มู่หลินหว่านไม่สนว่าผู้ใดจะนัดเจอกันไม่ว่าจะเป็ที่จวนหรือที่ไหนก็ช่าง ยามนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทานอาหารให้อิ่มท้อง และนอนพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงโดยเร็วเท่านั้น เพื่อหาหนทางออกไปจากตระกูลที่น่ารังเกียจแห่งนี้
ด้านของมู่จือหย่าที่รีบแต่งตัวออกมาพบคู่หมั้นหนุ่มอนาคตไกล ที่พยายามให้มารดาแย่งมาจากน้องสาวอย่างมู่หลินหว่านได้ นางรีบขอโทษขอโพยต่อเฉินเยี่ยนิเป็การใหญ่ โดยกล่าววาจาใส่ร้ายว่าถูกน้องสาวคนรองกลั้นแกล้ง ทำชุดที่เพิ่งได้รับจากร้านตัดเสื้อเปรอะเปื้อน ทั้งที่ตั้งใจจะสวมใส่เพื่อออกไปด้านนอกในวันนี้
“หย่าเออร์ขออภัยคุณชายเฉินจริง ๆ เ้าค่ะที่ออกมาพบล่าช้าจนทำให้คุณชายเสียเวลานั่งรออยู่ตั้งนาน” มู่จือหย่ามาถึงก็เริ่มเสแสร้งเป็ผู้ถูกกระทำทันที
“ไม่เป็ไรคุณหนูใหญ่มู่ข้าเพิ่งมาถึงได้ไม่นานเช่นกัน ว่าแต่เหตุใดถึงไม่สวมชุดใหม่ที่เ้าบอกเอาไว้เล่า มิใช่ว่าที่ร้านได้นำมันมาส่งให้ที่จวนแล้วรึ”
“เอ่อ คือว่าชุดที่หย่าเออร์ตั้งใจจะสวมวันนี้ ถูกน้องรองทำมันเปรอะเปื้อนตอนที่นำไปซักเ้าค่ะ หย่าเออร์ไม่แน่ใจว่านางไม่ได้ตั้งใจหรือแค่อยากกลั่นแกล้งกันแน่ ไม่กี่วันก่อนก็แอบขโมยปิ่นปักผมอันใหม่ของหย่าเออร์ไปซ่อนไว้อีกเ้าค่ะ” มู่จือหย่าทำทีเล่าออกไปด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“นี่นางจะอิจฉาเ้าไปถึงเมื่อไหร่กันถูกลงโทษไปกี่ครั้ง ใยไม่รู้จักหลาบจำเสียบ้างคงเปลี่ยนนิสัยของนางไม่ได้แล้วล่ะ ต่อไปเ้าต้องระวังให้มากกว่านี้อย่าให้นางจับต้องสิ่งของ ๆ เ้าอีก ในเมื่อชุดนั่นมันใส่ไม่ได้ก็ช่างเถิดประเดี๋ยวข้าจะซื้อชุดใหม่ให้ท่านเอง” เฉินเยี่ยนิั้แ่ได้หมั้นหมายกับมู่จือหย่า เขามักจะได้รับฟังแต่ด้านไม่ดีของมู่หลินหว่านอยู่เสมอ
“หย่าเออร์ขอบคุณคุณชายเฉินล่วงหน้าเ้าค่ะ ที่ใจดีกับหย่าเออร์ตอนนี้ก็ไม่เช้าแล้วพวกเราไปที่นั่งดื่มชาทานของว่างที่หออี๋ชุนก่อนจากนั้นค่อยไปเดินเล่นกันดีหรือไม่เ้าคะ”
“ได้สิวันนี้ข้ามีเวลาให้กับคุณหนูใหญ่มู่ทั้งวัน ท่านอยากไปที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นหรืออยากได้เครื่องประดับ รวมถึงเสื้อผ้าชุดใหม่แทนชุดที่ขาด ท่านเลือกร้านค้าได้นะว่าอยากไปซื้อที่ร้านตระกูลใด สำหรับคุณหนูใหญ่มู่ควรใช้สิ่งของที่ราคาเหมาะกับฐานะของท่านเท่านั้นถึงจะเหมาะสม” เฉินเยี่ยนิได้รับคำสั่งจากมารดาให้เอาใจมู่จือหย่าให้มาก
