เล่มที่ 9 บทที่ 267 โคจรทวนกระแสค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวัน
หยางเลี่ยที่อยู่ด้านข้างกลับอยู่ในอาการตะลึงยิ่งกว่า…
ขณะที่ปีศาจเยาหวังปรากฏตัวออกมานั้น หยางเลี่ยเองก็เตรียมใจยอมรับความตายไว้แล้ว เขาหวังเพียงพลังอันน้อยนิดของตนเองจะสามารถถ่วงเวลาให้หลินเฟยและเวินโหวมีโอกาสหนีรอดไปได้ก็พอ
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเพียงครู่เดียวเท่านั้น หลินเฟยก็บงการยอดอาวุธและศาสตราวุธออกมา ซึ่งมีพลังทัดเทียมกับปีศาจขั้นเยาหวังเลยทีเดียว…
โดยเฉพาะคัมภีร์โครงกระดูก ถึงกับมีพลังลึกลับและร้ายกาจเป็อย่างมาก แรงกดดันที่ปลดปล่อยออกมานั้น หนักหน่วงจนอ๋องจิงซวีที่เป็ปีศาจขั้นเยาหวังถึงกับหายใจไม่ออกเลยทีเดียว หยางเลี่ยพลางคาดเดาว่ามนต์สะกดของคัมภีร์ในตอนนี้น่าจะมากกว่าสามสิบหกสายเสียแล้ว…
ศาสตราวุธที่มีพลังร้ายกาจเช่นนี้ หุบเขาหมื่นอสูรเองก็ไม่เคยพบเจอมาก่อน เกรงว่าทั่วทั้งทะเลอูไห่คงมีเพียงศาสตราวุธคู่กายของเหล่าผู้าุโไม่กี่คนเท่านั้น ที่พอจะต้านทานได้…
ดูท่าหลินเฟยเองก็คงจะเคยเจอโชควาสนาใหญ่หลวงเหมือนกันมาก่อน…
“น่าเสียดาย…” เมื่อเห็นดังนั้นหยางเลี่ยก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรหลินเฟยก็มีขั้นบำเพ็ญเพียงขั้นมิ่งหุนเคราะห์สามเท่านั้น จึงไม่อาจปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของคัมภีร์ออกมาได้ หากวันหน้าบรรลุถึงขั้นจิงตัน เพียงมีคัมภีร์โครงกระดูกในมือ ก็สามารถกดข่มปีศาจอ๋องจิงซวีได้อย่างง่ายดาย…
‘ช้าก่อน…’
ขณะที่กำลังส่ายหน้าด้วยความเสียดายอยู่นั้น หยางเลี่ยก็เกิดรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา
‘นี่กำลังทำอะไรอยู่งั้นหรือ?’
‘วางค่ายกล?’
“นี่คือมารฟ้ากลืนตะวันงั้นหรือ?”
ก่อนหน้านี้หยางเลี่ยเคยถูกขังจนเกือบตายอยู่ในค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวันถึงสิบวันสิบคืน เขาจึงรู้จักค่ายกลนี้ดียิ่งกว่าใครๆ เพียงมองแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าหลินเฟยกำลังทำอะไรอยู่ ‘นี่มันค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวันเชียวนะ!’
‘มิน่า…ถึงทำลายค่ายกลได้อย่างง่ายดาย ที่แท้ก็เพราะคุ้นเคยเป็อย่างดีนี่เอง…’
‘ว่าแต่ทำไมค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวัน ถึงดูประหลาดผิดปกติจังล่ะ?’
ขณะที่หยางเลี่ยกำลังมึนงงอยู่นั้น จู่ๆใจกลางค่ายกลก็มีเสียงหวีดร้องดังขึ้น จากนั้นนั้นก็มีไอปีศาจพวยพุ่งขึ้นมา ก่อนจะปกคลุมไปทั่วรัศมีหลายลี้ โดยไอปีศาจที่พวยพุ่งนี้ ก็ได้รวมตัวกันจนกลายเป็สัตว์อสูรตัวใหญ่ และมันกำลังคำรามขึ้นอีกครั้ง ไม่นานทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกดูดเข้าไปในปากของมันจนหมด…
“สำเร็จ!”
หลินเฟยพลางเอามือปาดหยาดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก หลังจากที่หันกลับมา ก็พบว่าปีศาจกระบี่และคัมภีร์โครงกระดูกกำลังต่อสู้กับอ๋องจิงซวีอย่างดุเดือด ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที
“เฮ้ย พวกเ้าน่ะ เร็วๆหน่อย!”
