ภายในวิหารผุพังของวัดสะกดมาร ทุกคนก่อกองไฟตากเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มโชก!
หวังเค่อหลังได้พูดคุยกับตัดกาเมก็ยิ่งรู้สึกว่าปรัชญาสามทัศน์[1] ของอีกฝ่ายดูจะมีปัญหาอยู่ มีอย่างที่ไหนเขาอยู่ของเขาดีๆ กลับมาเกลี้ยกล่อมให้เขาฆ่าตัวตาย? ไม่ใช่บอกกันว่าช่วยชีวิตคนดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นหรอกหรือ? แต่เ้าวันๆ เอาแต่คิดว่าจะทำยังไงถึงจะทุบทำลายเจดีย์เจ็ดชั้นลงมาได้?
“จูเยี่ยน ล้างคอรอได้เลย! จงผันตัวมาเป็ศาสนิกชน! ประพฤติตนเป็คนดี!” ตัดกาเมหว่านล้อมจูเยี่ยนอีกครั้ง
จูเยี่ยนหน้าดำ นี่เป็ครั้งที่สามแล้วที่ตัดกาเมเกลี้ยกล่อมให้มันฆ่าตัวตาย แม่งเอ๊ย หากไม่ใช่ว่าข้าสู้เ้าไม่ได้ บิดาคงเชือดเ้าทิ้งไปั้แ่ปีมะโว้แล้ว
“หาก้าให้ข้าตาย ก่อนอื่นเ้าต้องถามมันก่อน เพราะว่าตอนนี้ข้าเป็ เป็...!” จูเยี่ยนชี้หวังเค่ออยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังไม่อาจเอ่ยต่อจนจบประโยค
มันตั้งใจจะบอกว่าเป็ศิษย์ของหวังเค่อ แต่ถ้าเกิดหวังเค่อถูกเหมารวมว่าเป็มารไปด้วย นั่นไม่เท่ากับถูกขังอยู่ที่นี่กันหมดรอให้ตัดกาเมสะกดไว้พอดีรึ? ศิษย์? พูดไม่ได้เด็ดขาด!
“ข้ารู้ เ้ากำลังสวมชุดไว้ทุกข์ลูกกตัญญู เ้าคือบุตรของมัน ส่วนในโลงนั่นก็มารดาเ้าล่ะสิ?” ตัดกาเมพยักหน้า
“มารดาเ้าสิไม่ว่า! แม่งเอ๊ย!” จูเยี่ยนเต้นผางด้วยความโกรธ
หลวงจีนผู้นี้สติฟั่นเฟือนหรือไร พอข้าไม่ได้บอกว่าเป็ ‘ศิษย์’ หน่อย เ้าก็หาว่าข้าเป็บุตรของมันซะงั้น?
“รับมาเลี้ยงน่ะ ไม่ได้เป็ลูกแท้ๆ!” หวังเค่อทางด้านข้างเปิดปากอธิบาย
จูเยี่ยนตาเขียวทันที แม่งเอ๊ย เ้าก็ยังจะเอาเปรียบข้าอีกนะ?
