“เมื่อชีพจรัเริ่มสำแดงก็จะผลิดอกออกผล! ปราณัใต้เมืองชิงจิงอีกไม่นานก็หมดไป แต่ถ้าบ่มเพาะไปอีกไม่กี่ปี ชีพจรัใหม่ก็จะงอกเงยออกมา!” จูหงอีอธิบาย
“งั้นในเมื่อเ้าตำหนักจื่อ้า ท่านก็ช่วยนางหน่อยสิขอรับ? นางส่งเสริมหลานทวดรวบรวมแผ่นดินเป็หนึ่งก็เพื่อชีพจรันี้! หากยกชีพจรัให้นาง นางก็จะไม่ช่วยหลานทวดของนางครองพิภพอีก ไม่ใช่ทุกคนสุขีเปรมปรีดิ์รึ?” หวังเค่อฉงนฉงาย
“หวังเค่อพูดถูก จูหงอี เ้าช่วยข้าชิงชีพจรันี้เถอะน่า! แล้วข้าจะไม่เพ่งเล็งหวังเค่อและตระกูลหวังของมันอีก ว่าอย่างไร?” จื่อปู้ฝานยิ้ม
“นั่นสิ เ้าตำหนักจู ท่านมัวลังเลอะไรอยู่? เื่นี้ง่ายนิดเดียวเอง!” หวังเค่อว่า
“เ้าไม่เข้าใจ ชีพจรันั่นคือภัยร้าย! เป็ภัยทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น! ทันทีที่ปะทุ จื่อปู้ฝานนางเองก็จะถูกะเิตายตามไปด้วย!” จูหงอีถลึงตา
“นี่เ้ากำลังเป็ห่วงข้า?” จื่อปู้ฝานตาลุกวาว
สีหน้าหวังเค่อแปลกพิลึก “ท่านกำลังจะบอกว่าชีพจรัที่ว่าก็คือลูกะเิหรือขอรับ? ลูกะเิมหาประลัย? แถมยังสามารถะเิได้ทุกเวลาอีกต่างหาก! ไม่แยกแยะมิตรศัตรู แต่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างจนราพณาสูร?”
“ะเิ? เอ่อ ข้าไม่รู้ว่าเ้ากำลังหมายถึงอะไร แต่ก็น่าจะความหมายนั้นแหละ!” จูหงอีพยักหน้า
หวังเค่อก้มมองดูฝ่าเท้าตัวเอง จากนั้นกล้ามเนื้อบนใบหน้าก็เริ่มกระตุก นี่ตนกำลังยืนอยู่บนกับะเิั์? ตระกูลหวังตั้งอยู่บนมหาะเิบรรลัยกัลป์รึนี่?
“ซี๊ดดด~!” หวังเค่อสูดลมหายใจหนาวเหน็บ
“เ้าตำหนักจู ท่านช่วยรับปากข้าทีว่าท่านจะช่วยข้าสะสางข้อพิพาทกับเ้าตำหนักจื่อ ตอนนี้เ้าตำหนักจื่อยอมไว้หน้าให้ท่านได้ชีพจรัไป ท่านก็ร่วมมือกับนางเถอะ! หากท่านไม่เอามันออกมา ตระกูลหวังข้าคงไม่กล้าอยู่รับราชการที่นี่ต่อ! ใครจะไปรู้ว่าชีพจรัจะะเิเมื่อไหร่!” หวังเค่อสีหน้าร้อนรนกังวลใจ
“จูหงอี เห็นรึยัง? เ้าไม่ต้องมาห่วงความปลอดภัยข้าหรอก ในเมื่อข้าคิดจะควบคุมชีพจรัข้าก็ต้องมีวิธีอยู่แล้ว! เ้าแค่ช่วยข้าคร่ากุมมันก็พอ!” จื่อปู้ฝานยิ้ม
“ไม่ได้! ชีพจรัสำแดงออกมาง่ายเพียงนั้น? มันถูกผนึกอยู่ต่างหาก!” จูหงอีเอ่ยเสียงต่ำ
