ในโลกนี้มักเป็เช่นนี้เสมอที่เื่ดีๆ มักไม่ค่อยเป็ข่าว แต่เื่แย่ๆ กลับดังออกไปไกลเป็พันลี้
เสบียงในท้องพระคลังสำหรับบรรเทาภัยพิบัติไม่มีเหลือแล้ว ข่าวนี้แพร่ออกไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีกอย่างไรอย่างนั้น ภายในหนึ่งวันก็ถูกแพร่กระจายออกไปทั่วทั้งเมืองหลวง ทั้งยังแพร่ไปทั่วทุกสารทิศทั้งประเทศด้วยความเร็วยิ่งขึ้น
ดังนั้นภายในเวลาสั้นๆ แค่หนึ่งวัน ทุกคนก็รู้กันหมดแล้วว่าเซียวกุ้ยเฟย [1] นางสนมที่ฮ่องเต้รักมากที่สุดกับครอบครัวของนางได้นำเอาเสบียงในท้องพระคลังขายออกไปในราคาสูง เพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าของครอบครัวตนเอง
ในท้องพระคลังไม่มีเสบียงหลงเหลืออยู่เลย!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทางใต้ที่มีคนหิวตายเป็เบือ ขนาดในเมืองหลวงเมื่อได้ยินข่าวว่าไม่มีอาหารในท้องพระคลังเหลือเลย ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาก็คือตื่นตระหนก จากนั้นก็แอบเตรียมสัมภาระที่ใช้ใส่ของและไปซื้อเสบียงเป็จำนวนมาก
จากนั้นกลุ่มฏและกองโจรจำนวนนับไม่ถ้วนก็ปรากฏตัวขึ้นทั่วประเทศ มีผู้คนกว้านซื้อพืชผลเป็จำนวนมากขึ้น วงจรที่เลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา ทำให้ราคาพืชผลพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้แต่สถานที่เล็กๆ อย่างที่ราบลุ่มระหว่างูเาอันไกลโพ้นแห่งนี้ก็ขึ้นราคาเช่นกัน สำหรับพวกคนรวยที่พอมีอันจะกินก็เริ่มซื้อพืชผลมาไว้ พืชผลชุดใหม่ยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยว พวกชาวบ้านต่างก็ไม่สามารถกินได้อิ่มท้อง ไหนเลยจะมีเวลาไปซื้อพืชผลได้ ต่อมาไม่รู้ว่าเป็ความคิดของใคร พวกชาวบ้านทั้งหมดพากันแห่ไปที่บ้านสกุลติงที่ร่ำรวยเป็อันดับหนึ่งในหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อจะขอยืมข้าวสาร
เป็เวลาหลายวันแล้วที่ผู้คนมาที่ประตู คราแรกเป็ญาติและเพื่อนบ้านของสกุลติง ต่อมาก็ขยายออกไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ผู้าุโติงกับแม่นางหลี่ว์ต่างก็เป็คนใจดีและมีน้ำใจ พวกเขามักจะชอบมองคนอื่นในแง่ดีเสมอ ที่บ้านพวกเขาเองก็มีความสามารถ ดังนั้นเมื่อเห็นว่าเหล่าญาติๆ มาร้องไห้คร่ำครวญว่าตนเองลำบากขนาดไหน เด็กๆ ไม่ได้กินอิ่มท้องสักครั้งมาหลายวันแล้ว พวกเขาก็เลยใจอ่อนและให้ยืมไปสองสามครั้ง
ทว่าเื่นี้ก็เหมือนการเปิดอ่างเก็บน้ำ เมื่อ้าจะปิดก็ปิดได้ยากเสียแล้ว พวกเขาเห็นคนมายืมข้าวสารที่บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดสกุลติงเองก็รับไม่ไหวอีกต่อไป