“บุตรบุญธรรม?” ตัดกาเมชะงักไป
“ท่านจะคิดแบบนั้นก็ได้! ไต้ซือ ท่านก็อ่านพระคัมภีร์ของท่านไปเถอะ รอฝนหยุดเมื่อไหร่พวกเราก็จะไปกันแล้ว พวกเราต่างคนต่างจดจ่อกับเื่ราวของตัวเอง ตกลงไหม?” หวังเค่อเกลี้ยกล่อม
“แต่ไม่ใช่ว่าเ้าเป็รองเ้าตำหนักของพรรคเทพหมาป่า์หรือ? ทำไมถึงได้รับมารไว้เป็บุตรบุญธรรม?” ตัดกาเมนิ่วหน้า
“ก็เพราะแบบนั้นข้าถึงได้ตัดพ่อตัดลูกกับมันอย่างไรล่ะ! นี่ก็กำลังเตรียมจัดการกับมันอยู่เลย!” หวังเค่ออธิบาย
“จัดการ? วิธีการจัดการกับพวกมารของพรรคเทพหมาป่า์ก็คือการฆ่าไม่ใช่หรือ? หรือว่าข้าจำผิด?” ตัดกาเมนิ่วหน้า
“ไต้ซือ นี่เป็เื่ในครอบครัวข้า ท่านคิดจะก้าวก่าย?” หวังเค่อนิ่วหน้า
“โอ ขออภัยๆ ข้าเป็คนที่ชอบให้เื่ราวสะสางไม่ค้างคาน่ะ พุทธองค์ตรัสว่าหากตถาคตไม่ลงนรกใครเล่าจะลง หากตถาคตไม่อาจรู้แจ้ง แล้วจะช่วยโปรดสัตว์ได้อย่างไร?” ตัดกาเมอธิบาย
หวังเค่อหน้ากระตุก ตัดกาเมรูปนี้ไม่ได้เวิ่นเว้อแบบธรรมดาๆ แล้ว! แม่งเอ๊ย! ข้ามัวสิ้นเปลืองคำพูดกับมันไปทำไมเนี่ย!? ประสาทจะกินอยู่แล้ว! พล่ามบ้าอะไรอยู่ได้?
“ไต้ซือ ท่านกล่าวถูกแล้ว ท่านเชิญเสวนากับจูเยี่ยนต่อเถอะ เมื่อกี้ข้าขัดคอพวกท่าน เชิญ!” หวังเค่อรีบหลีกทาง
หากเ้าอยากเวิ่นเว้อ งั้นก็เชิญเวิ่นเว้อกับจูเยี่ยนไปได้เลย อย่ามายุ่งกับข้า
ตัดกาเมหันมามองจูเยี่ยน จูเยี่ยนพลันต้องสูดลมหายใจหนาวเหน็บ
“ตะ ไต้ซือ ใช่เป็เพราะว่าท่านอยู่ที่นี่คนเดียวมานานหลายปีก็เลยเก็บกักคำพูดเอาไว้มากมายจนอึดอัดคับข้องหรือไม่?” จูเยี่ยนหน้ากระตุก
“พระโพธิสัตว์มีพระเมตตา ข้าก็แค่อยากช่วยเ้าให้พ้นทุกข์เท่านั้นเอง!” ตัดกาเมประนมมือเอ่ยวาจาอย่างเคร่งขรึมสำรวม
“ท่านไปช่วยหวังเค่อดีกว่า อย่ามาช่วยข้าเลย ตกลงไหม? ตอนนี้ข้ายังไม่อยากปลิดชีวิตตัวเอง! ข้าขาดพร์ ข้าไม่เข้าใจพระธรรมคำสอนของท่านเลยสักนิด! ท่านไปเกลี้ยกล่อมหวังเค่อเถอะ ท่านดู ในโลงนั่นก็คือภรรยาของมัน ภรรยาของมันเสียชีวิต มันเลยจมอยู่กับความเศร้ามหาศาล ท่านควรไปกล่อมมันมากกว่า!” จูเยี่ยนรีบเอ่ยทันที
จะสู้ก็สู้ไม่ได้ มีแต่จะชักภัยเข้าตัวเปล่าๆ
ตัดกาเมพอได้ฟังคำของจูเยี่ยนก็เปลี่ยนเป้ามาทางหวังเค่อ
หวังเค่อเปลี่ยนสีหน้า ทำไปทำมาสุดท้ายก็กลับมาหาข้าอีกแล้ว?
“ประสกหวัง ข้าว่าจูเยี่ยนพูดถูกแล้ว ท่านต้องเอาชนะมันให้ได้ คนเราไม่อาจฟื้นตื่นจากความตาย ท่านเองก็อย่าได้เศร้าไปนักเลย!” ตัดกาเมปลอบ
“ไต้ซือพูดถูกแล้ว ข้าเอาชนะความทุกข์นี้ได้แล้วจริงๆ ประเดี๋ยวพอฝังโลงเสร็จ ข้าจะไปหาเ้าสาวคนใหม่มาแต่งด้วย!” หวังเค่อพยักหน้าหงึกหงัก
ไต้ซือตัดกาเม “…!”
