บทที่ 174 อูเหวินโฮ่ว
น่าเสียดาย คนผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นักพรตที่ชั่วร้ายเท่านั้น แต่ยังมีพลังยุทธ์สูงถึงขั้นเกิดเทพเ้า แต่เพื่อคว้าสมบัติล้ำค่ามาครอง ทั้งสองคนจึงไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกัน ด้วยเหตุนี้ลู่อวี่จึงได้ “ต้นหอมหมื่นลี้เทียนหลัวอวิ๋น” ที่มีอายุนับหมื่นปีกลับมา แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น ลู่อวี่ก็ยังไม่หลงลืมเื่นี้ไปง่ายๆ และใช้วัตถุดิบที่ได้รับความเสียหายจากการปรุงโอสถในครั้งก่อน มาสกัดเป็ผงพิเศษชนิดหนึ่ง ผสมกับวัตถุดิบิญญาอื่นๆ เพื่อสร้างผงยาที่สามารถยึดติดกับพลังปราณได้ ของสิ่งนี้ไม่มีพิษหรือผลข้างเคียงใดๆ คุณสมบัติเพียงอย่างเดียวของมันคือสามารถปล่อยคลื่นพลังพิเศษออกมา ซึ่งนอกจากผู้ที่ปรุงสิ่งนี้ขึ้นมาแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถค้นพบมันได้ ถือเป็สมบัติชั้นยอดที่ใช้ในการติดตามใครสักคน
แต่สิ่งนี้ใช่ว่าจะไม่มีข้อบกพร่อง หากระยะทางอยู่ห่างออกไปมากเกินไปหรือถูกอย่างอื่นรบกวน ผู้ที่สะกดรอยตามก็แทบจะไม่สามารถทำอะไรได้ แม้แต่ทิศทางคร่าวๆ ก็ไม่อาจทราบได้
ไม่คาดคิดว่าในวันนี้ ลู่อวี่ที่บังเอิญมาเข้าร่วมการประมูล จะได้พบกับหนึ่งในสองคนที่หลบหนีไปในครั้งนั้น
ตอนนั้นลู่อวี่มั่นใจว่าทั้งสองคนไม่น่าจะเป็พวกเดียวกันั้แ่แรก เพียงร่วมมือกันชั่วคราวเพื่อผลประโยชน์ แล้วแยกทางกันไปด้วยเหตุผลส่วนตัว พวกเขาถึงตามหาร่องรอยและเบาะแสของทั้งสองคนไม่พบ
ลู่อวี่รู้สึกสงสัยมากว่าสองคนนั้นหายไปที่ใดกันแน่ เพราะตามหลักแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะออกเดินทางไปก่อน แต่ก็ไม่น่าหลบหลีกการทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้ได้ ในตอนนั้นลู่อวี่ใช้พลังจิตค้นหาอยู่นาน ทว่ากลับไม่พบเบาะแสใดแม้แต่น้อย!
“ผู้เฒ่าตู้ ยังจำได้หรือไม่ว่าครั้งที่พวกเราอยู่ในถ้ำของนักพรตโบราณ มีคนสองคนที่เข้าไปด้านในก่อนหน้าพวกเรา?”
หลังจากลู่อวี่เข้ามาในห้องส่วนตัวของแขกผู้สูงศักดิ์ ตู้เสวียนเฉิงก็ปรากฏตัวขึ้นและหาที่นั่งเพื่อหลับตาบำเพ็ญเพียรเงียบๆ ทุกครั้งที่เห็นเช่นนี้ ลู่อวี่ก็รู้สึกทั้งชื่นชมและละอายใจตัวเองไปพร้อมกัน
ตู้เสวียนเฉิงลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินคำถาม พยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวด้วยความสงสัย “ว่าอย่างไรเล่า เ้าเจอพวกเขาหรือ?”
“พบเห็นเพียงผู้เดียว อีกฝ่ายเปลี่ยนรูปลักษณ์ นอกจากจะซ่อนพลังยุทธ์ของตัวเองแล้ว แม้แต่คลื่นพลังเวทก็ยังเปลี่ยนไปด้วย ดูเหมือนว่าคนผู้นี้จะมีความลับซ่อนไว้ไม่น้อยทีเดียว! ข้าจำได้ว่าสองคนนั้นได้ของดีมากมายในถ้ำของนักพรตโบราณไป พวกเขายืมมือเราเพื่อประโยชน์ตัวเอง ฮึ!”