“…”
หลังจากถูกหลินเฟยเร่ง ทันใดนั้นไม่ว่าจะเป็ปีศาจกระบี่หรือคัมภีร์ก็แตกตื่นขึ้นทันที ปีศาจกระบี่สลายกลายเป็ลำแสงอีกครั้ง ก่อนจะโคจรเพื่อเร่งความเร็วให้ถึงขีดสุด เมื่อผสานเข้ากับพลังจากเคล็ดหลอมห้าธาตุอู่ตุ้น ทำให้สามารถหายตัวไปไหนมาได้ตามที่้า และพริบตานั้นเอง ก็สลับหายตัวอยู่หลายครั้ง ก่อนจะลอบแทงเข้าไปที่อ๋องจิงซวีหลายครั้ง กระทั่งกดดันจนอ๋องจิงซวีลนลานไปหมด…
ในขณะเดียวกันเ้าอสุรกายก็ตบเข้าที่โครงกระดูกัเบาๆ จากนั้นร่างัที่ยาวนับพันจ้างก็พุ่งทะยานขึ้นฟ้าทันที ไม่นานก็สำแดงพลังแปรเปลี่ยนเป็เจดีย์โครงกระดูกเก้าชั้นร่วงลงมาสู่พื้นดิน ก่อนจะกดทับอ๋องจิงซวีอย่างรุนแรง
อ๋องจิงซวีเห็นดังนั้น ก็รีบยกสองมือขึ้นต้านไว้ทันที ภาพนิมิตแม่น้ำหยินก็พลันเกิดเป็คลื่นน้ำโหมซัดรุนแรง โดยหวังจะต้านเจดีย์โครงกระดูกที่กำลังกดทับลงมาให้ได้...
ทว่าในเสี้ยวเวลาสำคัญนี้เอง ปีศาจกระบี่ก็หายตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปรากฏตัวขึ้นบริเวณด้านหลังของอ๋องจิงซวี พริบตาถัดมาก็กลายเป็ลำแสงกระบี่พาดผ่าน อ๋องจิงซวีก็รู้สึกถึงความเ็ปที่แล่นผ่านเข้ามาทันที โดยที่มันไม่เหลือเรี่ยวแรงต้านทานเจดีย์เก้าชั้นที่กำลังกดทับลงมาได้อีก จากนั้นเพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงกดทับอย่างหนักหน่วงดังขึ้น บัดนี้เจดีย์โครงกระดูกได้กดทับอ๋องจิงซวีกระทั่งร่วงเข้าสู่ค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวันไปเสียแล้ว...
เพียงอ๋องจิงซวีร่วงเข้าไปในค่ายกลไม่นาน ไอปีศาจมากมายก็เกิดปั่นป่วนขึ้นมา จากนั้นภาพนิมิตสัตว์อสูรขนาดั์ภายในค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวันก็คำรามกึกก้อง และปิดตายอ๋องจิงซวีไว้ในค่ายกลไว้อย่างแ่า...
“ปล่อยข้าออกไปเดี๋ยวนี้นะ!”
อ๋องจิงซวีคำรามออกมาเสียงดัง ค้อนจื่อจิงในมือทั้งคู่ก็เอาแต่ฟาดเหวี่ยงไปมา หมายจะทุ่มทุกอย่างให้พินาศ ภาพนิมิตแม่น้ำหยินที่ปรากฏเลือนรางอยู่ด้านหลังก็เกิดเกลียวคลื่นโหมซัดรุนแรง ทว่าหลินเฟยได้เสียเวลาวางค่ายกลมาตั้งนาน มีหรือที่เขาจะยอมปล่อยไปง่ายๆ?
้ามีเจดีย์โครงกระดูกกดทับอยู่ ส่วนด้านล่างก็มีไอปีศาจจำนวนมากโอบพันเอาไว้ ทำให้อ๋องจิงซวีไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้อีก มันทำได้แต่มองดวงตะวันที่ค่อยๆลอยขึ้นจากไอปีศาจเข้มข้น...
“จะทำอะไรน่ะ ปล่อยข้านะ!” หลังจากเห็นดวงตะวันสีเืปรากฏขึ้น อ๋องจิงซวีก็แตกตื่น ราวกับดวงตะวันสีแดงฉานนั้นคือสัตว์ร้ายที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งเป็อาหารก็ว่าได้...
แต่กลับไม่มีใครแยแสเสียงโหยหวนนั้นเลยสักนิด...
อ๋องจิงซวีทำได้เพียงทนมองเืลมในร่างถูกสูบออกไปช้าๆ ก่อนจะผสานเข้ากับดวงตะวันสีเืที่ลอยอยู่กลางค่ายกล ความเ็ปรุนแรงราวกับถูกลงทัณฑ์ทำให้อ๋องจิงซวีเริ่มโอดครวญออกมาด้วยความเ็ป เพียงครู่เดียวลมหายใจก็เริ่มรวยริน บัดนี้มันกำลังอ้อนวอนขอชีวิตอย่างอ่อนแรงเต็มทีแล้ว...