หลังจากที่รู้ข่าวพี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงต่างก็พากันกลับบ้าน พวกเขานับจำนวนเหล่าผู้าุโและรู้สึกว่าหากเป็เช่นนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ๆ จึงตัดสินใจว่าต่อไปไม่ว่าใครจะมาที่บ้านก็จะไม่ให้ยืมข้าวสารอีก
ทว่าทันทีที่ได้ยินข่าวว่าสกุลติงจะไม่ให้ยืมข้าวสารอีกต่อไป ท่าทีของคนในหมู่บ้านที่มีต่อสกุลติงก็เปลี่ยนไปในพริบตาเดียว หลังจากที่พวกเขาปิดประตูบ้าน เวลาเจอคนในหมู่บ้านชาวบ้านก็จะพากันมองครอบครัวสกุลติงด้วยสายตาที่โกรธแค้น ราวกับว่าเป็คู่แค้นมาแต่ชาติปางก่อนอย่างไรอย่างนั้น
ต่อให้ทุกคนจะจำได้ว่าสกุลติงมีท่านย่าเทวาูเาคุ้มครองอยู่ แต่นั่นก็ไม่อาจต้านทานความหวาดกลัวเื่ปากท้องของพวกเขาได้
ติงเหว่ยรู้สึกเป็กังวลขึ้นมา หลังจากได้ยินเื่นี้นางก็รู้สึกว่าไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป นางจึงคุยกับกงจื้อิว่าอยากกลับบ้านสักรอบ
เนื่องจากสถานการณ์ภายนอกตอนนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก คนเร่ร่อนก็มีจำนวนมากเกินไป กงจื้อิจึงกังวลในความปลอดภัยของนาง ในใจของเขารู้สึกไม่เต็มใจอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดไปคิดมาเขาก็พยักหน้า “เ้ากลับบ้านสักรอบก็ดี แต่ให้หลินลิ่วกับอวิ๋นอิ่งไปส่งเ้าด้วย ส่วนอันเกอเอ๋อร์ให้อยู่ที่บ้านที่นี่ เ้ารีบไปรีบกลับ!”
เมื่อติงเหว่ยได้ยินเขาเรียกสถานที่แห่งนี้อย่างใกล้ชิดว่าบ้าน ในใจของนางก็เอ่อล้นไปด้วยความหวานชื่น ใน่นี้ถึงแม้ว่าจะยุ่งวุ่นวาย ทว่าทั้งสองคนก็เหมือนกับชายหญิงที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก เพียงสบตากันสักครั้ง ยิ้มให้กันสักหน ต่างก็ทำให้อีกฝ่ายหัวใจเต้นแรงไปครึ่งค่อนวัน และทั้งสองคนก็ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อยๆ
พูดเื่ไร้สาระให้น้อยสักหน่อย ติงเหว่ยเองก็ไม่เต็มใจที่จะพาอันเกอเอ๋อร์กลับไปด้วย เกรงว่าระหว่างทางจะไม่ปลอดภัย ดังนั้นก็เลยพยักหน้าและพูดว่า “ที่นี่ท่านเองก็ยุ่งจนทุกคนทำงานตัวเป็เกลียวอยู่แล้ว ไหนเลยจะสามารถส่งคนออกไปส่งข้าได้ อีกอย่างข้าไม่ได้ไปถ้ำัหรือรังเสือสักหน่อย ข้าก็แค่กลับบ้าน ไม่จำเป็ต้องพาคนไปสักหน่อย! อีกทั้งถนนสายนี้ก็ไม่ได้ไกลด้วย”
กงจื้อิวางจดหมายในมือของเขาและค่อยๆ จับมือที่แสนอ่อนนุ่มของนางเอาไว้ แววตาลึกซึ้งของเขาเต็มไปด้วยความจริงจัง และเขาก็ไม่ได้ปกปิดความเป็ห่วงและความกังวลเอาไว้เลยแม้แต่น้อย “เชื่อข้านะ พาอวิ๋นอิ่งกับหลินลิ่วไปด้วย หากว่าข้าเคลื่อนไหวได้สะดวก ข้าจะไปส่งเ้าด้วยตนเอง!”