“เพราะงั้นเ้าคิดว่าทำไมข้าถึงพยายามจับตัวจางหลี่เอ๋อร์มาตลอดหลายปีนี้ล่ะ?” จื่อปู้ฝานยิ้มถาม
“หือ?” ทุกคนหันมามองจื่อปู้ฝาน
“จางหลี่เอ๋อร์ไม่ใช่ศิษย์พี่หญิงใหญ่ของพรรคอีกาทองคำ นางมาจากตระกูลจางที่อยู่นอกสิบหมื่นมหาบรรพต เป็ทายาทของปรมาจารย์จาง! นางมีชีพจรเืบรรพชน สามารถทลายผนึกชีพจรทุกแบบบนโลก! ใช้เืนางสามารถเปิดผนึกนี้ได้ในเวลาอันสั้น ปลดปล่อยชีพจรัออกมา!” จื่อปู้ฝานเอ่ยอย่างขึงขัง
“ชีพจรเืบรรพชน?” จูหงอีมองจางหลี่เอ๋อร์อย่างทึ่งๆ
“ไม่ต้องกังขา ชาติกำเนิดข้าเ้าน่าจะรู้ดีที่สุด ข้ามาจากพรรคอีกาทองคำ ความลับของพรรคอีกาทองคำนี้ข้าทราบดีกว่าผู้ใด! ใช้สายเืของจางหลี่เอ๋อร์สามารถคลายผนึกได้ในเวลาอันสั้น! ตอนนี้เ้าก็แค่พยักหน้าซะ!” จื่อปู้ฝานกดเสียงต่ำ
“ต้องใช้เืทั้งตัวนาง?” จูหงอีนิ่วหน้าถาม
“นี่ เ้าตำหนักจื่อ ท่านเพิ่งรับปากว่าจะไม่ฆ่าจางหลี่เอ๋อร์ ขืนเอาเืออกมาหมดตัว นางไม่จบเห่พอดีรึ?” หวังเค่อนิ่วหน้าขัดจังหวะ
“ไม่ต้องห่วง ปีก่อนน้องชายนางเองก็เดินทางจากนอกสิบหมื่นมหาบรรพตมาถึงพรรคอีกาทองคำแล้วเช่นกัน! น้องชายแท้ๆ ของนางเองก็เป็ลูกหลานตระกูลจาง มีชีพจรเืบรรพชนเหมือนกัน! มันเองก็ใช้การได้!” จื่อปู้ฝานว่า
“เ้าเตรียมแผนสะกดัไว้นานแล้วรึนี่?” จูหงอีนิ่วหน้ามองจื่อปู้ฝาน
“ว่าไง? สรุปว่าจะช่วยข้าหรือไม่?” จื่อปู้ฝานถามเสียงเคร่ง
จูหงอีนิ่วหน้า จื่อปู้ฝานเองก็ไม่เร่ง แต่เฝ้าคอยอย่างอดทน
หวังเค่อมองจางเสินซวีที่อยู่ห่างไปไม่ไกล ข้าเองก็จนปัญญาเหมือนกัน! ใครใช้ให้เ้าดวงซวยเอง? แต่เห็นแก่ตอนที่เ้ามาเป็ยามให้อาคารเสินหวังอยู่่หนึ่งโดยที่ข้าไม่ได้ให้ค่าตอบแทน ข้าจะช่วยเ้าพูดสักประโยคแล้วกัน แต่แค่ประโยคเดียวนะ!
“เ้าตำหนักจื่อ เอาแบบนี้เป็ไร ที่ท่าน้าคือเืของพี่น้องตระกูลจางสักคนใช่ไหม? งั้นก็เอาของจางหลี่เอ๋อร์ครึ่ง ของจางเสินซวีครึ่งมารวมกันก็ได้แล้วนี่! ท่านว่าอย่างไร?” หวังเค่อเกลี้ยกล่อม
“ข้ายังไงก็ได้ หากจูหงอียอมรับปาก ไม่มีสิ่งใดที่เป็ไปไม่ได้!” จื่อปู้ฝานยิ้ม
หวังเค่อผงะ นางรับปากง่ายๆ เลย? ทำไมตอนนี้ถึงได้กลายเป็เข้าหาง่ายขึ้นมา?
จูหงอีสูดลมหายใจลึก “ได้ แต่แค่ครั้งนี้นะ! ฟังให้ดี หลังจากครั้งนี้เ้าห้ามเพ่งเล็งหวังเค่ออีก!”
