มู่จื่อรั่วเห็นท่าทีเดือดแค้นถึงเพียงนี้ของไป๋ชิงโหรวแล้วก็อดประหลาดใจไม่ได้ แม้นางคิดว่าไป๋ชิงโหรวจะโง่เง่าไปบ้าง ทว่าก็มีหน้ามีตาในสังคมทีเดียว ไม่ว่าอย่างไรก็งามเป็รองเพียงตนเท่านั้น
อีกทั้งทุกวันนี้ยังได้รับอานิสงส์จากความดีความชอบของอาสามของนาง กิตติศัพท์ย่อมขจรขจายไปด้วย
ตนคลับคล้ายคลับคลาเคยได้ยินมาว่าพี่สาวของไป๋ชิงโหรวผู้นี้มีใบหน้าอย่างปีศาจจิ้งจอกสาว กับข่าวลือเื่หนีตามคนรักไปในอดีตจนให้กำเนิดสองเืเนื้อเชื้อไขชั่วออกมา ไม่รู้เหมือนกันว่าแท้จริงแล้วมารดานางสานสัมพันธ์ผิดจารีตกับชายไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่ไหน เลยเถิดถึงขั้นมีพี่น้องชายหญิงคู่นี้เสียด้วย ตนเคยเห็นคนพี่ไม่กี่หน แม้รูปงาม แต่เมื่อเทียบกับเฟิ่งเจาเกอที่ทรงพลังอำนาจแล้วก็ยังด้อยกว่าโข
เฟิ่งเจาเกอ เฉพาะในสกุลเฟิ่งก็ถือว่ามีอิทธิพลมากแล้ว ส่วนในต้าฉี เนื่องด้วยมีฮองเฮาเป็พระมารดา กอปรกับความเป็เลิศของเ้าตัวทำให้เขาได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้และไทเฮาอย่างยิ่ง จึงเป็ที่เนื้อหอมในวังหลวงนัก แต่เ้าตัวดันไม่ข้องแวะกับสตรีเสียอย่างนั้น จริงอยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอกดูหล่อเหลาไร้พิษภัย ทว่านิสัยโหดร้ายทารุณมิใช่น้อย ถึงกระนั้นต่อให้ต้องเป็แมลงเม่าบินเข้ากองไฟแล้วอย่างไร มีสตรีนับไม่ถ้วนที่อยากเอาชนะใจเฟิ่งเจาเกอ ต่อให้ต้องเสี่ยงชีวิตก็ไม่เสียดาย
“แค่ผู้หญิงต่ำต้อยด้อยค่าคนหนึ่ง มีอะไรให้ต้องหวั่นกลัว” มู่จื่อรั่วไม่ยี่หระ
ไป๋ชิงโหรวที่อยู่อีกด้านพยักหน้าหงึกๆ ด้วยความเห็นชอบ แต่ในใจยังคงอยากชมเื่บันเทิง ไป๋เซียงจู๋ในตอนนี้เปรียบเสมือนเสี้ยนหนามสำหรับนาง แม้ตนไม่้าให้นางไปงานเลี้ยงชมดอกไม้ บัดนี้นางก็คงไม่สามารถไปได้แล้วนั่นแล ถึงเวลานั้นตำแหน่งหญิงงามอันดับสองจะเป็ของตนดังเดิม อย่างไรก็ตาม มู่จื่อรั่วเย่อหยิ่งมาโดยตลอด นางวางตัวสูงส่งเกินใครๆ ทระนงดุจเทพ์ชั้นฟ้าที่ลอยล่องเหนือแผ่นดินมนุษย์ หากทำให้นางได้เจอกับหญิงน่าชังอย่างไป๋เซียงจู๋ ไม่รู้นางจะยังรักษาภาพลักษณ์ที่เป็อยู่ได้หรือไม่
“ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่เ้าใช้กลเม็ดบางอย่างเพื่อกันไม่ให้นางมางานชมดอกไม้แล้วมิใช่หรือ” จู่ๆ มู่จื่อรั่วก็เปลี่ยนประเด็นและมองมายังไป๋ชิงโหรวแทน
ไป๋ชิงโหรวสะท้านไปทั้งร่าง ราวกับว่าเจตนาอกุศลพวกนั้นของนางถูกมองเห็นทะลุปรุโปร่งในชั่วขณะนี้ นางยิ้มแย้มแก้ต่างอย่างกระอักกระอ่วน “น้องก็ทำเพื่อไม่ให้นางไปขัดหูขัดตาท่านพี่น่ะเ้าค่ะ”
“ฮึ น่าขัน ข้าจะกลัวคนอย่างนางหรือ น้องโหรวคงกลัวนางชิงตำแหน่งหญิงงามอันดับสองของน้องไปมากกว่ากระมัง เ้าไม่มั่นใจในตัวเองเช่นนี้ ฉายาหญิงงามอันดับสองที่เ้าครองอยู่นี่ช่างน่าเสียดายจริงๆ ”
เมื่อมู่จื่อรั่วพูดจบก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบเบาๆ ชุ่ยอวี้สาวใช้ข้างกายกุลีกุจอใช้ตะเกียบหยกคีบขนมฝูหรงชิ้นหนึ่งส่งมา
“นางคนซื่อบื้อ! ข้าจะเอาขนมรากบัว เ้าไม่รู้หรือ ขนมฝูหรงทั้งเหนียวติดฟันทั้งไม่อร่อย หรือว่าเ้าอยากให้ข้าขายหน้า”