“คุณชายเฉินพูดจริงหรือเ้าคะแต่หย่าเออร์เกรงใจ หากต้องทำให้ท่านใช้จ่ายเงินตำลึงมากมายเช่นนี้ เอาเป็ว่าหากมีสิ่งไหนที่หย่าเออร์สามารถช่วยทำให้ท่านได้ละก็ โปรดบอกกับหย่าเออร์ได้ทันทีนะเ้าคะ”
“ยังไม่มีสิ่งใดรบกวนคุณหนูใหญ่มู่หรอก ถ้าจะมีเื่ที่ข้า้า เห็นทีจะมีเพียงอยากให้ถึงวันแต่งงานโดยเร็วเสียมากกว่า ข้าอยากรับท่านเข้าจวนไปเป็ฮูหยินเอกและดูแลปกครองเรือน ยามเสร็จจากการทำงานกลับมาก็ได้เจอภรรยาผู้งดงามรออยู่ที่จวน คงจะช่วยให้ข้าหายเหนื่อยได้เป็ปลิดทิ้งแน่ ๆ” เฉินเยี่ยนิแกล้งหยอกเย้าคู่หมั้นสาวจนนางเขินอายกับคำพูดเ่าั้
“คุณชายเฉินละก็กล่าวเช่นนี่หย่าเออร์ก็เขินอายเป็นะเ้าคะ” มู่จือหย่าทำทีท่าเอียงอายไร้เดียงสา
“หึ ๆ เชิญคุณหนูใหญ่มู่ที่รถม้าเถิดประเดี๋ยวแดดจะร้อนเสียก่อน รับรองว่าวันนี้ข้าจะมาส่งท่านก่อนยามเซินไม่ต้องกังวลไป”
“ขอบคุณคุณชายเฉินที่เข้าใจหย่าเออร์เ้าค่ะ”
เฉินเยี่ยนิพามู่จือหย่าเดินไปขึ้นรถม้าที่รออยู่หน้าจวน พานางไปหออี๋ชุนเพื่อดื่มชารสชาติดี หลังจากนั้นค่อยพานางตระเวนไปตามร้านเครื่องประดับและร้านผ้าต่าง ๆ มู่จือหย่าเลือกซื้อสิ่งของเหล่านี้อย่างสนุกสนาน ทั้งที่ความจริงนั้นเฉินเยี่ยนิแค่ทำตามคำสั่งของมารดา เขาไม่ได้รู้สึกรักใคร่อันใดในตัวของมู่จือหย่าเลยสักนิด เพียงแต่มารดาของเขา้าอาศัยอำนาจของเสนาบดีมู่ เพื่อเป็แรงสนับสนุนให้กับบิดาของเขาในการเลื่อนตำแหน่งเท่านั้น เฉินเยี่ยนิ
มีข้อตกลงกับมารดาเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า เมื่อใดที่แต่งงานกับมู่จือหย่าและบิดาได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว เขา้ารับฮูหยินรองจากตระกูลหลินเนื่องจากนางเป็สตรีที่เขารัก ซึ่งมารดาของเขาได้รับปากไว้เป็มั่นเป็เหมาะ และเฉินเยี่ยนิก็ทำตามที่บอกกับมู่จือหย่า เขาพานางมาส่งที่จวนตระกูลมู่ก่อนถึงยามเซินจริง ๆ
