ฟู่ถิงเย่เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วอธิบายกับนางว่า “รองหัวหน้าเว่ยเป็ผู้ดูแลกรมสรรพาวุธ มีหน้าที่หลักในการควบคุมดูแลความคืบหน้าและคุณภาพการผลิตอาวุธ ภายใต้บังคับบัญชาของเขามีหัวหน้าเสมียน รับผิดชอบการบันทึกเอกสารและจัดการชีวิตความเป็อยู่ รวมถึงการทำงานของช่างฝีมือทั้งหมด ถัดลงมาเป็หัวหน้าช่างประจำแต่ละค่าย เหลียงเหวินเฉิงก็คือหัวหน้าช่างของค่ายธนูหน้าไม้ รับผิดชอบการผลิตอาวุธของค่ายธนูหน้าไม้”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก คิดในใจ ‘ท่านยังไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดรองหัวหน้าเว่ยถึงมาหาข้าเลย...’
“ให้เขาเข้ามาเถอะ” ฟู่ถิงเย่กล่าว
แต่นายทหารที่มารายงานกลับมีสีหน้าลำบากใจ “ท่านแม่ทัพ ตอนนี้ใต้เท้าเว่ย...เกรงว่าจะไม่สะดวกเข้ามาขอรับ”
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น มองหวาชิงเสวี่ยแวบหนึ่ง “เราออกไปดูกัน”
ทั้งสองคนเดินตามกันออกมาจากกระโจม
ทันทีที่ม่านกระโจมเลิกขึ้น ก็เห็นเว่ยฮั่นคุกเข่าหน้าผากเกือบแนบกับพื้นดิน ด้านหลังมีกิ่งจิงเถียว [1] แห้งๆ พันอยู่มากมาย
นี่เขากำลังทำอะไร?
ฟู่ถิงเย่ยิ้มเย้ยหยันภายในใจ แบกไม้มาขอขมา [2] ตาแก่นี่ก็ทำอะไรเช่นนี้ออกมาได้นะ
โดยรอบทุกทิศทางมีผู้คนมามุงดูไม่น้อยด้วยความอยากรู้อยากเห็น
นายทหารที่มารายงานพูดเสียงเบาข้างๆ ฟู่ถิงเย่ว่า “ใต้เท้าเว่ยแบกไม้มาขอขมา ตั้งใจเดินวนรอบค่ายใหญ่ไปหนึ่งรอบแล้ว ทุกคนก็เห็นกันหมดขอรับ...”
เว่ยฮั่นลุกขึ้น มองฟู่ถิงเย่และหวาชิงเสวี่ยด้วยสายตาแน่วแน่ จากนั้นคุกเข่าลงอีกครั้ง แล้วะโด้วยเสียงอันดัง “ข้าน้อยตาต่ำ! ล่วงเกินแม่นางหวา รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง! ท่านแม่ทัพโปรดลงโทษข้าด้วย!”
เขาก้มลงคำนับด้วยท่าทางที่ดูพยายามมากไปจนเกินความจำเป็ หวาชิงเสวี่ยใเล็กน้อย จึงหลบอยู่ด้านหลังฟู่ถิงเย่โดยไม่รู้ตัว “นี่เขากำลังทำอะไร...”
“เขากำลังขอโทษเ้า” ฟู่ถิงเย่กล่าวเสียงเรียบ
หวาชิงเสวี่ยดึงชายเสื้อของเขาด้วยความกังวล “ท่าน ท่านไม่ใช่แม่ทัพใหญ่หรอกหรือ รีบให้เขาลุกขึ้นเถอะ!”
คนอายุมากขนาดนี้ หากคุกเข่าจนเป็อะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร! น่ากลัวจริงๆ อย่ามาเรียกร้องค่าเสียหายจากข้านะ...
