ในบรรดาอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยสี่สิบสี่แห่ง ไม่ได้มีเพียงาาแซมบอร์ดเท่านั้นที่ทำเช่นนี้...
การหาผู้หญิงมาให้เหล่าทหารหลังจากที่ผ่านการต่อสู้ที่แสนตึงเครียดก็เป็เหมือนการอนุญาตให้เหล่าทหารได้ระบายอารมณ์ของตัวเองออกมา าาหลายอาณาจักรต่างก็คิดว่านี่เป็วิธีที่ลดแรงกดดันจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ได้ดี และยังเป็วิธีเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับพวกทหารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ในแผ่นดินอาเซรอทนั้น การตอบสนองต่อความ้าให้กับเหล่าทหารถือว่าเป็ธรรมเนียมที่มีมาแต่โบราณ ราชอาณาจักรที่แข็งแกร่งจำนวนมากมีการเลี้ยงนางบำเรอจำนวนหนึ่งไว้ในค่ายทหาร ผู้หญิงเหล่านี้บ้างก็ทำด้วยความเต็มใจ บ้างก็ทำอย่างไม่เต็มใจ ฐานะของพวกนางล้วนแตกต่างกันออกไป บางคนก็เป็ลูกขุนนางตกอับ บางคนก็เป็สาวยากไร้ แม้กระทั่งเป็นักโทษและทาสก็มี ทางกองทัพพยายามใช้งบประมาณให้น้อยที่สุดในการเลี้ยงดูพวกนาง เพื่อให้เหล่าทหารหรือผู้บัญชาการระดับล่างได้มีที่ปลดปล่อยก่อนทำา
ถึงแม้จะเป็แบบนั้น แต่ความใจกว้างที่าาแซมบอร์ดแสดงออกมา กลับทำให้ผู้คนส่วนมากอ้าปากตาค้างจนพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว
เพราะเหล่าสาวงามที่ยิ้มยั่วยวนและร่ายรำด้วยท่าเต้นที่เร้าร้อนในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด พวกนางถูกจ้างด้วยเงินจำนวนหลายหมื่นเหรียญทองจากาาแซมบอร์ดในการเชิญพวกนางมาให้ความสำราญแก่เหล่าทหารถึงค่ายทหารโดยเฉพาะ มีข่าวลือแว่วมาว่าจะให้พวกนางทั้งหมดพักอยู่ในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดเป็การชั่วคราวจนกว่าการแข่งขันการซ้อมรบระดับราชอาณาจักรจะจบลง เพื่อให้พวกนางใช้เรือนร่างที่ยั่วยวนและท่าเต้นที่เร้าร้อนมาบรรเทาความเครียดจาการรบให้กับเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ด
ในตอนนี้ แม้แต่เหล่าองค์ชายหลายๆ อาณาจักรก็ยังอยากจะผันตัวเองมาเป็ทหารเมืองแซมบอร์ดเสียเดี๋ยวนี้ เพื่อจะได้มีโอกาสเต้นรำเคียงข้างกับเหล่าสาวงามผู้เลอโฉม
ถ้ำสีทองในเมืองหลวง เป็สถานที่ที่หลายๆ คนปรารถนาจะเข้าไป แต่ถ้าคุณสมบัติไม่ถึงก็ไม่อาจเข้าไปหาความสำราญข้างในไม่ได้
……
ภายในค่ายทหาร
เมื่อเพลงหนึ่งจบลง เพลงใหม่ก็บรรเลงขึ้นทันที จังหวะดนตรีก็เปลี่ยนเป็อีกโทนหนึ่ง
หญิงงามเหล่านี้เริ่มเดินเข้าไปเชื้อเชิญเหล่าทหารที่นั่งตบมืออยู่รอบๆ ให้ออกมาเต้นด้วยกัน