น้ำเสียงของเขานุ่มทุ้มและหนักแน่น ช่างอ่อนโยนยิ่งนัก
ติงเหว่ยใบหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถบ่ายเบี่ยงได้อีกต่อไป นางพยักหน้าถี่ๆ “ตกลง เอาตามที่ท่านว่าทั้งหมด!”
กงจื้อิยิ้มออกมาอย่างสดใส เดิมทีเขาเป็คนนิสัยเ็า ใบหน้าที่หล่อเหลาของเขามักจะเคร่งขรึมอยู่เสมอ อาจเป็เพราะ่นี้ต้องเตรียมการหลายๆ อย่าง คิ้วของเขามักจะขมวดเล็กน้อย และสีหน้าก็ดูเหนื่อยล้า
ตอนนี้จู่ๆ ก็ยิ้มออกมา ราวกับแสงจันทร์ส่องทะลุเมฆดำท่ามกลางความมืดมิด เป็แสงอาทิตย์ที่เจิดจ้ายามเช้าส่องสว่างทุกอย่างในทันที
หัวใจของติงเหว่ยเต้นรัว นางอดไม่ได้ที่จะมองอย่างเคลิบเคลิ้ม การแสดงออกของนางราวกับสาวน้อยที่กำลังหลงใหลอะไรบางอย่างก็ไม่ปาน
กงจื้อิเองก็รู้สึกตื่นเต้น เขาเป็บุรุษทั่วไปคนหนึ่ง เมื่อเห็นหญิงสาวที่เขาชอบมองตนเองอย่างหลงใหลเช่นนี้ แน่นอนว่าเขาก็รู้สึกมีความสุข
เขาอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้น และลูบผมของติงเหว่ยเบาๆ และน้ำเสียงของเขาก็อ่อนโยนขึ้น “รีบไปรีบกลับ!”
จากนั้นติงเหว่ยถึงได้กลับมามีสติอีกครั้ง นางรู้สึกประหม่าเล็กน้อย และไม่กล้าสบตาเขาแม้แต่นิดเดียว นางตอบรับอย่างคลุมเครือแล้วกุลีกุจอรีบหันหลังวิ่งออกไปทันที
คงไม่ต้องบอกว่าข้างหลังของนางมีเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของชายหนุ่มไล่ตามมา
ติงเหว่ยเริ่มโมโหเล็กน้อยด้วยความเขินอาย ใบหน้าของนางก็แดงยิ่งขึ้นไปอีก ทว่ารอยยิ้มที่หางตาและคิ้วของนางนั้นทำอย่างไรก็ลบไม่ออก
……
หลินลิ่วที่ได้รับคำสั่งอยู่ก่อนแล้ว ตอนนี้กำลังยืนรอที่ด้านนอก เขาบังเอิญเห็นรอยยิ้มที่เขินอายและผ่อนคลายอย่างเป็ธรรมชาติของนางก็รู้สึกใขึ้นมาในทันที
ติงเหว่ยไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ นางจึงเดินเข้าไปและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “คงต้องรบกวนผู้ดูแลหลินกลับไปที่บ้านกับข้าสักรอบแล้ว!”