เมื่อได้ยินคำพูดของลู่อวี่ที่ดูจะไม่พอใจอยู่เล็กน้อย ตู้เสวียนเฉิงพลันหัวเราะเบาๆ แล้วลุกขึ้นเดินไปทางหน้าต่าง มองออกไปข้างนอกพลางลอบคิดในใจว่า ‘เมื่อโดนเ้าเด็กลู่อวี่นี่จับตามอง วันคืนสงบสุขของคนผู้นั้นคงจะจบสิ้นแล้ว คราแรกอุตส่าห์หลบหนีไปได้แล้วแท้ๆ ยังจะย้อนกลับมาอีก ช่างไม่รักตัวกลัวตายจริงเชียว!’
“เ้าคิดจะจัดการอย่างไร?”
“อืม คงรอดูก่อนว่าคนผู้นี้ทำตัวลับๆ ล่อๆ เพราะเหตุใด หากยังหาจุดประสงค์ของเขาไม่พบ ก็ค่อยจับตัวมาเค้นถาม ว่าแต่ยามนี้ผู้เฒ่าตู้ฟื้นพลังไปถึงขั้นใดแล้วเล่า? หากต้องลงมือ ไม่ทราบว่าจะมีความมั่นใจมากน้อยเพียงใด!”
“ฮ่าๆ ตระกูลลู่ของเ้าให้โอสถวิเศษข้าโดยไม่คิดเงินแม้แต่น้อย หากพลังของข้าไม่ก้าวหน้าเสียบ้าง คงจะน่าละอายใจยิ่งนัก ตัวข้าบำเพ็ญเพียรด้วยตนเองเพียงลำพัง ถึงจะเคยผ่านประสบการณ์เ่าั้มาครั้งหนึ่งแล้ว แต่กว่าจะหวนคืนขั้นพลังเดิมได้ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาร้อยปี ทว่ายามนี้ ขอเวลาเพียงแปดถึงสิบปี ย่อมฟื้นฟูพลังจนสมบูรณ์เท่าเดิมได้!” ตู้เสวียนเฉิงเอ่ยด้วยท่าทางผ่อนคลาย
เขาดีใจมากจริงๆ ที่สามารถฟื้นฟูพลังยุทธ์ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ หลังใช้โอสถที่ตระกูลลู่มอบให้เป็ตัวช่วย คาดว่าแม้แต่ท่านผู้าุโของตระกูลลู่ก็คงยังไม่ได้โอสถวิเศษมากเท่าตนเลยกระมัง เงื่อนไขที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้จะไม่ให้เขาตื่นเต้นได้อย่างไร?
ส่วนสัญญาที่ต้องคุ้มกันลู่อวี่เป็เวลาหนึ่งร้อยปี ตู้เสวียนเฉิงอยากจะยืดเวลาออกไปอีกหลายร้อยปีด้วยซ้ำ การมีนักปรุงโอสถอัจฉริยะเช่นนี้อยู่ข้างกาย ไม่มีทางที่ระดับการฝึกฝนของเขาจะเชื่องช้าหรือถดถอยลง
ลู่อวี่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกดีใจ อีกแปดถึงสิบปีข้างหน้าผู้เฒ่าตู้จะฟื้นพลังได้สมบูรณ์ หากเป็ผู้อื่นคงคาดเดาไม่ได้ แต่ชาติก่อนเขาเคยมีพลังยุทธ์สูงกว่าตู้เสวียนเฉิงมาก จึงพอจะเดาได้ว่าตอนนี้ตู้เสวียนเฉิงน่าจะอยู่ในจุดสูงสุดของ่ปลายขั้นเกิดเทพเ้า หรืออาจจะเป็่ปลายของขั้นเกิดเทพเ้าด้วยซ้ำ หากเป็เช่นนั้น ความสามารถของตู้เสวียนเฉิงก็จะเพิ่มขึ้นกว่านี้อีกหลายเท่าตัว
“ดียิ่ง เช่นนั้นหลังจากงานประมูลจบลงแล้ว พวกเราไปสืบหากันว่าคนผู้นั้นมาทำอะไรที่เมืองเทียนอวิ๋นกันแน่ จากนั้นก็หาโอกาสจับตัวมาสอบสวนสักหน่อย!”ลู่อวี่กล่าวพร้อมกับประสานมือร่ายคาถาออกมา คลื่นไร้ลักษณ์สายหนึ่งพลันปรากฏบนฝ่ามือของเขา
หลังจาก อูเหวินโฮ่ว นั่งประจำตำแหน่งของตัวเองแล้ว เขาก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เมื่อคิดทบทวนถึงการกระทำของตนเองในวันนี้อย่างละเอียด กลับไม่พบข้อผิดพลาดใด แต่เหตุใดเขาถึงได้รู้สึกไม่สบายใจนักเล่า?