เมื่อโดนเหล่าสาวงามเดินเข้ามาเชื้อเชิญอย่างอบอุ่น เหล่านักรบที่มาจากถิ่นทุรกันดารทางตอนเหนือก็มีท่าทีขัดๆ เขินๆ ไม่กล้าออกไป แต่ด้วยแรงเชียร์จากเหล่าสหายที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำให้หน่วยเทศกิจบางคนเริ่มกล้าที่จะลุกขึ้นมาร่วมเต้นหน้ากองไฟกับเหล่าสาวๆ ด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าสาวงามรูปร่างยั่วยวนในชุดบางเบา ก็ทำเอาเหล่านักรบเมืองแซมบอร์ดที่กล้าหาญไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใดต้องอายม้วนต้วนจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี แม้แต่ดร็อกบาและเพียร์ซที่เป็คนใจคอหยาบกระด้าง พอโดนลากมาเต้นหน้ากองไฟก็ยังเต้นแข็งๆ มือเท้าพันกันจนแทบล้มหัวคะมำ…
ซุนเฟยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หินแทบจะขำก๊ากออกมาเมื่อเห็นฉากชวนขำตรงหน้า แต่เขาก็พยายามกลั้นไว้และเปลี่ยนเป็รอยยิ้มกรุ้มกริ่มแทน
ความคิดนี้ไม่ใช่ซุนเฟยที่เป็คนคิด
แต่เป็ท่านผู้เฒ่าโซล่า ผู้ที่มีความรู้กว้างขวางที่สุดในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดเป็คนเสนอความคิดนี้ขึ้นมา
ในตอนแรกที่ซุนเฟยได้ยินก็ยังอดใไม่ได้ ในใจของเขายังหลงคิดว่า ท่านผู้เฒ่าช่างหื่นไม่ดูสังขารตัวเองเลยจริงๆ
แต่เมื่อได้ฟังคำอธิบายจากท่านผู้เฒ่าโซล่าแล้ว ถึงได้เข้าใจว่า นี่เป็ ‘ประเพณีที่มีเกียรติ’ อย่างหนึ่งในแผ่นดินอาเซรอท บวกกับความรู้ในด้านสุขศึกษาที่ได้ร่ำเรียนมาในโลกเก่า ทำให้ซุนเฟยได้ลองขบคิดในใจอย่างรอบคอบ หากเหล่าเทศกิจกับอัศวินบรอนซ์เซนต์เกิดอดกลั้นไม่ไหวแล้วออกไปหาซื้อโสเภณีข้างนอกมาเป็ที่ระบายอารมณ์ อาจทำให้พวกเขาเกิดติดเชื้อโรคและนำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ ที่วุ่นวายตามมา แต่จะให้าาสั่งห้ามไม่ให้เหล่าทหารปลดปล่อยความ้าของตัวเองเลย มันก็ดูจะไร้มนุษยธรรมเกินไปหน่อย
หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ซุนเฟยก็ยอมทำตามที่ท่านผู้เฒ่าโซล่าเสนอ เขาติดต่อผู้ดูแลเรดแนปป์แห่งหอการค้าโซรอสโดยตรง พร้อมทั้งจ่ายเงินหลายหมื่นเหรียญทองเพื่อเชื้อเชิญเหล่าสาวงามจากถ้ำสีทองที่เป็หอนางโลมที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวงมาที่นี่ ถือเสียว่าเป็การแก้ไขปัญหาทั้งหมดในคราวเดียว
ทหารแซมบอร์ดไม่เพียงสามารถรบชนะคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดได้ แต่ยังสามารถเสพสุขกับเหล่าสาวงามที่แพงที่สุดได้อีกด้วย
ชื่อเสียงของาาแซมบอร์ดได้โด่งดังขึ้นอีกครั้ง