“ฮ่าๆ สบายใจเถอะ ข้าพูดคำไหนคำนั้น! โดยเฉพาะกับเื่ที่ข้ารับปากเ้า!” จื่อปู้ฝานตาสาดประกาย
จูหงอีเบือนหน้าหนีไม่มองจื่อปู้ฝานอีก
“งั้นก็มาเริ่มเก็บเืกันเถอะ!” จื่อปู้ฝานสั่ง
“ทราบ!” ศิษย์ลัทธิมารสี่ห้าคนเข้ามาทันที
“ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องห่วง เมื่อกี้เ้าตำหนักจื่อรับปากข้าแล้ว ข้าจะช่วยพวกเ้าอีกแรง!” หวังเค่อะโบอกทันที
ศิษย์ลัทธิมารไม่มีใครว่าอะไร
ทุกคนนำของวิเศษเฉพาะทางออกมาเจาะลงบนข้อมือของจางเสินซวี
“กลุกๆๆ!”
เืปริมาณมากถูกเก็บออกมา
“เอาละ เอาละ ให้จางเสินซวีพักหายใจสักครู่ ตอนนี้ถึงตาจางหลี่เอ๋อร์แล้ว ค่อยๆ ดูดนะ! คอยดูตัววัดด้วย อย่าเก็บออกมามากไป!” หวังเค่อสั่งทันที
ศิษย์พรรคอีกาทองคำไม่ไกลออกไปพากันกังวล
“มาร ไอ้พวกมารร้าย!”
“หวังเค่อเองก็ด้วย เมื่อกี้ข้าอุตส่าห์มองว่ามันไม่เลว แต่มันถึงกับช่วยมารดูดเืศิษย์พี่เสินซวี เจอการดูดเืแบบนี้เข้าไป ศิษย์พี่เสินซวีร่อแร่เหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย!”
.........
.........
......
......
...
......
“เ้าสมองกลวงรึ? นี่ยังจะโทษหวังเค่อได้ยังไง? หวังเค่อกำลังช่วยชีวิตศิษย์พี่เสินซวีอยู่ต่างหาก!”
“ใช่ ใช่ เมื่อกี้หวังเค่อต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไปมากกว่าจะปรามมารร้ายพวกนี้ไว้ได้ และช่วยศิษย์พี่หญิงใหญ่ไว้ได้สำเร็จ!”
“หวังเค่อช่วยศิษย์พี่หญิงใหญ่ แถมยังช่วยศิษย์พี่เสินซวีอีกด้วย!”
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ไม่ได้ฝากใจไว้ผิดคนจริงๆ!”
.........
......
...
ไม่นาน เืของสองพี่น้องสกุลจางก็ถูกดูดออกมาในปริมาณมาก หากเป็คนทั่วไปต้องมาเสียเืขนาดนี้มีหวังตายโหงไปนานแล้ว แต่ทั้งสองพลังฝีมือแก่กล้าดังนั้นจึงรอดตายแม้จะเหลือลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็ตาม
“เ้าตำหนัก ศิษย์พรรคอีกาทองคำกลุ่มนี้ควรจัดการยังไงดี ขอกินพวกมันได้หรือไม่...!” ศิษย์มารเผยสีหน้าคาดหวัง
ชัดเจนว่า้าดูดเืศิษย์พรรคอีกาทองคำที่ถูกขังกลุ่มนี้ให้หมดตัว
“เพ้ย? ทำอะไร ทำอะไร? นี่คิดจะกินคนงั้นหรือ? ชีพจรัของพวกเ้าตำหนักยังไม่ทันโผล่มาก็จะจัดงานเลี้ยงกันเสียแล้ว? พวกเ้าคิดได้ยังไง? รอเ้าตำหนักคร่ากุมชีพจรัได้ก่อนพวกเ้าค่อยจัดงานก็ยังไม่สาย! เ้าตำหนักยังไม่ทันจะได้กินคนแรก พวกเ้าเป็ใครถึงได้กล้าริอ่าน!” หวังเค่อตวาดด่าสาวกมาร
สีหน้าของมารเปลี่ยนไป นี่เกี่ยวผายลมอันใดกับเ้าด้วย! กินศิษย์ฝ่ายธรรมะ ต้องให้เ้ามาพูดพล่ามด้วยรึไง?