“บ่าวสมควรตายเ้าค่ะ บ่าวสมควรตาย” ชุ่ยอวี้รีบเปลี่ยนเป็ขนมรากบัวมาแทน ทว่ามู่จื่อรั่วไม่้าอีกแล้ว
“ช่างเถิด อย่ากินอะไรเลยดีกว่า ถึงเวลาเกิดมีกลิ่นในปากขึ้นมาจะทำอย่างไร” นางว่าพลางก้มศีรษะดื่มชาพลาง ไม่สนใจไป๋ชิงโหรวซึ่งยืนหน้าเขียวหน้าซีดอยู่ข้างๆ แม้แต่นิดเดียว
มู่จื่อรั่วปากบอกไม่แยแส แท้จริงแล้วใส่ใจยิ่งนัก แม้ทุกครั้งที่ปรากฏตัว นางจะแต่งกายค่อนข้างเรียบง่าย ทว่าตนสังเกตเห็นกล่องเครื่องประดับไม้จันทน์บนเบาะรองนั่งในรถม้านั่นแล้ว เดาว่าอีกสักครู่นางน่าจะเปลี่ยนชุด
อาการสงสัยและอิจฉาจากไป๋ชิงโหรวอยู่ในสายตาของมู่จื่อรั่วทั้งหมด นางใช้ชีวิตฟู่ฟ่าั้แ่เล็กจนโต ถูกประคบประหงมเอาใจ และเหิงชินอ๋องบิดานางยังมีความสัมพันธ์อันดีกับฮ่องเต้ ฮ่องเต้จึงอุ้มชูจวนเหิงชินอ๋องเป็อย่างดีทุกประการ ดังนั้นไม่ว่านางอยู่ที่ไหนก็จะเป็จุดสนใจของผู้คนเสมอ นอกจากนี้คุณสมบัติต่างๆ ของนางก็เลิศเลอ มารดาคือจวิ้นจู่ ท่านตาของนางคือขุนนางขั้นเจิ่งซื่อ [1] เสนาบดีกรมยุติธรรม ด้านพี่ชายผู้เป็ลูกของท่านลุงนั้นรับราชการในวังหลวง ครอบครัวท่านลุงไม่มีบุตรสาว พี่ชายนางเอ็นดูน้องสาวคนนี้ยิ่งนัก ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลค่อยๆ ก่อให้เกิดความเคยชินกับการอยู่สูงเหนือกว่าใครเช่นนี้ และนางก็สุขสมกับสายตาอิจฉาริษยาจากคนอื่นที่ทอดมายังนางเหลือเกิน ชื่นชอบเป็ที่สุด
นี่คงเป็โรคอวดดีประเภทหนึ่งสินะ
“ชุ่ยอวี้ ส่งกล่องมา”
“เ้าค่ะ”
มู่จื่อรั่วเปิดกล่องไม้นั่นออกช้าๆ เบื้องหน้าแววตาที่กำลังลุกเป็ไฟของไป๋ชิงโหรว สีทองอร่ามแพรวพราวทำให้ไป๋ชิงโหรวตาพร่า
“นะ... นี่ปิ่นแปดสหาย?” ไป๋ชิงโหรวโพล่งออกมา ตื่นตาตื่นใจจนไม่สามารถละสายตาไปได้แม้สักน้อย
“ปิ่นแปดสหายนี้มีอยู่สองอัน ฮ่องเต้องค์ก่อนรับสั่งให้ทำขึ้นเพื่อประทานแก่ไทเฮาเมื่อครั้งพระองค์ยังสาว อันหนึ่งคือทองเนื้อเก้าขึ้นรูปเป็ดอกไห่ถังผลิบาน ส่วนอีกชิ้นหนึ่งก็คือดอกโบตั๋นตูมนี้ มองแวบแรกจะเห็นไม่ชัด ต้องเพ่งดูอย่างละเอียด ข้าจะใส่มันในวันนี้เพื่อเสริมความงามที่มีให้เด่นชัดยิ่งขึ้น”
ขณะมู่จื่อรั่วกำลังสาธยาย นางก็สั่งให้ชุ่ยอวี้ปักปิ่นลงบนผมของตนต่อหน้าไป๋ชิงโหรว ดุจดังแต่งเติมลายมวลผกาบนผ้าทอผืนงามจริงๆ บัดนี้มู่จื่อรั่วที่เดิมทีดูสูงสง่ากลับมีเสน่ห์ขึ้นมากทันที งามจนผู้พบเห็นต้องตกตะลึง งามประหนึ่งเทพธิดา
เมื่อเห็นท่าทีอิจฉาของไป๋ชิงโหรว มู่จื่อรั่วชอบใจเป็อย่างยิ่ง นางถามด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “เป็อย่างไร น้องโหรว งามหรือไม่”
“งาม งามเ้าค่ะ ท่านพี่จื่อรั่วงามเสมือนบุปผชาตินานาพรรณ พอปักปิ่นนี้แล้วยิ่งขับเน้นความงามของท่านพี่ให้ประจักษ์แก่สายตาอย่างสมบูรณ์แบบ” ไป๋ชิงโหรวพูดในสิ่งที่ฝืนใจตนเพราะในใจนางรู้สึกริษยาแทบแย่แล้ว เมื่อเทียบกับปิ่นนี้ ชุดที่ตกทอดมาจากฮองเฮาในราชวงศ์ก่อนที่นางสวมอยู่ยังด้อยกว่าโข ดูท่าวันนี้คงเป็ไปไม่ได้แล้วที่จะเอาชนะมู่จื่อรั่ว
นิ้วมือใต้แขนเสื้อค่อยๆ กำเข้าหากันแน่น หากตระกูลตนมิได้เป็เพียงวาณิชหลวงธรรมดา หากบิดาตนเป็ท่านอ๋องสักองค์บ้าง ตนคงไม่ด้อยกว่าคนอื่นไปเสียทุกอย่าง ต้องโทษบิดาตนที่ไร้ประโยชน์!