จำได้ว่าตอนที่ผู้ดูแลเรดแนปป์ได้ยินเงื่อนไขนี้จากซุนเฟยนั้น เขายังยืนตะลึงไปชั่วขณะ จะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก จะร้องก็ร้องไม่ถูก เขาย้ำเงื่อนไขนี้กับซุนเฟยไปหลายครั้งจนแน่ใจ ก่อนจะทำตามความ้าของซุนเฟย
รอบๆ กองไฟเริ่มสนุกสนาน พื้นที่รอบกองไฟเต็มไปด้วยผู้คนที่เต้นรำกันอย่างสนุกสนาน เหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดค่อยๆ ผ่อนคลายและเริ่มส่งเสียงหัวเราะออกมา บรรยากาศพลันคึกคักจนฉุดไม่อยู่
เมื่อซุนเฟยได้เห็นฉากตรงหน้าแล้ว เขาก็ค่อยๆ ยิ้มออกมาอย่างพอใจ
ในตอนนี้ ซุนเฟยไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็าาของอาณาจักรบริวารแห่งหนึ่งที่มีฐานะต่ำกว่าขุนนางในเมืองหลวง แต่เหมือนเป็อาม่าตามตลาดสดที่ชอบนั่งนินทาชาวบ้านมากกว่า
แองเจล่าสวมชุดกระโปรงขนสัตว์ที่ทำมาจากหนังจิ้งจอกฟ้า นั่งอยู่ข้างซุนเฟยอย่างเงียบๆ
เมื่อชุดกระโปรงขนสัตว์อยู่บนร่างของนางแล้วมันไม่ได้ทำให้นางดูอ้วนขึ้นแต่อย่างใด กลับกัน มันกับขับให้ข้อมือที่ขาวราวกับหิมะและลำคอระหงส์ขาวนวลไร้ที่ติของนางเด่นชัดขึ้น นางเหมือนหยกงามที่ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาไปได้เลยจริงๆ ใบหน้าขาวผ่องดุจหยกไขมันแกะพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนงามสง่า ความงดงามใต้แสงจากกองไฟทำให้ผู้คนที่มองพากันลุ่มหลงอย่างโง่งม
ใบหน้างามพิสุทธิ์ของว่าที่ราชินีเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เรียวนิ้วขาวเนียนละเอียดที่ราวกับถูกปอกออกมาจากหอมหัวใหญ่หยิบผลไม้ตรงหน้าแล้วส่งเข้าปากของซุนเฟยเป็พักๆ…
ในตอนแรกนั้น มีสาวงามบางคนคิดจะจับาาผู้แสนร่ำรวยคนนี้ หากได้รับความโปรดปราณจากาาละก็ บางทีอาจจะพลิกชะตาชีวิตนางโลมของตัวเองก็ได้ แต่เมื่อพวกนางได้เห็นความงดงามที่แทบจะทำให้ผู้คนลืมหายใจของว่าที่ราชินีที่นั่งอยู่ข้างๆ ซุนเฟยแล้ว ทันใดนั้นพวกนางก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเชิญาามาเต้นรำกับพวกนางทันที
หลังโต๊ะไม้ฝั่งขวามือของาา มีหญิงสาวนางหนึ่งที่คลุมผ้าปิดหน้านั่งอยู่ นางมีผมหยักศกสีน้ำตาลราวกับสาหร่าย ยาวสยายลงมา ท่าทางของนางดูอ่อนหวานและสง่างามอย่างไม่น่าเชื่อ เื้ัผ้าไหมดิ้นทองมีดวงตากลมคู่หนึ่งที่เป็ประกายราวกับดวงดาวที่สุกสกาวในยามค่ำคืน ผมยาวดุจน้ำตกถูกมัดรวบไว้ด้านหลังด้วยห่วงฝังอัญมณีสามสี น้ำเงิน เขียวและแดง เหนือหัวของนางสวมมงกุฎสีเงิน ด้านหน้าของมงกุฎนี้มีตราผีเสื้อสีทองกำลังกางปีกบินติดไว้อยู่…
ถึงแม้ว่าหญิงสาวคนนี้จะปิดบังใบหน้าของนางไว้ แต่ทั้งร่างของนางกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายลึกลับบางอย่าง