แน่นอนว่าฟู่ถิงเย่ก็ไม่อยากเห็นเว่ยฮั่นคุกเข่าต่อไป เขารู้ดีว่าเว่ยฮั่นทำแบบนี้ก็เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของตนเองเท่านั้น
เว่ยฮั่นอายุมากแล้ว ครึ่งขาของเขาได้ก้าวเข้าไปอยู่ในโลงแล้ว คนแบบนี้ไม่กลัวตาย ไม่โลภเงิน สิ่งเดียวที่ใส่ใจก็คือชื่อเสียงอันดีงามของเขา ที่ไม่ยอมก้มหัวให้ผู้มีอำนาจและยึดมั่นในความถูกต้อง
การขอโทษหวาชิงเสวี่ยอย่างยิ่งใหญ่นี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาสำนึกผิดจริงๆ
เขาแค่้าให้ผู้คนลืมความเสียมารยาทของเขาก่อนหน้านี้ และจดจำแต่ความกล้าหาญที่เขาออกมารับผิดชอบในตอนนี้
ถึงแม้ว่าฟู่ถิงเย่จะเป็ผู้บัญชาการทหาร แต่เล่ห์เหลี่ยมแบบนี้...เขาเห็นมามากแล้ว
“ใต้เท้าเว่ยลุกขึ้นเถิด” ฟู่ถิงเย่กล่าว “ใต้เท้าเว่ยเป็รองหัวหน้าผู้ดูแลกรมสรรพาวุธ ทำคุณงามความดีไว้มากมาย ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะมีการขัดขวางอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็เพื่อกรมสรรพาวุธ ข้าจะลงโทษท่านได้อย่างไร”
“ข้าน้อยขัดขวางแม่นางหวาในการปรับปรุงอาวุธให้กับทหารแคว้นต้าฉีของเรา เป็ความผิดที่ไม่อาจให้อภัยได้! โง่เขลาเบาปัญญา! ขอให้แม่นางหวาโปรดยกโทษให้ ท่านแม่ทัพโปรดลงโทษข้าน้อยด้วย!” รองหัวหน้าเว่ยหมอบอยู่บนพื้นะโเสียงดัง ไม่มีความคิดที่จะลุกขึ้นเลย
ฟู่ถิงเย่รู้สึกถึงมือคู่น้อยๆ ที่ดันเอวของเขาอย่างร้อนรน
เขาก้มลงมอง เห็นหวาชิงเสวี่ยมองเขาด้วยความร้อนใจ เสียงเบาแ่ “ให้เขาลุกขึ้นเถอะเ้าค่ะ...”
การให้คนชราผมสีดอกเลา หนวดเครายาวต้องมาคุกเข่าต่อหน้า หวาชิงเสวี่ยรับมารยาทอันยิ่งใหญ่นี้ไว้ไม่ไหวจริงๆ! ในฐานะคนยุคใหม่ นางรู้สึกใกลัวสุดๆ!
ฟู่ถิงเย่ถูกนางสะกิดจน...รู้สึกเบาสบายไปทั้งร่าง หากไม่ใช่เพราะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาคงคิดอะไรเกินเลยไปแล้ว
“ใต้เท้าเว่ยลุกขึ้นเถิด แม่นางหวามีจิตใจบริสุทธิ์และเมตตา ไม่ได้มีความคิดจะตำหนิท่าน” ฟู่ถิงเย่ถือโอกาสนี้ชมเชยหวาชิงเสวี่ย เพื่อให้ทุกคนประทับใจภาพลักษณ์ที่ดีของนาง “ใต้เท้าเว่ยเองก็เป็ผู้มีคุณธรรมสูงส่ง กรมสรรพาวุธมีท่านทั้งสองเป็แบบอย่าง ค่ายชิงโจวของเราจะต้องมีชัยชนะอย่างแน่นอน!”
คำพูดไม่กี่คำของฟู่ถิงเย่นั้นเรียบง่ายแต่แยบยลมาก
เขายกหวาชิงเสวี่ยขึ้นมาเทียบเคียงกับเว่ยฮั่นโดยตรง เท่ากับยกระดับฐานะของหวาชิงเสวี่ยในกรมสรรพาวุธให้เท่าเทียมกับเว่ยฮั่น
แต่ขุนนางทุกคนล้วนมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว
เว่ยฮั่นที่คุกเข่าอยู่บนพื้นย่อมเข้าใจความหมายของฟู่ถิงเย่ ‘เื่นี้ถือว่าแล้วกันไป แต่ต่อไปนี้ขึ้นอยู่กับการกระทำของท่านแล้ว’
สถานการณ์บีบบังคับ รองหัวหน้าเว่ยจึงเข้าใจสถานการณ์ขึ้นมา กล่าวเสียงดังว่า “วันหน้ากรมสรรพาวุธของเราจะมีแม่นางหวาเป็ผู้นำ!”