ส่วนมู่หลินหว่านที่นอนพักผ่อนไปหลายชั่วยาม ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะยามนี้เสียงร้องจากกระเพาะอาหารของนาง กำลังเรียกร้องหาอาหารเนื่องจากเลยเวลามาพอสมควร จึงลุกขึ้นมาล้างหน้าให้สดชื่นเพื่อไปยังห้องครัวหาอะไรที่กินได้มารองท้องเสียหน่อย แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าเข้าไปด้านในพลันได้ยินบ่าวไพร่พูดคุยกัน เกี่ยวกับงานเลี้ยงน้ำชาที่จะจัดขึ้นในจวนแห่งนี้ในอีกเจ็ดวันข้างหน้า มีแเื่เป็ฮูหยินและบุตรชายบุตรสาวจากตระกูลขุนนาง ที่ได้รับหนังสือเชิญมาร่วมงานด้วยมากมาย เรียกง่าย ๆ ว่าเป็งานดูตัวสำหรับครอบครัวที่มีฐานะเหมาะสมกัน เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็เข้าทางมู่หลินหว่านให้แล้ว หนทางที่จะหลุดพ้นจากตระกูลที่ฉากหน้าดูดีแต่เื้ักลับเน่าเฟะเสียที
มู่หลินหว่านเปลี่ยนใจเดินกลับมายังกระท่อมโทรม ๆ ของตนนั่งคิดนอนคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะตัดขาดกับตระกูลนี้ แต่เพราะท้องที่ปราศจากอาหารไปหล่อเลี้ยงยังคงส่งเสียงอยู่ จึงทำให้ในหัวของนางว่างเปล่าคิดสิ่งใดไม่ออกเอาเสียเลย
“โครกคราก!! โอ๊ย คิดไม่ออกเสียทีจะใช้วิธีไหนได้บ้างนะเนี่ย หิวก็หิวมองไปทางไหนก็เห็นเป็ของกินไปหมดแล้ว เฮ้อ หากยังอยู่ที่บ้านสวนป่านนี้มื้อเย็นคงทำกินเองไปตั้งนานละ...เฮ้ย!!!”
“ผลุบ!! กรี๊ดดดด ตุบ ”
“เอ๊ะ! เมื่อกี้ร่วงลงมาจากกลางอากาศแล้วทำไมถึงไม่รู้สึกเจ็บล่ะ หือ ที่นอนคุ้น ๆ เหมือนเตียงนอนที่บ้านสวนเลยแฮะ หรือว่าเราจะหิวจนตาลายเดินสะดุดก้อนหินล้มลงหัวฟาดพื้นตายอีกรอบเหรอเนี่ย”
ขณะที่มู่หลินหว่านกำลังพิจารณาสิ่งของที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งมันเหมือนกับของภายในบ้านสวนของตนเองอย่างมาก กลับมีเสียงเล็ก ๆ ตอบคำถามของมู่หลินหว่านขึ้นมาทันที
“ยินดีต้อนรับนายหญิงกลับสู่มิติบ้านสวน ท่านยังคงมีชีวิตอยู่และยังต้องอยู่ต่อไปอีกนานเ้าค่ะ”
“อ๊ากกกกก!!! ผีหลอก!! พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยจอมด้วยจ้า พวกเราไม่เคยรู้จักอย่ามาหลอกมาหลอนกันเลยนะ เป็ผีก็อยู่ส่วนผีอย่าทำบาปเพิ่มด้วยการแกล้งคนแบบนี้ ถ้าน้องอยากกินอะไรก็สั่งไว้พรุ่งนี้พี่สาวจะไปทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ อย่าได้ผูกเวรผูกกรรมต่อกันจะดีกว่านะคุณน้องผี นะโม ตัสสะ ๆ ๆ” เ้าจอมในร่างของมู่หลินหว่านถึงกับกรีดร้อง เอาแต่หลับตาก้มหน้าสวดมนต์อย่างลืมตัว