หากไม่ใช่เพราะมีสมบัติชิ้นหนึ่งที่เขา้าอยู่ในงานประมูลครั้งนี้ อูเหวินโฮ่วคงจะออกจากที่นี่ไปแล้ว ตอนนี้ถึงจะไม่ค่อยสบายใจ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ต่อให้เกิดเื่ยุ่งยากใดขึ้นมา เขาก็เชื่อว่าตนสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ สมบัติชิ้นนั้นมีความสำคัญต่อการบำเพ็ญเพียรในภายภาคหน้าของเขา มันเป็กุญแจสู่ความก้าวหน้า หากไม่ใช่เพราะในเมืองเทียนอวิ๋นมียอดฝีมืออยู่จำนวนมาก เขาคงจะปล้นชิงมันไปแล้ว
กว่าอูเหวินโฮ่วจะรวบรวมเงินมาได้ไม่ใช่เื่ง่าย แล้วเขาจะจากไปตอนนี้ได้อย่างไร?
ขั้นตอนการประมูลไม่มีอะไรแปลกใหม่ ซึ่งคนส่วนใหญ่ต่างไม่ได้มาเพื่อชมสิ่งนี้อยู่แล้ว ขอเพียงมีของดีออกมาประมูลขายเป็พอ ตระกูลอันดับหนึ่งของเทียนตูเป็ผู้จัดทั้งที ต่อให้เป็งานประมูลทั่วไปก็ยังมีแต่ของล้ำค่าหายาก ส่วนความคิดที่ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านชาวช่องของลู่อวี่นั้น ไม่สมควรนำมาเปรียบเทียบกับความคิดของนักพรตคนอื่นๆ
กระนั้นลู่อวี่ก็ยังเข้าร่วมประมูลวัตถุดิบระดับห้าบางอย่างและได้รับของที่ค่อนข้างหายากมาครอง ทว่าสิ่งเ่าั้ไม่ใช่ของสำคัญที่สุด อูเหวินโฮ่วที่ถูกลู่อวี่จับตามองให้ความสนใจกับ ‘วารีพิสุทธิ์ไท่อิน’ ที่ถูกนำมาประมูลมากที่สุด หลังประมูลได้เขาก็เตรียมตัวจะออกไปจากที่นี่ ลู่อวี่จึงส่งสัญญาณให้ตู้เสวียนเฉิง ก่อนพวกเขาจะแอบสะกดรอยตามไปอย่างเร่งด่วน
อูเหวินโฮ่วรู้สึกไม่สบายใจมาั้แ่ก่อนหน้านี้ หลังจากออกจากสถานที่ประมูลแล้วจึงระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น เขาแวะกินอะไรเล็กน้อยที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งและสังเกตรอบตัวว่ามีผู้ใดสะกดรอยตามมาหรือไม่ จากนั้นก็เดินเล่นในเมืองอย่างไร้ทิศทาง เดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบ ก่อนจะกลับที่พักของตัวเอง หากเป็คนอื่นคงไม่สามารถสะกดรอยตามเขาได้แล้ว
เพราะการเคลื่อนไหวของเขานั้นคาดเดาได้ยากยิ่ง แต่สำหรับลู่อวี่ที่เตรียมการมาล่วงหน้า เขาเพียงใช้คลื่นพลังปราณระบุเป้าหมาย และใช้พลังจิตตรวจสอบว่าอีกฝ่ายอยู่ตำแหน่งใดก็พอแล้ว ไม่จำเป็ต้องสะกดรอยตามทั้งวันทั้งคืน
เมื่ออูเหวินโฮ่วกลับถึงที่พัก ลู่อวี่ก็เรียกผู้ติดตามคนหนึ่งมาและสั่งการบางอย่างกับเขา จากนั้นก็เดินทางไปยังที่พักของอูเหวินโฮ่วพร้อมกับตู้เสวียนเฉิง