อย่างไรตาแก่เว่ยผู้นี้ก็อายุมากแล้ว นั่งในตำแหน่งนี้มานาน ยากที่จะเลี่ยงนิสัยไม่ดีเล็กๆ น้อยๆ ‘เ้าอยากจะยกย่องนางไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นข้าก็จะยกย่อง ข้าจะช่วยเ้ายกย่องนางให้สูงๆ ดูซิว่าเวลาตกลงมามันจะเจ็บหรือไม่!’
เพียงแต่อารมณ์ชั่ววูบนี้ของเขา ฟู่ถิงเย่ไม่สนใจ และไม่คิดอยากรู้ ตราบใดที่บรรลุเป้าหมาย ฟู่ถิงเย่ก็ถือว่าเป็ผู้นำที่ใจกว้างผู้หนึ่ง
หากเป็คนอื่น ขุนนางตัวเล็กๆ ขั้นแปดที่ไหนจะกล้าหักหน้าแม่ทัพใหญ่เช่นนี้? เบื่อชีวิตแล้วหรือ?!
รองหัวหน้าเว่ยลุกขึ้นยืนด้วยความช่วยเหลือจากช่างฝีมือหลายคน เขามีอายุมากแล้ว คุกเข่าอยู่ในหิมะนานขนาดนี้ เข่าจึงแข็งตึง เมื่อลุกขึ้นยืนเกือบจะล้มลงอีกครั้ง
“ใต้เท้าเว่ยรักษาสุขภาพด้วย” ฟู่ถิงเย่เอ่ยเสียงเรียบประโยคหนึ่ง
“ขอบคุณท่านแม่ทัพที่ห่วงใย...แค่ก แค่กแค่กแค่ก! ...” จู่ๆ เว่ยฮั่นที่กำลังพูดอยู่ไอขึ้นมาอย่างรุนแรง “ข้าน้อย...แค่กแค่ก ข้าน้อยไม่เป็ไร แต่ไม่ทราบว่าแม่นางหวาจะเริ่มปรับปรุงอาวุธให้กับกรมสรรพาวุธของเราเมื่อใดหรือ?”
หวาชิงเสวี่ยมองเขาด้วยความกังวล กลัวว่าเขาจะไอจนปอดหลุดออกมา เมื่อได้ยินเว่ยฮั่นพูดถึงตน นางจึงรีบกล่าวว่า “อีกเดี๋ยวข้าจะรีบไปเลย ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจ กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ตอนนี้เรามีวัสดุเพียงพอ การปรับปรุงอาวุธจะเสร็จภายในไม่กี่วันแน่นอน”
สิ้นเสียง ทุกคนก็เงียบไป
นางบอกว่า จะเสร็จภายใน...ไม่กี่วัน...
เหลียงเหวินเฉิงที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนรู้สึกพอใจมาก คิดในใจ ‘ในที่สุดพวกท่านก็เข้าใจความรู้สึกของข้าแล้ว’
หวาชิงเสวี่ยไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป นางมองไปรอบๆ อย่างงุนงง สุดท้ายก็มองไปที่ฟู่ถิงเย่ด้วยความประหม่า ถามว่า “พวกเขา...เหตุใดถึงไม่พูดอะไรเลยเ้าคะ?”
ฟู่ถิงเย่มองนางด้วยสายตาอ่อนโยนเป็พิเศษ “พวกเขาแค่ดีใจเกินไป”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าเขาพูดไม่ถูก แต่จะบอกว่าไม่ถูกตรงไหน...นางก็บอกไม่ได้ จึงหลบอยู่ด้านหลังฟู่ถิงเย่ด้วยความกลัว พยายามผ่อนคลายความอึดอัดในใจ
...
ในที่สุดเว่ยฮั่นก็ถูกพยุงตัวออกไป
ฟู่ถิงเย่ส่งหวาชิงเสวี่ยกลับกระโจม นางดึงเขาไว้แล้วถามว่า “เมื่อครู่ข้าพูดอะไรผิดไปหรือไม่เ้าคะ? อย่าโกหกข้านะ”
“ไม่มี” ฟู่ถิงเย่เลิกคิ้วมองนาง “เหตุใดเ้าถึงคิดเช่นนั้น?”
“รู้สึกว่ามันแปลกๆ” หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิดอย่างจริงจัง “โดยเฉพาะท่านลุงที่แบกฟืน สีหน้าของเขาดูไม่เหมือนดีใจเลย...”