ห่านจิก เมื่อกี้จูเยี่ยนบอกว่าเ้าจมอยู่ในความเศร้าใหญ่หลวง นี่เรียกว่าเศร้ารึ?
“หวังเค่อ ภรรยาคนแรกของยังไม่ทันถูกฝังดี ท่านกลับคิดแต่งงานใหม่ซะแล้ว? ท่านไม่เศร้าเลยรึ?” ตัดกาเมมิอาจเข้าใจ
“เศร้าสิ! เพราะเศร้าก็เลยต้องแต่งใหม่อย่างไรล่ะ!” หวังเค่ออธิบาย
จางหลี่เอ๋อร์ผู้มีขนนกงอกเต็มตัวที่อยู่ในโลงไม่ใช่โยวเยว่คนรักของข้าเสียหน่อย ข้าก็ต้องแต่งกับโยวเยว่อยู่แล้ว!
“เพราะเศร้าเลยต้องแต่งใหม่? เพราะเหตุใด?” ตัดกาเมไม่อาจเข้าใจเหตุผล
“ท่านไม่เคยได้ยินหรือ? หาก้าก้าวออกมาจากความสัมพันธ์ ท่านก็ต้องเอาตัวเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์ครั้งใหม่! ข้าทำเช่นนี้ มีปัญหาตรงไหนกัน?” หวังเค่อถามกลับ
ตัดกาเม “…!”
มีตรรกะแบบนี้อยู่ด้วย?
“ไต้ซือ ท่านเป็พระก็เลยไม่เข้าใจความรักระหว่างหนุ่มสาว เื่ซับซ้อนแบบนี้ยังลึกล้ำกว่าพระธรรมคำสอนของท่านเสียอีก มิสู้นั่งเคาะปลาบักฮื้อศึกษาพระธรรมของท่านไปดีกว่า! อีกเดี๋ยวพวกเราก็จะไปกันแล้ว อย่าได้ถามเซ้าซี้อีกเลย!” หวังเค่อโน้มน้าว
แต่ตัดกาเมยังคิดไม่ตก
“ในพระธรรมคำสอนมีบอกไว้ว่ารูปคือความว่าง ความว่างก็คือรูป! ประสกฝักใฝ่ในกาม แต่ท้ายที่สุดแล้วนั่นก็เป็แค่ความว่าง! ยังคงแนะนำให้ประสกล้มเลิกความตั้งใจดีกว่า!” ตัดกาเมนิ่วหน้ากล่าวคำ
“ล้อกันเล่น ชีวิตข้าจะงดอะไรก็ได้แต่ต้องไม่ใช่กาเม! ที่คนเราเกิดมาเป็ชายหญิงหยินหยางก็เพราะให้เราคู่กันและสืบเชื้อสาย! ข้าแบกรับภาระหน้าที่อันหนักอึ้งจากวิถีฟ้าเพื่อให้กำเนิดลูกหลานสืบไป หากเป็เหมือนอย่างท่านที่ปลีกวิเวกสันโดษ นั่นไม่เท่ากับเป็การขัดต่อวิถีฟ้าหรอกรึ? ไต้ซือ หากท่านขัดปณิธานฟ้า ท่านจะถูกฟ้าผ่าเอานะ!” หวังเค่อกล่าวอย่างหมดความอดทน
ตัดกาเมหน้ากระตุก ความหมายของเ้าคือเพราะข้ามาเป็พระข้าก็เลยต้องถูกฟ้าผ่า?
จูเยี่ยนทางด้านข้างเองก็ตาโต มันค้นพบเป็ครั้งแรกว่าหวังเค่อสามารถถกเต๋ากับหลวงจีนประสาทกลับผู้นี้ได้เป็ฉากๆ? อย่างที่คิดไว้เลย พวกวิตถารก็ต้องให้พวกวิตถารด้วยกันมาจัดการ!