“ขอร้องล่ะนะ ปล่อยข้าไปเถอะ ข้ายินดีเป็สัตว์พาหนะให้เ้า…”
“พอดีข้าไม่มีรสนิยมเช่นนั้น จะให้ขี่ปลาไปไหนมาไหนเนี่ยนะ?...”
หลินเฟยยกยิ้มเ็าออก ทว่าหลังจากพูดจบ เขาก็เหลือบไปเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยไฟโทสะของเวินโหวพอดี...
ทันใดนั้นไอปีศาจในค่ายกลก็ปั่นป่วนขึ้น ก่อนจะมีเสียงคำรามดังออกมาเป็ระยะ บัดนี้อ๋องจิงซวีถูกปิดตายอยู่ด้านในเสียแล้ว ส่วนเืลมในร่างก็ถูกสูบออกมาเป็พลังสายสีแดงก่อนจะผสานรวมเข้ากับดวงตะวันสีเืภายในค่ายกล...
ครึ่งชั่วยามผ่านไป สัตว์อสูรที่เกิดจากไอปีศาจก็กลืนกินดวงตะวันสีเืเข้าไป จากนั้นมันก็เรอออกมาด้วยอย่างอิ่มเอม เพียงครู่เดียวเท่านั้น มันก็จมหายเข้าไปในค่ายกลตามเดิม หลังจากนั้นไอปีศาจเข้มข้นก็เริ่มสลายหายไป บัดนี้เหลือเพียงซากปลาดุกตัวใหญ่ที่ยาวนับสิบจ้าง กำลังนอนแน่นิ่งอยู่ในค่ายกล โดยที่ไม่เหลือลมหายใจอีกต่อไป...
‘ปีศาจขั้นเยาหวังดับสูญไปแล้ว…’
หยางเลี่ยเห็นดังนั้น ก็ขนลุกซู่ขึ้นทันที...
แม้จะรู้จักหลินเฟยเพียงไม่กี่วัน แต่ฝีมือของผู้บำเพ็ญหนุ่มตรงหน้ากลับร้ายกาจจนไม่อาจคาดเดา ทั้งสะบั้นทำลายค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวัน อีกทั้งยังมีอาวุธและศาสตราวุธที่แสนร้ายกาจอีกด้วย แต่ทั้งสองสิ่งนี้ก็ยังไม่ทำให้ประหลาดใจเท่าไร หากแต่นี่เป็ถึงปีศาจขั้นเยาหวัง แต่กลับถูกกักขังจนตายอยู่ในค่ายกล...
‘วันนั้นข้าถูกขังอยู่ในค่ายกลถึงสิบวันกลับยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่บัดนี้อ๋องจิงซวีเพิ่งตกเข้าไปในค่ายกลไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามด้วยซ้ำ ก็ถูกสูบเืลมจนตายไปเสียแล้ว นี่มันช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ…’
“ฝีมือขนาดนี้ หากบรรลุขั้นจิงตันขึ้นมา เกรงว่าจะบุกทะเลอสูรได้เลยทีเดียว…”
“ขั้นจิงตันงั้นหรือ?” นักพรตเฮยซานที่อยู่ไม่ไกลกัน เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็แค่นหัวเราะเ็าออกมาทันที
“ผู้ซึ่งมีพลังขั้นจิงตันที่ต้องตายด้วยน้ำมือของเ้าหนุ่มนี่ ไม่ได้มีเพียงคนเดียวเสียหน่อย…”
หยางเลี่ยได้ยินดังนั้น ก็ชะงักทันที
ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถาม หลินเฟยก็เดินเข้ามาก่อนแล้ว
“อาจารย์อาลองเข้าไปในค่ายกลดูสิ คิดว่าเืลมที่บกพร่องไปก่อนหน้า คงจะฟื้นตัวกลับมาได้”
“หือ?” หยางเลี่ยได้ยินดังนั้น ก็ถึงกับตะลึงทันที
ขณะที่ยังตกตะลึงไม่หาย นักพรตเฮยซานที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ
“ได้ของดีแล้วยังไม่รีบรับอีก มัวยืนบื้ออะไรอยู่เล่า…”
เมื่อพูดจบ ก็ผลักหยางเลี่ยเข้าไปในค่ายกลทันที...
“…” หลินเฟยเองก็หมดคำจะด่านักพรตเฮยซานแล้ว...
“พลั้งมือน่ะ ข้าพลั้งมือ…”
หลินเฟยลูบจมูกน้อยๆ ก่อนจะเริ่มโคจรทวนกระแสค่ายกลมารฟ้ากลืนตะวัน ไม่นานค่ายกลที่นิ่งสนิทก็เกิดการเคลื่อนไหวขึ้นมาอีกครั้ง ไอปีศาจจำนวนมากรวมตัวกันเป็สัตว์อสูรขนาดใหญ่ จากนั้นมันก็ค่อยๆอ้าปากคายดวงตะวันสีเืออกมา…
—------------------------------------------------------------------------------------