“เ้าตำหนักจู ตอนนี้ท่านอยากกินคนไหม?” หวังเค่อถามจูหงอี
เนี่ยชิงชิงกำชับจูหงอีไว้ว่าห้ามกินคนเด็ดขาด! หวังเค่อรู้เื่นี้ก็เลยถามจูหงอี
“ไม่!” จูหงอีเอ่ยเสียงต่ำ
“จื่อปู้ฝาน เ้าใช้ชีพจรเืบรรพชนอะไรนี่ทลายกลเอาเอง เสร็จแล้วค่อยมาเรียกข้า!” จูหงอีสะบัดชายเสื้อเดินกลับเข้าตำหนักข้างไป
จื่อปู้ฝานมองจูหงอีจากไป จากนั้นก็หันกลับมาถลึงตาใส่กลุ่มสมุนของตัวเอง “กินๆๆ รู้จักแต่กิน! ขังพวกมันไว้ก่อน!”
“ทราบ!” คนของจื่อปู้ฝานเบื้อใบ้กันไปพักหนึ่ง
อยู่ดีๆ ก็ซวยซะงั้น! ก่อนหน้านี้พวกเรากินศิษย์ฝ่ายธรรมะแบบนี้ได้โดยไม่มีปัญหา ทั้งหมดนี้ต้องโทษหวังเค่อ เ้าจะมาพล่ามอะไรนักหนา!
กลุ่มศิษย์พรรคอีกาทองคำมองหวังเค่ออย่างซึ้งใจ เพราะทุกคนรู้ว่าหวังเค่อยอมเข้าปากมารเพื่อช่วยชีวิตพวกตนออกมา
พวกมันรวมถึงจางหลี่เอ๋อร์และจางเสินซวีถูกจับกลับไปขังอีกรอบ ทั้งหมดถูกพาตัวไปยังตำหนักจองจำที่อยู่ไม่ไกลแห่งหนึ่ง!
“ทุกคน ทีนี้ก็ใช้อาคมจากชีพจรเืบรรพชนเหล่านี้วาดภาพทลายผนึกซะ!” จื่อปู้ฝานสั่งการ
“ทราบ!” ฝูงมารรับคำ
แต่หวังเค่อกลับรีบขอตัว แผล็บเดียวก็หายไปจากตรงนั้น
หวังเค่อมายังตำหนักอีกแห่งในวังหลวง
“ท่านประมุข? ท่านไม่ให้พวกเราไปด้วย พวกเราห้ามปรามทุกคนไว้ ทีนี้จะให้พวกเราทำยังไงต่อ?” พี่ใหญ่ถามอย่างใคร่รู้
“รีบให้ทุกคนออกไปจากวังหลวงเดี๋ยวนี้เลย อีกเดี๋ยววังหลวงจะเกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ขึ้น พวกเ้าจะโดนลูกหลงเอา!” หวังเค่อสั่ง
คลายผนึกชีพจรั? หวังเค่อไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรตามมา แต่จูหงอีบอกว่าชีพจรัก็คือมหาะเิบรรลัยกัลป์ งั้นไม่ใช่ว่าสามารถะเิได้ทุกเวลาหรอกหรือ?
“ทราบ!” พี่ใหญ่รับคำ
ทันใดนั้นทหารักษาการณ์ ขุนนาง นางกำนัลต่างก็ทยอยอพยพออกจากวังหลวงภายใต้การนำของพี่ใหญ่
ในวังหลวง
จูเยี่ยนมองจื่อปู้ฝานนำเหล่าสมุนวาดแผนกลอย่างหดหู่ใจ
แม่งเอ๊ย ไม่ใช่พวกเ้ามาเพื่อเอาชีวิตหวังเค่อหรือไง? รีบไปฆ่ามันซะสิ! ทำไมถึงปล่อยหวังเค่อไปเล่า? ทำไมกัน!?
“เ้าตำหนักจื่อ ทำไมท่านถึงยอมปล่อยหวังเค่อไปง่ายๆ แบบนั้น? งูหากไม่ตีให้ตายท่านจะถูกแว้งกัดในภายหลังนะ!” จูเยี่ยนเตือนจื่อปู้ฝานอย่างร้อนใจ
“จูเยี่ยน? เ้าคงมีความแค้นใหญ่หลวงกับหวังเค่อสิท่า?” จื่อปู้ฝานสีหน้าพิกล
“ไม่ใช่ข้ามีความแค้นไม่น้อยกับมัน แต่ข้าทนเห็นหวังเค่อมันหลอกท่านไม่ได้ มันเป็พวกลวงโลก!” จูเยี่ยนเอ่ยอย่างหดหู่
“เอาละ อะไรจะเกิดขึ้นก็ไว้ค่อยว่ากันในภายหลัง ตอนนี้ข้ากำลังยุ่งอยู่ เ้าอย่ามากวนข้า อีกเดี๋ยวมีงานใหญ่ต้องทำ!” จื่อปู้ฝานส่ายหน้า
จูเยี่ยน “…!”