“เฮ้อ อยากจะบ้าตายเหตุใดข้าที่เป็ถึงภูติสาวแสนสวยตัวน้อย ๆ ต้องมาเจอเ้านายเช่นนี้ด้วยนะ นี่ท่านน่ะลืมตามามองข้าสักนิดเถิดที่นี่ไม่มีผีหรอกนะ มีแต่คนหน้าตางดงามอยู่สองคนเท่านั้นท่านไม่อยากรู้หรือว่าที่นี่คือไหนน่ะ ท้องท่านร้องหาอาหารอร่อย ๆ อยู่มิใช่หรืออย่างไรเ้าคะ ตู้เย็นในห้องครัวยังมีของกินอีกหลายอย่างเชียวนะ ที่ท่านทำเก็บไว้ทาน หากยังไม่เอามันออกมาทานคงจะเน่าเสียจนหมดแน่ ๆ”
ภูติตัวน้อยเรียกสติของมู่หลินหว่านที่ยังไม่ยอมเงยหน้า เพื่อที่จะได้แนะนำตนเองกับเ้านายที่ตนต้องคอยดูแลนับจากนี้ และต้องบอกถึงประโยชน์หรือที่มาที่ไปของมิติแห่งนี้ให้มู่หลินหว่านได้ทราบ เมื่อได้ยินเสียงน้อย ๆ บอกว่าตนเองไม่ใช่ผีเสียงสวดมนต์ก็หยุดลง และใบหน้าเรียวค่อย ๆ เงยขึ้นมามองหาเสียงที่เปล่งเสียงน่ารัก ๆ เรียกชื่อของนาง ก่อนจะพบว่ามีคนตัวเล็ก ๆ มีปีกและบินได้ลอยไปลอยมาอยู่กลางอากาศ
“นะ นะ นี่เ้าไม่ใช่ผีแน่นะอย่าได้โกหกให้ข้าตายใจเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นคำสาปแช่งสารพัดจะเป็ของเ้าทันที”
“ไม่ใช่อย่างแน่นอนแต่ข้าคือภูติพฤกษาประจำมิตินี้ และที่สำคัญมันยังเป็มิติบ้านสวนของท่านจากโลกก่อน รวมถึงความรู้ความสามารถของท่านทุกอย่างยังใช้ได้เหมือนเดิม ตอนนี้พวกเราอยู่ภายในบ้านของท่านของทุกชิ้นยังอยู่กับที่ ไม่มีสิ่งแปลกปลอมหรือการสับเปลี่ยนใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านหิวมิใช่หรืออาหารที่ท่านทำเก็บไว้เอาออกมาอุ่นเสียสิ กินให้อิ่มท้องก่อนเถิดท่านยังต้องคิดหาวิธีออกจากจวนแห่งนี้อีกนะเ้าคะ”
“เดี๋ยว ๆ ๆ เ้าบอกว่าที่ยืนอยู่ในตอนนี้คือบ้านสวนของข้าจากโลกก่อน และมันกลายมาเป็มิติวิเศษโดยมีเ้าเป็ภูติคอยดูแลที่นี่ข้าเข้าใจถูกไหม” มู่หลินหว่านย้ำกับภูติตัวน้อยอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“ใช่เ้าค่ะท่านเข้าใจได้ถูกต้องแล้วนี่คือบ้านสวนของท่านอย่างแท้จริง ไม่ว่าท่านคิดจะปลูกพืชผักผลไม้หรือทำอะไรเกี่ยวกับการใช้มิติแห่งนี้ จะมีข้าคอยดูแลจัดการแทนโดยที่ท่านไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อยเ้าค่ะ”