บริเวณนี้เป็เขตหมู่บ้านของชาวบ้านธรรมดาในเมืองเทียนอวิ๋น ขณะนี้มีนักพรตจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในเมือง พวกชาวบ้านจึงปล่อยให้นักพรตเ่าั้เช่าบ้านของตัวเองชั่วคราว เื่นี้ไม่ใช่เื่ที่พบเห็นยากแต่อย่างใด
เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายมากเกินไป ลู่อวี่ได้นำกระดานค่ายกลสีดำออกมาจากแหวนมิติ ซึ่งเป็อาวุธวิเศษ ที่ตระกูลลู่ได้รับมาจากการแลกเปลี่ยนในจัตุรัสอวี้เ้า
ของชิ้นนี้มีนามว่า “ค่ายกลทวิลักษณ์สรรพสิ่ง” เป็ทั้งค่ายกลกักขังและค่ายกลภาพลวงตา แม้แต่นักพรตขั้นเกิดเทพเ้า หากไม่เชี่ยวชาญค่ายกลก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทำลายมันทิ้ง ภายใต้การร่วมมือกันของตู้เสวียนเฉิงกับลู่อวี่ ผู้ที่ติดอยู่ในค่ายกลจะไม่สามารถหลบหนีไปได้ในเวลาอันสั้น นอกเสียจากจะเป็ผู้มีพลังขั้นหวนสู่สัจธรรม
ลู่อวี่โยนกระดานค่ายกลขึ้นไปในอากาศ พลางร่ายคาถากระตุ้นให้มันทำตามคำสั่ง พลันมีแสงสว่างวาบขึ้นมาและเลือนหายไปทันที ทว่ามองจากด้านนอก กลับมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ
แต่เมื่ออูเหวินโฮ่วก้าวเข้าไปในบ้าน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในทันที เขาพุ่งตัวออกมาพร้ะโกนว่า “นั่นใคร?” แม้จะถามออกไปเช่นนั้น แต่พลังจิตของเขากลับะเิออกมาก่อนแล้ว ทำให้ตรวจสอบพบว่าห้องขนาดเล็กของตน ทั่วทุกสารทิศได้กลายเป็ความว่างเปล่า มีเพียงม่านหมอกสีขาวที่ไหลวนเวียนอยู่ทุกทิศทาง เขาจึงรู้ได้ทันทีว่าผู้มาเยือนเป็ศัตรู
ลู่อวี่และตู้เสวียนเฉิงไม่คิดจะเกรงใจอูเหวินโฮ่วอยู่แล้ว แม้ว่าที่นี่จะเป็เมืองเทียนอวิ๋น แต่ก็เป็หนึ่งในที่ตั้งของตระกูลลู่ด้วย หากเกิดความเสียหายระหว่างการจับกุมตัวอูเหวินโฮ่ว ไม่ต้องพูดถึงความเสียหายแง่ทรัพย์สินเงินทอง ลำพังการเสียชีวิตหรือาเ็ของคนไม่กี่คน ก็ส่งผลกระทบต่อเมืองเทียนอวิ๋นมากแล้ว
เมืองเทียนอวิ๋นในขณะนี้เป็แหล่งรายได้ใหญ่ของตระกูลลู่ นักพรตหลายคนไม่เพียงแต่สนใจจัตุรัสอวี้เ้าของตระกูลลู่เท่านั้น แต่ยังมองเห็นโอกาสในการพัฒนาไปข้างหน้าของตระกูลลู่ด้วย เมืองเทียนอวิ๋นจึงกลายเป็เมืองที่มีความปลอดภัยสูงยิ่ง หากเกิดการต่อสู้ของนักพรตขั้นเกิดเทพเ้าในเมือง ผลกระทบที่ตามมาย่อมต้องร้ายแรงจนไม่อาจจินตนาการได้แน่
ในเทียนตู นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าเป็เหมือนเทพัเห็นหัวไม่เห็นหาง การต่อสู้ระหว่างนักพรตขั้นเกิดเทพเ้ามีพลังทำลายล้างมหาศาล สามารถทำใหู้เาถล่มพสุธาทลายได้ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าเมืองเทียนอวิ๋นจะสร้างให้แข็งแกร่งสักเพียงใด ก็ไม่อาจทานทนได้