“แบกฟืน? ท่านลุง?” ฟู่ถิงเย่ชะงัก
“ใช่แล้ว” หวาชิงเสวี่ยมองเขาอย่างสับสน “ท่านไม่ได้บอกว่าเขาเป็ถึงรองหัวหน้าผู้ดูแลหรอกหรือ? เป็ขุนนางแล้ว เหตุใดไม่มีใครช่วยเขาผ่าฟืนเล่าเ้าคะ? ถึงแบกฟืนกองใหญ่ขนาดนั้น...”
ฟู่ถิงเย่หัวเราะลั่นทันที “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!!! ...”
หวาชิงเสวี่ยกำลังงุนงง อยากจะถามว่าเหตุใดเขาจึงหัวเราะ ทันใดนั้นก็ถูกเ้าหมีดึงเข้าไปกอดแล้ว!
เคราหนาๆ ทิ่มลงบนหัวของนาง!
หวาชิงเสวี่ยเจ็บจนอยากจะร้องไห้ “อื้อ...”
แต่ฟู่ถิงเย่กลับดูเหมือนชอบนางเอามากๆ ยังถูไถศีรษะกับนางอย่างแรง!
เ้าหมีตัวโตออกไปนะ! ถ้าถูอีกหน่อยคงได้เห็นเืแน่!
...
หวาชิงเสวี่ยจึงได้พักอาศัยอยู่ในค่ายทหาร
มีช่างเหล็กหลิวอยู่ข้างนาง คนอื่นๆ จึงไม่กล้าดูแคลน ทุกคนสุภาพอ่อนน้อมต่อนาง ไม่กล้าดูถูกแม้แต่น้อย
เมื่อหวาชิงเสวี่ยเดินเข้าไปในโรงงานของค่ายเครื่องมือเหล็ก ช่างเหล็กหลิวกำลังฝึกฝนวิธีการตีเหล็กแบบพับทบที่หวาชิงเสวี่ยสอนเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เนื่องจากไม่มีเครื่องมือวัดค่าที่ทันสมัย วิธีนี้จึงต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้เข้าใจจังหวะที่เหมาะสมของแต่ละขั้นตอน แม้แต่ตัวหวาชิงเสวี่ยเอง เวลาสอนช่างเหล็กหลิวก็ต้องทดลองสามถึงห้าครั้งจึงจะสำเร็จ
ช่างตีเหล็กหลิวเห็นหวาชิงเสวี่ยเข้ามาก็ดีใจมาก รีบนำผลงานที่ฝึกฝนมาหลายวันให้หวาชิงเสวี่ยดูด้วยท่าทีเคารพนับถือ เหมือนกับการต้อนรับอาจารย์
คนสมัยโบราณให้ความสำคัญกับการสืบทอดฝีมือยิ่งนัก มีเพียงได้รับการยอมรับจากอาจารย์เท่านั้น จึงจะถือว่าสำเร็จการศึกษาเล่าเรียน
ถึงแม้ว่าช่างตีเหล็กหลิวจะไม่ได้คารวะหวาชิงเสวี่ยเป็อาจารย์ แต่ในใจของเขานั้น มีความเคารพต่อหวาชิงเสวี่ยไม่ต่างจากอาจารย์เลยสักนิด
หวาชิงเสวี่ยมองดูดาบแต่ละเล่มอย่างละเอียด บางเล่มก็หยิบขึ้นมาลองถือ รู้สึกเหมือนจะหลั่งน้ำตาด้วยความยินดี
ไม่มีการตรวจสอบค่าที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ ทั้งหมดอาศัยเพียงความพยายามศึกษาและประสบการณ์ของมนุษย์ต่อทักษะนี้ ช่างตีเหล็กหลิวสามารถทำได้ถึงระดับนี้ ถือว่าเขายอดเยี่ยมมากแล้ว
หวาชิงเสวี่ยเชื่อว่า เมื่อช่างตีเหล็กหลิวใช้ทักษะนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว ผลงานที่ออกมาจากมือของเขาจะต้องสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นแน่นอน
“แม่นางหวา สิ่งเหล่านี้...ท่านคิดว่าอย่างไรบ้าง?” ช่างตีเหล็กหลิวถามด้วยความประหม่าเล็กน้อย
หวาชิงเสวี่ยตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ท่านลุงเป็ผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว พอได้ยินวิธีตีเหล็กแบบพับทบก็เข้าใจได้ในทันที ดาบเหล่านี้ล้วนดีมาก ถึงแม้จะยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่ทุกๆ รายละเอียดนั้นครบถ้วน ที่เหลือก็แค่ค่อยๆ สะสมประสบการณ์ต่อไป ข้าคิดว่าตอนนี้ท่านลุงมีความสามารถมากพอที่จะสอนวิธีนี้ให้กับช่างฝีมือคนอื่นๆ ได้แล้วเ้าค่ะ”