“ว้าว! ไม่อยากเชื่อเลยว่านอกจากจะได้มาเกิดใหม่แล้ว ยังมีมิติบ้านสวนของตนเองติดตัวมาอีกด้วยนะเนี่ย ยอดเยี่ยมที่สุดขอบคุณ์ที่เมตตาสงสารข้าผู้นี้ ขอบคุณท่านเทพเทวดาที่หล่อเหลางดงามทั้งหลายเมื่อใดที่ออกจากจวนแห่งนี้ได้ข้าจะใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุดนะเ้าคะ ว่าแต่เ้ามีชื่อหรือไม่จะให้เรียกเ้าว่าภูติพฤกษามันก็ฟังดูแปลก ๆ
เกินไปนะ”
“นายหญิงช่วยตั้งชื่อให้ข้าด้วยสิเ้าคะท่านชอบชื่ออะไร สามารถนำมาตั้งชื่อได้ทั้งนั้นแต่ถ้าจะให้ดีขอเป็ชื่อเพราะ ๆ สักนิดจะดีมากเ้าค่ะ”
“แล้วบอกว่าชื่ออะไรก็ได้ที่ข้าชอบเ้าจะพูดเพื่อ ฮึ่ม...อือ จะให้ชื่อว่าอะไรดีน้าตัวเ้าก็เล็กเท่านี้เองแต่เป็ภูติเกี่ยวกับต้นไม้ แล้วต้นไม้มีสีเขียวเป็ธรรมชาติงดงาม อ้อ นึกออกแล้วเช่นนั้นข้าจะเรียกเ้าว่าเสี่ยวลวี่เป็อย่างไร”
“เสี่ยวลวี่งั้นหรือฟังดูก็น่ารักดีนะเ้าคะเช่นนั้นข้าใช้ชื่อนี้เ้าค่ะ ต่อไปข้ามีชื่อว่าเสี่ยวลวี่มีหน้าที่ดูแลมิติแห่งนี้ให้นายหญิง ขอบคุณมากเ้าค่ะที่ช่วยตั้งชื่อให้กับข้า”
“ยินดีจ้ะเสี่ยวลวี่แต่ตอนนี้ข้าขอไปทานอาหารก่อนนะ ประเดี๋ยวค่อยมานั่งคิดแผนไปจากที่นี่กันต่อ”
เสี่ยวลวี่บินตามหลังมู่หลินหว่านไปยังห้องครัว อาหารที่ทำเก็บไว้ในตู้เย็นยังคงมีสีสันน่ากินเช่นเคย บรรยากาศด้านหลังห้องครัวที่มองเห็นสวนผลไม้หลากหลาย เล้าเป็ดเล้าไก่ที่เลี้ยงไว้อยู่้าบ่อปลานิลสัตว์ทั้งสามชนิด ยังคงมีชีวิตทั้งไก่และเป็ดจิกกินอาหารเพื่อออกไข่ ให้นางได้เก็บกินทุกวันอยู่เช่นเคยแปลงผักที่กำลังเติบโต และถัดไปยังเป็นาข้าวที่ยืนต้นเขียวขจีอีกหลายไร่ เมื่อเห็นเช่นนี้ก็พลันให้คิดถึงพ่อแม่ของตนจนน้ำตาคลอ พวกเขาคงจะเสียใจมากและโกรธแค้นพวกค้ายาเสพติด ที่ทำให้ลูกสาวสุดที่รักต้องมาตายขณะที่อายุยังน้อย จึงทำได้เพียงอธิษฐานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในใจให้พ่อแม่ในโลกนั้น ใช้ชีวิตต่อไปให้ดีก็เพียงพอแล้วสำหรับลูกสาวคนนี้
“นายหญิงสบายใจเถิดเ้าค่ะบิดามารดาของท่านทางนั้น พวกเขาอาจจะโศกเศร้ากับการสูญเสียท่านก็จริง แต่ทั้งสองก็เข้าใจสัจจธรรมของชีวิตอยู่มาก พวกเขาย่อมใช้ชีวิตอย่างดีจนกว่าจะสิ้นอายุขัยเ้าค่ะ” เสี่ยวลวี่ช่วยปลอบโยนมู่หลินหว่านเมื่อเห็นว่านางมีท่าทีเศร้าสร้อย