“พูดถึงฟ้าผ่า เกรงว่าอาจต้องทำให้ประสกหวังผิดหวังแล้ว คนที่กำลังจะถูกฟ้าผ่ากลับเป็ภรรยาของท่านต่างหาก!” อยู่ๆ ตัดกาเมก็ชี้ไปทางโลงศพ
“ไต้ซือ เรากำลังคุยกันอยู่ดีๆ ทำไมถึงต้องลามปามไปถึงคนที่ตายไปแล้วด้วย? นางนอนของนางในโลงดีๆ ได้ไปตอแยท่านตอนไหนกัน?” หวังเค่อถามเสียงห้วน
“มิได้ ข้าบอกว่าฟ้าผ่าก็คือฟ้าผ่าจริงๆ ไม่ได้พูดไปเพราะโทสะแต่อย่างใด!” ตัดกาเมเอ่ยอย่างเคร่งขรึม
หวังเค่อหน้าดำ เป็เ้ามากกว่ามั้งที่จะโดนฟ้าผ่า!
“เมื่อกี้ฟ้ายังโปร่งโล่งตลอดหมื่นลี้ แต่แล้วเมฆดำก็พลิกตัวปกคลุมส่งแสงอสนีแปลบปลาบไปทั่ว! ท่านไม่รู้ตัวเลยหรือ?” ตัดกาเมถามเสียงต่ำ
“ข้าก็ต้องรู้ตัวอยู่แล้ว! จู่ๆ ฝนพายุก็กระหน่ำเข้ามา ข้าก็เลยต้องมาหลบฝนอยู่ในวิหารนี่ไงเล่า! ไต้ซือ ท่านอย่าได้พูดจางมงายอยู่เลย! นี่เป็แค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เป็แค่การปะทะกันระหว่างกระแสความอุ่นกับความชื้นเท่านั้น!” หวังเค่อพูด
“ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติธรรมดา แต่สายฟ้าพวกนี้มาเพราะโลงศพของท่านต่างหาก พวกมัน้าผ่าโลงศพนี้! หรือพูดให้จำเพาะเจาะจงก็คือภรรยาของท่าน!” ตัดกาเมอธิบาย
หวังเค่อมองตัดกาเมด้วยความนิ่งอึ้ง สีหน้าบ่งบอกว่าไม่เชื่อถือ
แม่งเอ๊ย จางหลี่เอ๋อร์ก็แค่ป่วยเป็โรคประหลาดที่มีขนนกงอกออกมาตลอดทั้งตัวเฉยๆ แต่แค่นั้นก็น่าเวทนาพออยู่แล้ว เ้ายังแช่งให้นางถูกฟ้าผ่าอีก?
“ไต้ซือ ท่านทำเกินไปแล้ว! หากสายฟ้าพวกนี้้าผ่าใส่ภรรยาข้า งั้นทำไมจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ลงมือ?” หวังเค่อไม่ยอมเชื่อ
“ยังไม่ถึงเวลา! แต่ก็น่าจะใกล้เต็มทีแล้ว!” ตัดกาเมอธิบาย
หวังเค่อมองตัดกาเมด้วยสายตาพิกล พอเถียงข้าไม่ชนะเข้าหน่อยก็เลยคิดแช่งชาวบ้านขึ้นมา? มารดาเ้าเถอะ พระรูปนี้ศีลธรรมบกพร่องแท้ๆ!
“หวังเค่อ คนที่อยู่ในโลงเป็ใครกันแน่!?” แต่จูเยี่ยนทางด้านข้างกลับเชื่อหลวงจีน
“คือแม่บุญธรรมเ้าไง! แม่งเอ๊ย จูเยี่ยน เพิ่งตัดพ่อตัดลูกกันเ้าก็จำแม่ตัวเองไม่ได้เสียแล้ว? ช่างเถอะ ข้าจะช่วยนางตัดแม่ตัดลูกกับเ้าแทนเอง!” หวังเค่อถลึงตาใส่จูเยี่ยน
จูเยี่ยนหน้าเปลี่ยนสี ตระหนักว่าตนเองพูดจาไม่สมควรออกไปแล้ว ตอนนี้ตนยังต้องพึ่งใบบุญของหวังเค่ออยู่ หากตนล่วงเกินหวังเค่อจนเกินควรจนอีกฝ่ายไม่แยดีเข้าละก็ ชีวิตข้าไม่ตกอยู่ในกำมือของตัดกาเมพอดีหรือ?