“ไม่รบกวนเลย ไม่รบกวนเลย! เป็เื่ที่สมควรแล้ว!” หลินลิ่วกระแอมออกมาอย่างประหม่า แล้วก็รีบก้มหน้าลง
ริมฝีปากของติงเหว่ยยิ้มกว้างยิ่งขึ้น เท้าของนางก็เร็วขึ้นเช่นกัน
หลินลิ่วเดินตามไปข้างหลังและแอบมองติงเหว่ย เขาแอบคิดว่าไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดคนที่โดดเด่นอย่างนายน้อยของเขาถึงชอบแม่นางติง ถึงแม้แม่นางติงจะไม่ได้มีใบหน้างดงามมากที่สุด ทว่ารอยยิ้มที่เป็ตัวเองอย่างธรรมชาตินั้น กลับไม่ใช่สิ่งที่หญิงสาวทั่วไปจะเทียบได้
แม้แต่พวกกุลสตรีชั้นสูงในเมืองหลวงที่เขาเคยเห็นในปีนั้น ก็ไม่มีใครสักคนที่จะเทียบได้กับแม่นางติง
แน่นอนว่าติงเหว่ยไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ในใจของนางกังวลถึงคนในครอบครัว หลังจากออกจากจวนสกุลอวิ๋นแล้ว ฝีเท้าของนางก็เร็วขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
ระหว่างทางแทบจะไม่เห็นคนเดินถนนอีกต่อไป แม้ว่าจะมีบ้างหนึ่งถึงสองคนที่เดินทางอย่างเร่งรีบเช่นกัน ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย แต่ละคนท่าทางดูเหมือนหมดสิ้นแล้วทั้งชีวิต ถึงขนาดที่ว่าไม่เห็นพวกเด็กๆ ที่้คอยออกมาวิ่งเล่นข้างนอกท่ามกลางแสงแดดอีกต่อไป
ติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็กังวลและเศร้าโศกตามไปด้วย
หลินลิ่วดูเหมือนจะอ่านใจนางออก เขาวิ่งเหยาะๆ มาข้างหน้า และอธิบายด้วยเสียงแ่เบาว่า “แม่นางติง มีคนเร่ร่อนจำนวนมากมายเข้ามาในหมู่บ้านแล้ว แต่นายอำเภอก็ได้รวบรวมคนหนุ่มให้ช่วยกันลากออกไปแล้ว และยังจัดเวรยามเฝ้า ทำให้หมู่บ้านพอจะเงียบสงบขึ้นมาสักหน่อย ทว่าไม่มีคนคอยดูแลเด็กๆ หากพวกเขาออกมาเล่นข้างนอกคงจะเป็เื่อันตรายมากกว่า!”
ติงเหว่ยพยักหน้าและถอนหายใจเบาๆ “เป็ฤดูร้อนแท้ๆ แต่ภายในหมู่บ้านนี้กลับดูรกร้างไปไม่น้อย!”
“คนน้อยลงก็เลยร้างเป็ธรรมดา!” หลินลิ่วกระซิบตอบ “ข้าได้ยินว่าบางครอบครัวที่พอมีฐานะต่างก็เก็บข้าวของและอพยพออกไปแล้ว!”
ในไม่ช้าก็เดินทางมาถึงบ้านสกุลติง เนื่องจากติงเหว่ยไม่ได้ส่งข่าวมาบอกก่อน ตอนนี้จู่ๆ ก็กลับมาเลยทำให้ทั้งครอบครัวทั้งประหลาดใจและยินดีไม่น้อย
ประกอบกับที่ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเลยพากันออกมาต้อนรับทั้งหมด มีแค่แม่นางหลิวกับแม่นางหวังที่ถึงแม้จะยิ้มแต่ว่าก็มีความโกรธเคืองอยู่ด้วย
ติงเหว่ยในใจรู้สึกมึนงง แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้า
พี่รองสกุลติงเป็คนแรกที่เอ่ยปากออกมา “เหว่ยเอ๋อร์เ้ากลับมาพอดีเลย พวกข้ากำลังปรึกษากับท่านพ่อว่าจะไปหาเ้าพอดี!”