ด้านหลังของนางยังมีนักรบสวมชุดเกราะสีเงินถึงสี่นายยืนอยู่ พวกเขาสวมหมวกเกราะเหล็กที่เป็รูปตัว T ปิดจมูก ปกปิดใบหน้าของตัวเองไว้ให้เห็นเพียงดวงตา บนร่างของพวกเขาทุกคนกระจายกลิ่นอายหนาวเย็นะเืออกมาจางๆ เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
นี่คือผู้คุ้มกันของหญิงสาวผู้ลึกลับคนนี้
ในตอนแรกที่ได้พบหญิงสาวผู้ลึกลับคนนี้ ซุนเฟยยังหลงคิดว่านางเป็พวกคนชนชั้นสูงในเมืองหลวงเสียอีก นอกจากการมาของนางจะดูยิ่งใหญ่เอิกเกริกแล้ว รูปลักษณ์ของนางก็งามสง่า ถึงแม้ว่าจะมีผ้าคลุมปิดหน้าไว้ แต่นางก็ทำให้คนอื่นรู้สึกว่า นางจะต้องเป็สาวงามนางหนึ่งอย่างแน่นอน
ด้วยการแนะนำของผู้ดูแลเรดแนปป์ ซุนเฟยถึงได้รู้ว่า นางก็คือ ‘มาม่าซัง’ หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ ‘แม่เล้า’ นี่เป็เื่ที่คาดไม่ถึงจริงๆ
แต่เมื่อดูท่าทีของนางั้แ่ตอนที่งานเลี้ยงฉลองนี้ได้เริ่มขึ้น ฐานะของ ‘แม่เล้า’ คนนี้จะต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ในระหว่างงานเลี้ยงฉลอง นางเพียงนั่งเงียบๆ อยู่หลังโต๊ะเท่านั้น ซึ่งมันแตกต่างไปจากจินตนาการ ‘แม่เล้า’ ของซุนเฟยที่ต้องทำตัวเป็น้ำกลิ้งบนใบบอน1 และนี่ก็ทำให้ซุนเฟยรู้สึกค่อยไม่เข้าใจเท่าไร
งานเลี้ยงฉลองยังคงดำเนินต่อไป
ซุนเฟยกวักมือเรียกแช็คที่อยู่ข้างๆ ให้เข้ามา จากนั้นก็กระซิบเื่ที่ต้องระวังบางอย่างเบาๆ แล้วหันไปพยุงร่างของแองเจล่าให้ลุกขึ้นเพื่อจะเดินกลับไปที่เต็นท์ของาา
หากาาของตัวเองยังนั่งจ้องอยู่ตลอดเวลา คาดว่านอกจากพวกทหารจะไม่กล้าปล่อยเนื้อปล่อยแล้ว ยังอาจจะหมดอารมณ์เอาก็ได้ ดังนั้นาาควรจะนั่งหัวโด่อยู่ในงานเลี้ยงสักพักพอเป็พิธี แล้วค่อยผละออกไปอย่างเงียบๆ
แต่ซุนเฟยไม่รู้ว่า ในขณะที่เขาจูงมือแองเจล่าและเดินนำสาวน้อยผมทองเจ็มม่ากับสาวใช้อีกแปดนางกลับไปยังเต็นท์ของาา หญิงสาวลึกลับที่สวมผ้าคลุมปิดหน้าและนั่งเงียบๆ อยู่หลังโต๊ะมาโดยตลอด ‘แม่เล้า’ ของเหล่าหญิงงามที่ร้อนแรงกลุ่มนี้ กำลังจ้องเขม็งตามหลังซุนเฟยไปอย่างเงียบๆ ในดวงตากลมโตที่เป็ประกายคู่นั้นปรากฏร่องรอยคลื่นอารมณ์แปลกๆ ออกมา
……
เมื่อกลับมาที่เต็นท์ของาา หลังจากที่สนทนาหยอกล้อกับแองเจล่าและรอจนกว่านางจะผล็อยหลับ ซุนเฟยก็เข้าไปในโลก Diablo เพื่ออัพเลเวลทันที
แม่ชีอาคาร่าและตาเฒ่าเคนยังคงไปมาระหว่าง ‘มหาลัยเมืองแซมบอร์ด’ และห้องหินลึกลับ