ทำไม ทำไมหวังเค่อถึงรอดตายอีกแล้ว? แม่งเอ๊ย!
ขณะหดหู่ จูเยี่ยนก็มองไปทางวังหลวงอันโอ่โถง เดิมทีทั้งหมดนี้เป็ของมัน! แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้กลายเป็ของหวังเค่อไปได้! อาทวดมาเพื่อช่วยหวังเค่อจรรโลงสถานการณ์? ทำไมกัน!? น่าโมโหจริง!
ขณะโมโหจูเยี่ยนสังเกตเห็นว่าสมุนคนหนึ่งของจื่อปู้ฝานแอบย่องออกไปจากวังหลวง
“หือ? เ้านั่นแอบย่องไปไหนของมัน? หรือว่าจะเป็ไส้ศึก? หากข้าช่วยจื่อปู้ฝานจับไส้ศึกมาได้ นางคงจะยอมฟังข้าสักครั้งถูกไหม?” จูเยี่ยนตามไปด้วยความสงสัย
จูเยี่ยนตามคนผู้นั้นไปเงียบๆ ไม่นานก็ออกมาจากวังหลวงก่อนเข้ามาในสวนภายในเมืองแห่งหนึ่ง
จูเยี่ยนกลั้นใจข้ามกำแพงตามเข้าไปแล้วมาซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า จากนั้นก็เห็นภาพที่เกิดขึ้นภายใน
“ถงอันอัน?” จูเยี่ยนอุทาน
ที่แท้คนผู้นั้นไม่ใช่ไส้ศึกอะไร แต่ขณะกำลังจัดวางกลกันอยู่กลับถูกสะเก็ดหินปาใส่หัว มันเลยเกิดโทสะ แต่พอรู้ว่าคนที่เรียกมันคือถงอันอันก็เลยแอบย่องออกมาพบ
ถงอันอันซักคนผู้นั้นอยู่สักพัก จากนั้นสีหน้าก็แข็งทื่อ “เ้า เ้าว่าอะไร? เ้าตำหนักจื่อปล่อยตัวหวังเค่อไปเรอะ?”
“ใช่ขอรับ! เ้าตำหนักจื่อไม่เอาเื่หวังเค่อแล้ว! ตอนนี้พวกมันอยู่ใน่สงบศึก!” คนผู้นั้นพยักหน้า
“ทำไม? ทำไมกัน!? จะมาสงบศึกไปทำไม!?” ถงอันอันคราง
ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ส่งข้าให้ไปฆ่าหวังเค่อหรือไง? ข้าถูกหวังเค่อดักเล่นงานมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ตอนนี้พวกเ้ากลับสงบศึกกันเฉยเลย?
“ยังมีเื่อะไรอีกไหม? หากไม่มีอะไรงั้นข้ากลับก่อนนะ ไม่งั้นเกิดเ้าตำหนักรู้ว่าข้าแอบอู้งานมีหวังโดนนางเฉ่งเอาแน่!” คนผู้นั้นเร่ง
“ไม่ เพราะอะไรกัน!? เพราะอะไรเ้าตำหนักถึงไม่ยอมฆ่าหวังเค่อ!” ถงอันอันร้อนรนกังวลใจ
“ข้าจะไปรู้ได้ยังไง!” คนผู้นั้นตอบตามตรง
“ไม่ใช่ว่าเมื่อกี้เ้าอยู่ข้างๆ รึไง?” ถงอันอันถาม
“ข้าก็บอกท่านไปแล้วไง! เอาละ ถ้าไม่มีอะไรแล้วงั้นข้าไปล่ะ ท่านเองก็รีบไปพบเ้าตำหนักได้แล้ว!” คนผู้นั้นลา
พูดจบมันก็ะโข้ามกำแพงกลับออกไป
ทิ้งถงอันอันที่กำลังขยี้ผมตนเองไม่เลิกไว้เพียงลำพัง
“ทำไม? ทำไมกัน!?” ถงอันอันไม่อาจเข้าใจ
“ท่านผู้ดูแล ท่านเป็อะไรไป? เ้าตำหนักไม่หาเื่หวังเค่อแล้ว ไม่ใช่เป็เื่ดีหรอกหรือ? พวกเราจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวกันอีก!” หัวโล้นคนหนึ่งเกลี้ยกล่อม
“ผายลมสิ!” ถงอันอันถลึงตาใส่อีกฝ่าย
“อ๋า?”