จริงดังคาด ตัดกาเมมองจูเยี่ยนด้วยแววตาเคลือบแคลงทันที
“ไต้ซือ ท่านอย่าได้ก้าวก่ายเื่ในครอบครัวข้าอีกเลย! หากท่านกำลังข่มใจไม่เปิดปากกล่าวคำอยู่งั้นท่านก็สามารถคุยกับจูเยี่ยนเื่ฆ่าตัวตายได้เลย! ข้ากับภรรยารักกันปานจะกลืนกิน ไม่อาจทนให้ใครมาพูดจาให้ร้ายลับหลังได้ ประเดี๋ยวพอฝนหยุดเมื่อไหร่พวกเราก็จะไปตามทางกันแล้ว!” หวังเค่อขมวดคิ้วนิ่วหน้าโดยพลัน
เ้ากับภรรยารักกันปานจะกลืนกิน ไม่อาจทนให้ใครมาพูดจาให้ร้ายลับหลัง เพราะเหตุนี้เ้าก็เลยคิดที่จะแต่งงานใหม่? จริงอย่างเ้าว่า เื่ระหว่างหญิงสาวพระอย่างพวกเราไม่อาจทำความเข้าใจได้จริงๆ!
“อมิตาพุทธ!” ตัดกาเมอับจนปัญญา
จากนั้นตัดกาเมก็หันมามองจูเยี่ยนด้วยสายตาเคร่งขรึมจริงจังกะทันหัน เล่นเอาจูเยี่ยนต้องหน้าแข็งทื่อไปในทันที นี่กำลังจะเริ่มเกลี้ยกล่อมให้ข้าฆ่าตัวตายอีกแล้วใช่ไหม?
ตัดกาเมกำลังจะเปิดปากแต่แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างเฉียบพลัน “อ๊ะ ทั้งที่ฝนตกหนักขนาดนี้ แต่กลับมีคนมาอีกแล้ว?”
“หวังเค่อ โผล่หัวมาเดี๋ยวนี้!” มีเสียงะโดังกระหึ่มมาจากข้างนอก
“ปุ้ง!”
คลื่นเสียงก้องกระหึ่มเสียจนแก้วหูของทุกคนปะทุออกดังปุ้ง
“หวังเค่อ คนผู้นั้นมาหาเื่เ้านี่เอง ฮ่าฮ่า!” จูเยี่ยนยิ้มร่าอย่างตื่นเต้นยินดีทันควัน
“หาข้า? เป็ไปไม่ได้! ข้าเป็มิตรกับผู้คน ไปไหนมีแต่เพื่อนสนิทมิตรสหาย แล้วจะมีคนมาหาเื่ข้าได้อย่างไร?” หวังเค่อนิ่วหน้า
จูเยี่ยนใบหน้ากระตุก เ้าน่ะหรือเป็มิตรกับผู้คน? ผายลมสิ!
“ท่านประมุข เป็ศิษย์ของพรรคเทพหมาป่า์! คนที่นำมาคือมู่หรงลวี่กวง!” ผู้ใต้บัญชาคนหนึ่งรายงานทันที
“มู่หรงลวี่กวง? อยู่ดีๆ มันมาหาเื่ข้าทำไม! แถมยังตามมาถึงนี่เชียว?” หวังเค่อก้าวออกจากวิหารด้วยคิ้วที่ยังไม่คลายออกจากกัน
คนอื่นๆ เองก็ตามออกมาทั้งที่ยังคงกังวล ตัดกาเมเองก็เดินตามออกมาด้วยความสงสัยใคร่รู้ เหลือแต่จูเยี่ยนที่เปลี่ยนสีหน้าไม่กล้าโผล่หน้าออกไป หลบซ่อนอยู่ในวิหารตามเดิม
มู่หรงลวี่กวงพาศิษย์สิบคนมายืนอยู่กลางห่าฝนไม่ไกลออกไปเท่าใด พลังปฐมแผ่ซ่าน เม็ดฝนจึงไม่อาจแตะต้องถูกร่างกายของพวกมัน
“ศิษย์พี่ใหญ่ เป็หวังเค่อจริงๆ!” ศิษย์คนหนึ่งที่เห็นหวังเค่อร้องบอก
หวังเค่อที่โผล่มาเองก็กดหัวคิ้วเข้าหากัน “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านรู้ได้ยังไงว่าข้าอยู่ที่นี่?”