ไป๋ชิงโหรวคิดอย่างแค้นเคือง จิตใจร้อนรุ่มด้วยไฟโทสะ อดกลั้นจนเกือบทำตัวเองช้ำในเลยทีเดียว
----------------------------------------
อีกด้านหนึ่ง งานเลี้ยงชมดอกไม้ใกล้จะเริ่ม ทว่าพวกนางยังไม่ผ่านเข้าประตูเมืองด้วยซ้ำ
ตู้เจวียนกระวนกระวายมากขึ้นเรื่อยๆ “คุณหนู งานชมดอกไม้จะเริ่มในไม่ช้า หากไปสาย พระสนมจะตำหนิได้ เช่นนั้นพวกเรากลับจวนไปหารถม้าใหม่เดี๋ยวนี้ดีไหมเ้าคะ หรือว่ารอติดรถม้าของฮูหยินรองที่จะสัญจรผ่านทางนี้”
ไป๋เซียงจู๋ส่ายหน้า มองไปยังเพลารถที่กระจัดกระจายเละเทะ “ท่านน้าของข้าคงเปลี่ยนเส้นทางแล้ว กลับจวนแล้วมาใหม่ยิ่งไม่ได้ ไกลเกินไปไม่ทันกาลเหมือนกันนั่นแล”
ไป๋ชิงโหรวอุตส่าห์หาทางทำลายเพลารถจนเสียหายเช่นนี้ อวี๋ซื่อจะไม่รู้ได้อย่างไร นางคงใช้อีกเส้นทางเข้าวังไปนานแล้ว
ตู้เจวียนเข้าใจแจ่มแจ้งโดยพลัน ลอบด่าทอฮูหยินรองกับคุณหนูรองในใจว่าช่างร้ายกาจเหลือทน ไม่นึกว่าจะใช้วิธีนี้ขัดขวางไม่ให้คุณหนูไปร่วมงานเลี้ยงชมดอกไม้ แต่เมื่อคุณหนูที่ทั้งสวยและน่าหลงใหลปานนี้ไปร่วมงานชมดอกไม้ ก็อาจกลายเป็จุดเด่นของงานได้ จึงไม่แปลกใจที่พวกนางจะวางแผนการเช่นนี้
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้จะทำเช่นไรดีล่ะเ้าคะ” ตู้เจวียนร้อนรนมาก
ในจดหมายเชิญระบุว่าบุตรีในภรรยาเอกของตระกูลไป๋ต้องเข้าร่วม จะขอลาหรือผัดผ่อนเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้อีกต่อไป และไม่รู้ด้วยว่าคุณหนูรองจะช่วยคุณหนูอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ ทว่าอย่างไรเสียคงไม่ทำแบบนั้น แค่ไม่ซ้ำเติมให้เลวร้ายไปใหญ่ก็ถือว่าดีมากแล้ว
ไป๋เซียงจู๋คลี่ยิ้ม ในเมื่อไม่อยากให้นางไปถึงเพียงนี้ นางก็ยิ่งต้องไปให้ได้!
เชิงอรรถ
[1]正四品 ขั้นเจิ่งซื่อ คือ ยศขั้นหนึ่งของขุนนาง จากเก้าขั้นสิบแปดชั้น (九品十八阶) แบ่งเป็ทั้งหมดเก้าขั้น (九品) ั้แ่หนึ่งถึงเก้า ขั้นหนึ่งคือสูงที่สุดเรียงไปจนถึงขั้นเก้าซึ่งต่ำที่สุด และทุกขั้นแบ่งแยกย่อยเป็ชั้นเอก (正 ออกเสียงเจิ่ง) กับชั้นโท (从 ออกเสียงจ้ง) รวมทั้งหมดสิบแปดชั้น