“ขอบใจเสี่ยวลวี่ที่ช่วยปลอบใจยามนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว สิ่งที่ควรทำมากที่สุดสำหรับตอนนี้คือแผนการให้ตัวข้าถูกไล่ออกจากที่นี่ เ้าคิดว่าควรใช้แผนเช่นไรได้บ้างกับคนในโลกใบใหม่ของข้า”
“ก่อนหน้านี้มิใช่ว่าท่านได้ยินพวกบ่าวไพร่พูดถึงงานเลี้ยงน้ำชา ที่ฮูหยินเอกจะเป็คนจัดขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้าหรือเ้าคะ หากท่าน้าถูกไล่ออกจากจวนแห่งนี้ วันงานเลี้ยงมีตัวเลือกให้ท่านมากมายสามารถใช้เป็ตัวช่วย ข้าเชื่อว่าบิดาของท่านจะรีบเขียนหนังสือตัดขาดให้อย่างรวดเร็วเชียวล่ะ”
“จริงด้วย!! เสี่ยวลวี่ขอบใจเ้ามากที่ช่วยเตือนสติข้า หึ มาคอยดูกันเถิดว่างานเลี้ยงของนางฮูหยินนั่นจะปังหรือจะพังกันแน่ ฮ่า ๆ ๆ แต่ถ้าได้ออกจากที่นี่ไปจะเอาเงินจากไหนใช้จ่ายล่ะ เบี้ยหวัดอะไรก็ไม่เคยได้รับเช่นคนอื่นเขาสักครั้ง” มู่หลินหว่านเป็กังวลเื่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางหลังจากนี้
“ไม่เห็นยากเลยเ้าค่ะนายหญิงในห้องเก็บสมบัตินั่นอย่างไร ท่านจะเอามาทั้งหมดก็ยังได้นะเ้าคะมีที่เก็บตั้งกว้างถึงเพียงนี้ หรือท่านจะใจดีเหลือไว้ให้จวนบิดาของท่านใช้ซื้อข้าวสารอาหารแห้ง สำหรับคนในจวนสักหีบสองหีบถือว่าเป็ของขวัญ่เวลาสิบกว่าปี ที่ท่านได้อยู่อาศัยภายใต้ชายคาจวนตระกูลมู่ทำบุญสักเล็กน้อย เพื่อหนุนดวงชะตาของท่านให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปเ้าค่ะ” เสี่ยวลวี่ชี้ช่องทางหาเงินจำนวนมากให้กับมู่หลินหว่าน
“ตกลงเสี่ยวลวี่รอให้ใกล้ถึงวันงานทุกคนในจวนคงจะยุ่งกันมาก ไม่มีใครมาสนใจข้าที่เก็บตัวอยู่ในกระท่อมแน่นอน พวกเราค่อยลงมือกันจะดีกว่าวันถัดไปจะได้ออกเดินทางทันที” มู่หลินหว่านเห็นด้วยกับวิธีของเสี่ยวลวี่
“เ้าค่ะนายหญิงเสี่ยวลวี่จะช่วยท่านเอง”
มู่หลินคลายความกังวลใจทั้งหมดได้แล้วเมื่อทานอาหารเสร็จ จึงออกไปเดินเล่นภายในบริเวณบ้านสวนในมิติ ที่ยังคงให้บรรยากาศเดิม ๆ เช่นอยู่ด้านนอก ระหว่างเดินเล่นก็คิดว่านางควรปรากฏตัว
ตอนไหนถึงจะดี หรือควรอาละวาดสร้างปัญหาไปเลยจะดีหรือไม่ เพราะขุนนางยุคสมัยนี้รักหน้าตามากกว่าสิ่งใด หากมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยมักจะถูกซุบซิบนินทาจากผู้คนไปนานหลายวันเลยทีเดียว
“มู่หลินหว่านอิสระของเ้าอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วล่ะ”