“ฮึ่ม เ้าไม่ต้องสนหรอกว่าข้ารู้ได้ยังไง ข้าถามเ้าอย่าง เ้าใช่นายท้ายเทพัลัทธิมารจันทราหรือไม่? นี่เ้ากำลังสมคบคิดกับพวกมารอยู่สินะ!” มู่หรงลวี่กวงกุมกระบี่ถามคาดคั้นเสียงเย็น
“อะไรนะ? ท่านคือนายท้ายลัทธิมาร?” ตัดกาเมทางด้านข้างเปลี่ยนสีหน้า ตาถลน
ความตกอกใของตัดกาเมทำให้พวกมู่หรงลวี่กวงเผยสีหน้าฉงนสนเท่ห์ หลวงจีนรูปนี้เป็ใครมาแต่ไหน
“ข้าคือรองเ้าตำหนักหมาป่าบูรพาของพรรคเทพหมาป่า์! ไต้ซือ หากท่านไม่เชื่อก็ลองถามพวกมันดูได้ อีกอย่างข้ายังให้ท่านดูป้ายตำแหน่งแล้วเลย! ท่านเลิกวุ่นวายสักทีได้ไหม?” หวังเค่อนิ่วหน้ามองตัดกาเม
“แต่...!” ตัดกาเมขมวดคิ้วมุ่น
มันสังหรณ์ใจอยู่ตลอดว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
“ตอนนี้พวกเรากำลังพบปะฉันมิตรกันเองภายในพรรคเทพหมาป่า์ ท่านเป็หลวงจีนจากวัดขั้นโลหิตจะมาแทรกแซงเื่ภายในของพวกเราหรือ?” หวังเค่อนิ่วหน้า
“นี่น่ะหรือพบปะฉันมิตร?” ตัดกาเมเอ่ยด้วยน้ำเสียงพิกล แต่เสียงของมันก็เบาลงจริงๆ
ชัดเจนว่าตนที่เป็คนนอกไม่สะดวกสอดปากเื่ราวภายในพรรคของผู้อื่น
แต่พวกมู่หรงลวี่กวงกลับมองตัดกาเมรูปนี้ด้วยความประหลาดใจ มันคือหลวงจีนจากวัดขั้นโลหิต?
“หวังเค่อ เ้ายังไม่ตอบคำถามข้า! เ้าเป็นายท้ายลัทธิมารและสมคบคิดกับพวกมารหรือไม่?” มู่หรงลวี่กวงคาดคั้นเสียงเย็น
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านถามเช่นนี้ไปเพื่ออะไร?” หวังเค่อขมวดคิ้วนิ่วหน้า
“หวังเค่อ หากเ้ากลายเป็มาร ศิษย์พี่ใหญ่มีสิทธิ์ปราบมารจรรโลงฝ่ายธรรมะ!” ศิษย์น้องที่ยืนอยู่ด้านหลังมู่หรงลวี่กวงเอ่ยเสียงเย็น
“แล้วเ้าเป็ใคร? ข้าคือรองเ้าตำหนักหมาป่าบูรพา ข้ากับศิษย์พี่ใหญ่กำลังคุยกันมีที่ให้เ้าสอดปากเข้ามาด้วยหรือ? ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เป็แค่ศิษย์ปลายแถวแต่กล้าต่อว่าเ้าตำหนัก? รู้กฎเกณฑ์บ้างไหม?” หวังเค่อจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา
“เ้า!” ศิษย์คนนั้นหน้าแข็งทื่อ ต้องกลืนคำพูดกลับลงไป
หวังเค่อหันมาทางมู่หรงลวี่กวง “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านถามอะไรของท่าน? ทุกคนล้วนต้องปราบมารอยู่แล้ว! ต่างคนต่างก็มีวิธีของตัวเอง อาศัยอะไรข้าถึงต้องอธิบายให้ท่านฟัง!?”