ั้แ่ที่ติงเหว่ยจู่ๆ ก็ลืมเื่ราวในอดีตไป การจัดการเื่ต่างๆ ของนางก็ดีกว่าพวกเขาพ่อลูกไม่น้อย ดังนั้นเวลาที่ที่บ้านมีเื่อะไรพวกเขาต่างก็อยากจะถามความเห็นของนางโดยไม่รู้ตัว
ผู้าุโติงก็รีบเข้าไปทักทายหลินลิ่วอย่างสุภาพ “ผู้าุโหลินอุตส่าห์มาส่งลูกสาวของเรากลับบ้านโดยเฉพาะ ต้องลำบากท่านแล้วจริงๆ เชิญท่านรีบเข้ามาดื่มชาร้อนๆ ในบ้านก่อน แม่เป่าเอ๋อร์รีบไปชงชาเร็วเข้า!”
“เอ่อ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ ท่านพ่อสามี!” แม่นางหลิวพูดอย่างจริงใจ และหันไปทางหลินลิ่วด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็ขอตัวเข้าไปในห้องครัว
แม่นางหวังปฏิเสธที่จะขยับตัว แต่เมื่อถูกแม่นางหลี่ว์ถลึงตาใส่นางถึงได้ตามเข้าไปในครัวอย่างไม่เต็มใจ และทำได้เพียงเงี่ยหูฟังภายนอก
ในยามนี้เมื่อหญิงสาวกลับมา เห็นได้ชัดว่าจะต้องมีเื่พูดแน่ๆ หากไม่อยู่ที่ห้องโถงแล้วนางจะสืบข่าวได้อย่างไร?
เมื่อแม่นางหลี่ว์เห็นว่าลูกสะใภ้ทั้งสองออกไปหมดแล้ว ก็เลยพูดกับหลินลิ่วว่า “อากาศร้อนเช่นนี้ยังต้องรบกวนท่านมาถึงที่นี่ รีบเข้าไปในห้องเย็นๆ สักหน่อย น้ำชาก็เป็ชาหลงจิ่งอะไรสักอย่างที่เหว่ยเอ๋อร์ส่งมาให้ไม่กี่วันก่อน หากจะพูดขึ้นมาเมื่อก่อน…คนชนบทอย่างพวกเราก็ไม่เข้าใจสิ่งนี้ แค่รู้สึกว่าตอนดื่มชานี้รสชาติดี กลิ่นหอมมากและไม่ขมเลย!”
หลินลิ่วรีบโบกมือเป็พัลวัน “ผู้าุโและท่านแม่เฒ่าเกรงใจเกินไปแล้ว แต่ว่าไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น ข้าทำตามคำสั่งของนายน้อยที่ให้มาส่งแม่นางติงกลับบ้าน พวกท่านไม่ต้องสนใจข้า มีเื่อะไรจะคุยกันก็ไปคุยที่ด้านในเถอะ เดี๋ยวข้ารอข้างนอกก็พอแล้ว!”
หลังจากพูดจบ เขาก็นั่งบนม้านั่งไม้ใต้ชายคา ใบหน้าของเขาปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด และนั่งรอติงเหว่ยกลับมา
หลังจากผู้าุโติงและแม่นางหลี่ว์ได้ยิน ในใจก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย
ลูกสาวของเขาขายตนเองออกไปสามปีแล้ว ก็ถือว่าไม่ใช่คนในครอบครัวตนเองแล้ว กว่าจะได้กลับบ้านสักรอบนั้นไม่ง่ายเลย แล้วยังมีคนมารอรับกลับอีกด้วย
ผู้าุโติงกลับเข้าใจมากกว่า หลังจากเปลี่ยนความคิดแล้วนี่ก็เป็การแสดงให้เห็นว่าสกุลอวิ๋นให้ความสำคัญกับลูกสาวของเขา ในหมู่บ้านฟางเยวียนแห่งนี้ก็มีครอบครัวไม่น้อยที่ขายลูกสาวตนเองให้ครอบครัวใหญ่ๆ เพื่อไปทำงานเป็สาวใช้ ทว่าเขากลับไม่เคยเห็นครอบครัวไหนที่คอยดูแลมารับส่งเช่นนี้เลย? ยิ่งไปกว่านั้นครั้งก่อนที่พวกเขาไปร่วมพิธีจวาโจวของหลานชาย เขาเห็นกับตาตนเองแล้วว่าสกุลอวิ๋นปฏิบัติต่อลูกสาวและหลานชายของเขาดีขนาดไหน
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผู้าุโติงก็ดีใจขึ้นมาทันที
ติงเหว่ยมองความคิดของท่านพ่อท่านแม่ออก ในใจนางเองก็รู้สึกขมขื่นน้อยๆ และตำหนิตนเองเบาๆ รู้ทั้งรู้ว่าข้างนอกนี้สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนักยังไม่รีบกลับมาเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่อีก?