“เราทำแส้เทพอสนีหลุดมือไป! ตอนนี้อยู่ในมือหวังเค่อ! หากเ้าตำหนักจื่อฆ่าหวังเค่อ นางก็จะได้ของวิเศษของตัวเองกลับไป! แต่ตอนนี้เ้าตำหนักจื่อกลับเปลี่ยนใจไม่เอาชีวิตหวังเค่อแล้ว! งั้นแส้เทพอสนีจะทำยังไง?” ถงอันอันจ้องอีกฝ่ายตาเขม็ง
“แส้เทพอสนีก็จะยังอยู่กับหวังเค่อ! พวกเราสามารถไปรายงานเ้าตำหนักได้!” หัวโล้นคนหนึ่งเอ่ยอย่างสงสัย
“ผายลม เกิดหวังเค่อให้ตายก็ไม่ยอมรับขึ้นมาจะทำยังไง? แส้เทพอสนีก็คือหายไปเฉยๆ?” ถงอันอันทำตาเขียว
“หวังเค่อให้ตายก็ไม่ยอมรับ?” หัวโล้นทุกคนหน้าแข็งค้าง
“คนที่ทำแส้เทพอสนีหายไปก็คือพวกเรา! หากไม่นำกลับมามีหวังถูกเ้าตำหนักถลกหนังทั้งเป็แน่!” ถงอันอันกระวนกระวาย
“งั้น งั้นควรทำยังไงดีขอรับ?” แก๊งหัวโล้นกระวนกระวายใจขึ้นมาเช่นกัน
“ไม่ว่ายังไงก็ต้องชิงแส้เทพอสนีกลับคืนมาให้ได้! เราจะพึ่งใครอีกไม่ได้ มีแต่ต้องชิงกลับมาจากหวังเค่อกันเอาเอง! พอได้แส้เทพอสนีกลับมา พวกเราก็จะปลอดภัยไร้เื่ราว!” ถงอันอันหดหู่เหลือแสน
“แต่พวกเราจะเผยตัวไม่ได้นี่ขอรับ! เกิดจูหงอีจับได้ เราไม่ตายกันพอดีหรือ?” หัวโล้นคนหนึ่งเป็กังวล
“แต่ถ้าไม่รีบชิงกลับมาเสียั้แ่ตอนนี้เกิดหวังเค่อหนีไปเราก็จะยิ่งลำบาก!” ถงอันอันทุกข์ระทม
“ถ้ามีคนนำทางพวกเราไปหาหวังเค่อได้ปัญหานี้ก็ตกไปแล้วแท้ๆ!” หัวโล้นคนหนึ่งเอ่ยอย่างหดหู่
“มาถึงขนาดนี้แล้วแต่เ้าตำหนักจื่อก็ยังไม่คิดจะไล่ล่าหวังเค่อให้ถึงที่สุด สมุนของเ้าตำหนักจื่อมีใครบ้างที่สามารถช่วยเราสังหารหวังเค่อได้? ไม่มี ไม่มีใครเลย!” ถงอันอันกุมศีรษะอย่างกลัดกลุ้ม
“ข้า ข้าจะช่วยพวกเ้าเอง ข้าจะนำทางพวกเ้าไปเอง!” จู่ๆ ก็มีคนะโออกมาจากพงหญ้า
อยู่ๆ ก็มีคนโผล่ออกมาปุบปับไม่ให้สุ้มเสียง พวกถงอันอันแทบหัวใจวาย
“จูเยี่ยน?” ถงอันอันอุทาน
“พวกเ้าตามข้ามา พวกเราจะไปฆ่าหวังเค่อกัน! ข้าคุ้นเคยกับวังหลวงดีที่สุด ข้าจะช่วยพวกเ้าปกปิดตัวตนเอง หวังเค่อจะต้องตายโดยไร้ดินกลบหน้า!”
พวกถงอันอันมองหน้ากัน โชคดีขนาดนี้เชียว? เพิ่งบอกจะเข้านอนก็มีคนมาส่งหมอนให้ถึงที่เลย?