“หากเ้ากลายเป็มาร ข้าก็จะฆ่าเ้าซะ!” มู่หรงลวี่กวงเอ่ยเสียงเย็น
“ท่านอยากมีเื่มากงั้นสิ? ข้าเคยไปยั่วโมโหท่านเหรอ? ข้าจัดการเื่ราวยังไงต้องให้ท่านมาก้าวก่ายด้วย? ข้าจะเป็มารหรือไม่มีหรือที่ท่านอาจารย์จะไม่ทราบ? ข้าพูดไปท่านเชื่อไหมล่ะ? นายท้ายลัทธิมารแล้วไง? ข้ารายงานบอกท่านอาจารย์ไปั้แ่ปีมะโว้แล้ว! ท่านอาจารย์ทราบเื่ตั้งนานแล้ว! เื่ที่เป็ความลับแบบนี้ทำไมพวกท่านต้องให้ทุกคนทราบเื่ด้วย? ท่านเปิดโปงแผนการใหญ่ของพรรคเทพหมาป่า์ก่อนเวลาอันควร ทำแผนที่ข้าและท่านอาจารย์จัดเตรียมไว้ละลายลงแม่น้ำไปหมดแล้ว!” หวังเค่อตวาด
ช่วยไม่ได้ ถลกหนังเสือก่อนค่อยว่ากัน
“อ๋า?” มู่หรงลวี่กวงหน้าแข็งค้าง
“ครั้งก่อน ครั้งก่อนเองก็ใช่! พวกท่านอาจารย์ได้รับรายชื่อมารที่แฝงตัวอยู่ในสำนักใหญ่หลายแห่ง ตระเตรียมหว่านแหจับปลาใหญ่! แล้วดูว่าท่านทำอะไรลงไป หลงระเริงคิดฮุบเอากุศลไว้เอง! ผลลัพธ์? ทำแผนที่พวกท่านอาจารย์เตรียมไว้พังป่นปี้หมด! มารที่เราเตรียมตลบหลังล้วนถูกท่านเปิดโปง แถมยังติดกับของพวกมาร เดือดร้อนให้เ้าตำหนักหมาป่าบูรพาเนี่ยชิงชิงถูกมารลอบวางอุบายจับนางกลับไปแปลงมาร! ประสบการณ์ บทเรียนอันน่าเศร้า! แล้วทำไมถึงยังหุนหันพลันแล่นอีก! พอเจอเื่ที่ไม่เข้าใจก็บุ่มบ่ามทำตัวโฉ่งฉ่างแบบนี้? ท่านไม่ใช่เด็กสามขวบแล้วนะ ยังต้องให้ใครมาสอนด้วยหรือ? ท่านจะขอคำชี้แนะจากท่านประมุขหน่อยไม่ได้เชียวหรือ? หา? ท่านรู้ไหมว่าท่านทำเื่ใหญ่เสียการไปแค่ไหนแล้ว!” หวังเค่อถลึงตาใส่
คำด่านี้ทำให้มู่หรงลวี่กวงต้องหน้าดำหน้าม่วงสลับกลับกลาย
“อมิตาพุทธ ประสกหวัง มันเองก็มีใจอยากปราบมารเช่นกัน เพราะงั้นยกโทษให้มันเถอะ!” ตัดกาเมทนดูต่อไปไม่ไหวอีก
หวังเค่อมองเมินตัดกาเม ประเด็นคือตนก็อับจนหนทางเหมือนกัน
มู่หรงลวี่กวงดื้อด้านเหลือแสน ไม่รู้ทำไมถึงตามมาถึงนี่ นี่ยืนยันข้อสันนิษฐานของตนที่ว่าถูกสะกดรอยตาม หากไม่จัดการขั้นเด็ดขาดแต่เนิ่นๆ มีหวังต้องซวยหนักเอาภายหลังแน่!