นางยิ้มและหันไปพูดกับหลินลิ่วว่า “ในเมื่อมาแล้วก็เข้าไปนั่งในห้องโถงและดื่มชาสักแก้ว ให้พวกเราได้แสดงน้ำใจในฐานะเ้าบ้านสักหน่อย ถือเสียว่าเป็การมาเยี่ยมเยียนก็แล้วกัน บ้านของพวกเราอาจแคบไปบ้างหวังว่าผู้ดูแลหลินจะไม่รังเกียจ”
หลินลิ่วไหนเลยจะกล้ารังเกียจ เขารีบโบกมือเป็พัลวัน เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและตอบว่า “ในเมื่อแม่นางติงพูดเช่นนี้ งั้นข้าเองก็เข้าไปนั่งสักหน่อยก็แล้วกัน!”
พี่รองสกุลติงเองก็รีบยกมือขึ้นและเชิญเขาเข้าไปข้างใน
สายตาของผู้าุโติงก็แปลกประหลาดไปเล็กน้อย และพึมพำในใจว่า เหตุใดกลับมาคราวนี้คนของบ้านสกุลอวิ๋นถึงได้เกรงใจลูกสาวของเขาขนาดนี้ ราวกับว่าเขากำลังปฏิบัติต่อเ้านายอย่างไรอย่างนั้น
เพียงแต่ความคิดของเขาตอนนี้กำลังสับสน ความคิดนี้หมุนวนไปมาในหัวของเขา แต่แล้วก็ถูกโยนทิ้งไป
หลินลิ่วกำลังดื่มชาอยู่ในห้อง เมื่อเห็นว่าสมาชิกในครอบครัวสกุลติงมัวแต่สนใจจะพูดคุยกับตนเอง เพราะเกรงว่าจะละเลยเขาอย่างไรอย่างนั้น เขารู้ว่าติงเหว่ยกลับมาครั้งนี้เพราะมีเื่สำคัญ ดังนั้นเมื่อเห็นครอบครัวสกุลติงไม่อาจปล่อยมือได้ เขาเองก็รู้สึกผิดที่จะอยู่รบกวน ดังนั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านายน้อยยังมีธุระให้ข้าไปจัดการอีก คงไม่เหมาะที่จะรออยู่ที่นี่ เอาแบบนี้ก็แล้วกัน หลังกินข้าวเย็นเสร็จข้าค่อยกลับมารับแม่นางติง เป็เช่นไร?”
นี่คือสิ่งที่ทุกคนในครอบครัวสกุลติงรอคอยอยู่ และเป็อย่างที่คาดไว้ผู้าุโติงกับแม่นางหลี่ว์พลันยิ้มออกมา และพูดจาอย่างสุภาพสองประโยค จากนั้นก็ให้แม่นางหลิวหยิบตะกร้าสีฟ้าเล็กๆ กะทัดรัดออกมาจากห้องครัว ข้างในมีลูกพลับกรุบกรอบสิบกว่าลูก แล้วยังมีไข่ไก่อีกยี่สิบกว่าฟอง
-----------------------------------------
[1] กุ้ยเฟย 贵妃 หมายถึง พระสนมเอก