ทักษะต้องเผยแพร่ออกไป จึงจะเกิดประโยชน์กับทหารทุกคนอย่างแท้จริง และการเผยแพร่ออกไปนั้น หวาชิงเสวี่ยคนเดียวทำไม่ไหว
หวาชิงเสวี่ยแค่สอนช่างตีเหล็กหลิวคนเดียว งานที่เหลือก็ให้คนอื่นทำ
“ขอรับ ข้าก็รู้สึกเช่นเดียวกัน หากฝึกฝนวิธีการตีเหล็กนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง คุณภาพน่าจะยังพัฒนาขึ้นได้อีก...” ช่างตีเหล็กหลิวกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“แน่นอนอยู่แล้ว คุณภาพยังสามารถพัฒนาขึ้นได้อีกมาก” หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน
ดาบชื่อดังในตำนานโบราณ ล้วนถูกตีขึ้นด้วยวิธีการตีเหล็กแบบพับทบนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็กานเจี้ยง [3] โม่เหยีย หลงหยวน [4] ไท่เออ [5] จ้านหลู [6] อวี๋ฉาง [7] จวี้เชวี่ย [8] ล้วนเป็อาวุธชั้นยอด ดังนั้นคุณภาพที่ดีที่สุด จึงแน่นอนว่าไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้
ช่างเหล็กหลิวมีสีหน้าทั้งคาดหวังและกังวล “แต่ไม่รู้ว่าข้าต้องฝึกฝนถึงระดับไหนจึงจะถือว่าสำเร็จ...เวลาที่เหลือใน่ชีวิตของข้า จะเพียงพอหรือไม่...”
หวาชิงเสวี่ยเข้าใจความหลงใหลในการตีเหล็กของช่างตีเหล็กหลิวเป็อย่างดี นางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “หากวันใดท่านลุงสามารถตีใบมีดให้มีลวดลายได้ ก็ถือว่าท่านสำเร็จแล้ว”
“...ใบมีดมีลวดลาย?” ช่างเหล็กหลิวเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “ขอรบกวนแม่นางหวาช่วยชี้แนะด้วยขอรับ ใบมีดมีลวดลายคืออะไรหรือ?”
—————————————————————————————————————
[1]จิงเถียว(荆条)ต้นคนทีเขมา คล้ายไม่เรียวของไทย ในสมัยก่อนมักถูกใช้เป็ไม้ตีลงโทษคน
[2]แบกไม้มาขอขมา(负荆请罪)สำนวนจีนโบราณ เปรียบเปรยว่าเป็การสำนึกผิดมาขอขมาก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะลงโทษ
[3]กานเจี้ยง(干将)และโม่เหยีย(莫邪)เป็ชื่อของช่างทำกระบี่ที่มีชื่อเสียงในสมัยชุนชิว กานเจี้ยงกับภรรยาโม่เหยียต่างก็ร่วมกันตีดาบกระบี่ที่มีชื่อเสียงมากมาย ดาบที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ กานเจี้ยงและโม่เหยีย กระบี่ที่เป็สัญลักษณ์ของความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสามีภรรยา ความหลงใหลและมุ่งมั่นในวิชาตีดาบ
[4]หลงหยวน(龙渊)เป็กระบี่มีชื่อในยุคสมัยชุนชิว
[5]ไท่เออ(太阿)เป็ดาบมีชื่อในสมัยโจวตะวันออก ด้วยฝีมือของช่างตีเหล็กผู้มีชื่อเสียงคู่หนึ่งแห่งแคว้นเยว่ มีชื่อเสียงเื่ความคมกริบ จนเคยได้สมญานามว่าดาบอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า
[6]จ้านหลู(湛卢)เป็ดาบสองคมที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยชุนชิว
[7]อวี๋ฉาง(鱼肠)ลักษณะเด่นคือเป็ดาบขนาดเล็กเรียว มีชื่อเสียงเป็ดาบที่นิยมใช้สำหรับการลอบสังหาร
[8]จวี้เชวี่ย(巨阙)เป็ดาบในตำนานแห่งสมัยชุนชิว มีลักษณะสั้นและหนา แต่คมกริบและแข็งแรงทนทานมาก