“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าสงสัยเหลือเกินว่าทำไมท่านถึงหาข้าเจอปุบปับเหลือเกิน? ทั้งที่พวกเราปฏิบัติการกันแบบลับๆ ขนาดนี้! ท่านคงไม่ได้รู้ตำแหน่งของพวกเราอยู่แล้วใช่ไหม! จะต้องมีคนยุยงท่านอยู่ลับๆ แน่ใช่ไหม? ครั้งก่อนเป็มารร้ายซุนซงที่ยุท่าน! แล้วครั้งนี้เป็มารตัวไหนอีกล่ะ?” หวังเค่อถาม
“โม่ซันซันเป็คนบอก นี่เ้ากำลังสงสัยว่ามันเองก็เป็มาร?” มู่หรงลวี่กวงเอ่ยเสียงหนัก
ไม่ไกลออกไปเท่าใด โม่ซันซันที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ่หน้าแข็งทื่อ แม่งเอ๊ย นี่ข้าถูกเ้าขายแล้วใช่ไหม?
“โม่ซันซัน พูดถึงตาเฒ่านี่ทีไรข้าปรี๊ดแตกทุกที ไม่นานมานี้กว่าข้าจะจับพวกถงอันอันที่เมืองจูเซียนมาได้ไม่ง่ายเลย ข้าให้โม่ซันซันพาพวกมันกลับไปไต่สวนที่พรรคเทพหมาป่า์ แต่ทำไมมันกลับหักหลังข้า ปล่อยมารกลุ่มนี้ไป?” หวังเค่อถลึงตา
โม่ซันซันที่ซ่อนตัวอยู่สีหน้าอัปลักษณ์ไม่น่าดู แม่งเอ๊ย ใครจะไปรู้ว่าเ้าถงอันอันนั่นจะใช้การไม่ได้ขนาดนั้น ไม่ทันไรก็ถูกเ้าจับได้ซะแล้ว!
“เ้าจับถงอันอันมาได้?” มู่หรงลวี่กวงทำหน้าไม่อยากเชื่อ
“ทำไม? ไม่ใช่ตอนอยู่อาคารเสินหวังข้าก็เคยจับมันมาแล้วรอบหนึ่งรึไง? เพราะท่านจับไม่ได้ไม่ได้หมายความว่าข้าจะจับไม่ได้! ข้าก็บอกไปแล้วว่าท่านมีวิธีการปราบมารในแบบของท่าน ข้าเองก็มีในแบบของข้า! ท่านใช้แรง ส่วนข้าใช้สมอง มีปัญหาตรงไหน?” หวังเค่อถามเสียงต่ำ
มู่หรงลวี่กวงหน้าดำ นี่เ้ากำลังหาว่าข้าไร้สมอง? ยกหางตัวเองว่าฉลาด? ถุย! ครั้งก่อนเ้าเป็คนจับได้? ท่านประมุขต่างหากที่จับได้น่ะ แม่งเอ๊ย!
“เอาละ ข้าไม่อยากคุยเื่พวกนี้กับท่าน เราต่างก็เป็รองเ้าตำหนักเหมือนกัน! มีฐานะเท่ากัน! ท่านไม่มีคุณสมบัติมาซักถามข้า หากมีเื่อะไรก็ให้ไปหาท่านประมุขเอาเอง! รีบๆ กลับไปซะเถอะ! โม่ซันซันแอบปล่อยถงอันอันหลุดลอยไปแล้วหลอกให้ท่านมาหาเื่ข้า! ท่านรีบๆ กลับไปคาดคั้นมันเถอะ! อีกอย่าง การที่ถงอันอันหนีไปได้ครั้งก่อนตาแก่นี่จะต้องมีพิรุธแน่! ท่านรีบไปซะเถอะ ฝนตกขนาดนี้เดี๋ยวพอหวัดกินขึ้นมาจะมาโทษข้าอีก!” หวังเค่อไล่
มู่หรงลวี่กวง “…!”
โม่ซันซันที่ซ่อนตัวอยู่ “…!”
[1] 三观 ปรัชญาสามทัศน์ ได้แก่ 世界观 (ทัศนคติต่อโลก) 人生观 (ทัศนคติต่อชีวิต) 价值观 (ทัศนคติต่อคุณค่า)