ดังนั้นเมื่อเข้ามาในค่ายกลได้แล้ว ตู้เสวียนเฉิงและลู่อวี่จึงเปิดฉากโจมตีเต็มกำลังทันที
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของอูเหวินโฮ่วก็เรียกใช้งานแสงเทพคุ้มครอง ม่านพลังที่ส่องแสงสีเขียวเข้มสายหนึ่งปรากฏออกมาปกคลุมตัวเขา ก่อนที่แสงิญญาสีเขียวหม่นหลายสิบสายจะพุ่งไปโจมตีตู้เสวียนเฉิง
แสงสีเขียวหลายสิบสายเ่าั้คือ “กระสวยิญญาหยกมารทมิฬ” ที่อูเหวินโฮ่วใช้เวลาเกือบร้อยปีเพื่อสร้างมันขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็ด้านความเร็วหรือพลังการโจมตีต่างก็แข็งแกร่งอย่างยากยิ่ง เมื่อใช้ร่วมกับ “วิชามารทมิฬหกปรารถนา” ที่อูเหวินโฮ่วฝึกฝนมาก็ยิ่งเสริมกันได้อย่างดี
หกปรารถนา ประกอบด้วยความปรารถนาในเื่การเกิด การตาย การได้ยิน การมองเห็น การลิ้มรส และการดมกลิ่น! วิชามารทมิฬหกปรารถนาคือการใช้วิถีมารสร้างหกปรารถนาขึ้นมา ถือเป็วิชามารระดับสูง
แต่ถึงวิชาจะดีสักเพียงใด หากพลังการฝึกปรือไม่เพียงพอ ก็นับว่าไร้ประโยชน์ ตู้เสวียนเฉิงฟื้นฟูพลังยุทธ์มาจนถึง่ต้นขั้นเกิดเทพเ้าได้เมื่อไม่กี่ปีก่อน ตอนนั้นก็มั่นใจว่าจะเอาชนะได้แล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการต่อสู้นานขึ้นก็เท่านั้น แต่ตอนนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว ด้วยการสนับสนุนจากลู่อวี่ที่เป็ปรมาจารย์ด้านการปรุงโอสถ พลังของเขาจึงฟื้นฟูได้เร็วมากจนตู้เสวียนเฉิงเองยังใ ปัจจุบันเขาเป็ยอดฝีมือใน่ปลายขั้นเกิดเทพเ้า หากยังคงฟื้นฟูด้วยความเร็วระดับนี้ไปเรื่อยๆ ใช้เวลาอีกสักสิบปีก็จะสามารถฝึกฝนพลังยุทธ์ให้กลับไปถึงขั้นหวนสู่สัจธรรมได้
ดังนั้นเมื่อเริ่มต้นการต่อสู้ ตู้เสวียนเฉิงจึงเลือกใช้วิชาที่มีชื่อเสียงโดดเด่นของตนเอง “มือประทับเสวียนเทียน” ซึ่งเป็วิชาขั้นสุดยอดของสำนักเสวียนเทียนในา
แม้อูเหวินโฮ่วจะเป็นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าเช่นกัน แต่เมื่อถูก “มือประทับเสวียนเทียน” ที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันปกคลุม ก็ยังต้องใจนหน้าถอดสี แม้ว่าการโจมตี “กระสวยิญญาหยกมารทมิฬ” ของเขาจะแข็งแกร่ง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับวิชาเทพาเช่นนี้ ก็แทบไม่เกิดผลใด เสียง “ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ” ที่แ่เบาดังขึ้นหลายต่อหลายครั้ง “กระสวยิญญาหยกมารทมิฬ” หลายสิบอันที่ชนเข้ากับมือประทับเสวียนเทียน ล้วนถูกแรงกระแทกมหาศาลดีดกระเด็นออกไปจนหมดสิ้น