ตอนนี้การดำเนินการก่อสร้างเมืองแซมบอร์ดก็เป็ไปตามขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังแม่ชีอาคาร่าได้แปลเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมในหนังสือ 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ' แล้ว ทำให้มีการปรับเปลี่ยนแผนผังเมืองแซมบอร์ดใหม่อีกครั้ง โครงการที่เมื่อก่อนไม่กล้าคิดจะทำก็เริ่มมีการพัฒนาขึ้นมาทีละขั้น ซุนเฟยนึกถึงประโยคที่ท่านพ่อตาเบสท์และผู้บัญชาการสูงสุดบรู๊คเขียนมาในจดหมายก็ยิ้มออกมา นั่นก็คือ ‘ใช้เวลาไม่นาน เมืองแซมบอร์ดที่เป็อาณาจักรเล็กๆ แถวชายแดนทางตอนเหนือของราชอาณาจักร จะกลายเป็ไข่มุกเม็ดงามที่เจิดจรัสที่สุดในทางตอนเหนือของราชอาณาจักรแห่งนี้’
อักขระและสิ่งของแปลกๆ ทุกอย่างในห้องหินลึกลับจะต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป
การที่แม่ชีอาคาร่ากับตาเฒ่าเคนทุ่มเททั้งความคิดและเวลามากมายในการศึกษาวิจัยงานนี้อย่างบ้าคลั่ง ทำให้ความเร็วในการพัฒนารุดหน้ามากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังห่างไกลกับความลับที่ซ่อนอยู่อีกมาก ซุนเฟยรู้ข้อมูลเพียงผิวเผิน ยังไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียด ดังนั้น รอจนกว่าความลับในห้องนั้นจะถูกเฉลยขึ้นในสักวัน เมื่อถึงตอนนั้น มันก็ยังไม่สายที่จะทำความเข้าใจอีกครั้ง
ซุนเฟยใช้เวลาเรียนรู้วิธีการปรุงยาจากแม่ชีอาคาร่าประมาณสิบห้านาที จากนั้นก็ใช้เวลาอีกสิบห้านาทีในการเรียนรู้หลักการเวทมนตร์ของโลก Diablo และแผ่นดินอาเซรอทกับตาเฒ่าเคน ทำให้ซุนเฟยเหลือเวลาอีกสี่ชั่วโมงในการสังหารมอนสเตอร์เพื่ออัพเลเวลกับทหารรับจ้างสาวเอเลน่า
สี่ชั่วโมงต่อมา ก่อนเวลาเล่นเกมจะหมดลง ซุนเฟยก็สามารถอัพเลเวลตัวละครคนเถื่อนมาถึงเลเวล 54
ความแข็งแกร่งของซุนเฟยกำลังพัฒนาไปทีละก้าวอย่างบ้าคลั่ง
ในระหว่างที่สังหารมอสเตอร์ ซุนเฟยได้ฝึกฝนทักษะการควบคุมพลัง การซ้อนทับพลังและการหมุนเกลียวคลื่นพลังซ้ำไปซ้ำมาจนชำนาญ ซุนเฟยลองนำทักษะเหล่านี้มาประยุตก์ใช้กับทักษะของคนเถื่อน และนั่นก็ทำให้ทักษะ 'หมัดหิมะเยือกแข็งห้ารูปแบบ' ที่ซุนเฟยสร้างขึ้นมาเองเริ่มที่จะสมบูรณ์ขึ้นมาทีละนิด ในขณะเดียวกันก็ทำให้ซุนเฟยในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับเหล่ามอนสเตอร์สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วและเป็อิสระมากขึ้น ดูเหมือนว่าพลังโจมตีในแต่ละทักษะของคนเถื่อนจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความเร็วในการอัพเลเวลของเขาเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน
แม้แต่ตัวซุนเฟยเองก็ยังรู้สึกว่าพร์ในการต่อสู้ของเขาได้พัฒนามากขึ้น เขาคิดว่าทุกอย่างเริ่มเพี้ยนขึ้นทุกที
----------------------------------
1 น้ำกลิ้งบนใบบอน อุปมาว่า เข้าได้กับทุกฝ่าย อัธยาศัยดี
