เฉียวเยว่ไม่รู้ว่าหรงจ้านมาคลุกคลีกับท่านลุงของนางได้อย่างไร แต่เมื่อตรองดูอย่างละเอียด ดูเหมือนว่าเขาจะให้ความสนใจท่านลุงของนางเป็พิเศษ สายตาของเฉียวเยว่ราวกับลูกสุนัขจดจ้องหรงจ้านเขม็ง ราวกับกำลังสืบเสาะสาเหตุที่เขามาป้วนเปี้ยนข้างกายท่านลุงของตนเอง
หรงจ้านย่อมรู้สึกได้ถึงความหวาดระแวงของเฉียวเยว่ เขารู้สึกว่าน่าขันอย่างยิ่งแต่กลับไม่แสดงออก
แล้วก็เป็อย่างที่เฉียวเยว่คาดคะเนไว้ล่วงหน้า สิบคนที่ได้รับคัดเลือกครานี้ แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามนางยังไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ นี่ก็กระจ่างชัดเสียยิ่งกว่าชัดแล้วว่าเื่นี้พุ่งเป้ามาที่พวกนาง ไฟโทสะในใจของเฉียวเยว่พลันลุกโชน
นี่มันหาเื่กันชัดๆ
แท้จริงแล้วผู้ที่เสนอให้ซีเหลียงคัดเลือกคนตามอำเภอใจก็คือองค์หญิงใหญ่หรงเหยียน ฮองเฮาฟังพระธิดา แล้วไปเกลี้ยกล่อมฝ่าาโดยเฉพาะ
เฉียวเยว่กลับไม่รู้ว่าหรงเหยียนทำไปเพื่อสิ่งใด แต่ดูแล้วหาใช่สิ่งที่คนปรกติจะทำกัน
หรงจ้านเอ่ยถึงเื่นี้อย่างไม่ใส่ใจ
"ข้านึกแล้ว นางไม่มีทางทำเื่ดีไปได้" หรงฉางเกอเอ่ยขึ้นทันควัน
คนผู้นี้มักปากไม่มีหูรูดจนเคยชิน
"ข้าว่าเ้าอย่าพูดส่งเดชจะดีกว่า กำแพงมีหูประตูมีตา หากผู้อื่นได้ยินแล้วพูดออกไป เป็ไปได้แปดส่วนว่าเ้าต้องมาพาลหาเื่ข้า คราวหน้าหากเ้าเล่นสกปรกกับม้าของข้าอีก ข้าเอาเ้าตายแน่"
เฉียวเยว่เข้ามาใกล้หรงฉางเกอพลางยื่นคำขาดอย่างเหี้ยมเกรียม
หรงฉางเกอแทบไม่เคยเห็นเฉียวเยว่ในลักษณะนี้ ก็ใจนอึ้งงัน แต่ขณะกำลังจะพูดบางอย่าง ก็ได้ยินหรงจ้านกระแอมกระไอ สีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม "เหยียนเอ๋อร์เป็ญาติผู้พี่ของเ้า เ้าควรมีมารยาทหน่อย"
หรงฉางเกอไม่กล้าขัดหรงจ้าน แต่ก็เบะปาก ราวกับไม่พอใจหรงเหยียน
แต่พูดถึงสวี่ม่านหนิงที่มักแสดงความชื่นชมเลื่อมใสหรงฉางเกอทั้งวี่ทั้งวัน หมู่นี้ก็ไม่ค่อยไปไหนมาไหนกับนางแล้ว แต่มักหาโอกาสเข้าวังไปอยู่เล่นเป็เพื่อนหรงเหยียนอย่างสม่ำเสมอ นึกถึงจุดนี้หรงฉางเกอก็โกรธมาก
เฉียวเยว่ไม่ค่อยไปเข้าร่วมงานสังสรรค์ใหญ่น้อย แต่ได้ยินว่าเพราะเื่นี้ หรงฉางเกอจึงผิดใจกับสวี่ม่านหนิง ทว่าไม่ช้าสตรีผู้นั้นก็สามารถทำเื่ใหญ่ให้กลายเป็เื่เล็ก จากเื่เล็กก็กลายเป็ไม่มีเื่ได้
"อันที่จริงก็ไม่มีสิ่งใดต้องพูดมาก ข้ากลับคิดว่า..." ถ้อยคำของหรงจ้านมีความนัยแอบแฝง รวมถึงรอยยิ้มบนมุมปาก แล้วค่อยๆ กล่าวอีกว่า "พวกเ้าอย่ากังวลเกินไป พวกเขานึกว่าชัยชนะอยู่ในกำมือตนเอง แต่ใต้หล้านี้หามีสิ่งใดแน่นอนเต็มร้อยส่วน"
อิ้งเยว่ซึ่งไม่ปริปากมาั้แ่ต้นหันไปมองหรงจ้าน ชายหนุ่มมิได้มองนาง แต่กลับหันไปหาเฉียวเยว่ "ทุกคนล้วนมีสิ่งที่ตนเองชำนาญ พวกเขานึกว่าการเลือกฉางเกอเข้ามาจะช่วยให้ตนเองได้เปรียบ แต่ฉางเกอก็ใช่ว่าจะไม่มีจุดแข็งเสียทีเดียว"
หรงฉางเกอมองญาติผู้พี่ของตนอย่างไม่อยากเชื่อ แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยได้รับคำชมจากเขามาก่อน ย่อมใมากเมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนี้
"แม้ว่านิสัยของนางจะแย่ วิชาความรู้อ่อนด้อย พิณหมากอักษรภาพเขียนล้วนไม่ได้เื่สักอย่าง..." หรงจ้านพูดต่อ
ทุกคนต่างก้มหน้าเงียบ พูดแบบนี้ชวนให้คนรู้สึกอึดอัดยิ่งนัก
"แต่นางหาใช่จุดอ่อน อย่างน้อยในฐานะสตรีคนหนึ่ง นางก็มีทักษะการขี่ม้ายิงธนูที่โดดเด่น ได้รับการบันทึกว่าเป็อันดับหนึ่งของสำนักศึกษาสตรี แต่เพราะผลการเรียนอีกสองวิชาของนางแย่เกินไป จึงไม่มีคุณสมบัติในการเข้าศึกษา แต่ข้ารู้สึกว่าเช่นนี้ก็เป็เื่ดี สามารถทำให้ผู้อื่นเกิดความชะล่าใจ"
พอหรงจ้านกล่าวเช่นนี้ ทุกคนต่างก็รู้สึกว่ามีเหตุผล แต่เฉียวเยว่ยังนึกไม่ออกถึงเหตุผลที่ฮองเฮากับหรงเหยียนทำเช่นนี้ แต่ไม่ว่าพวกนางจะทำไปเพื่ออะไร ยามนี้ก็ควรดึงศักยภาพทั้งหมดออกมารับมือกับคู่ต่อสู้ก่อน
ไม่มีเหตุผลที่แม่ทัพิ่วีรบุรุษผู้เกรียงไกรจะสร้างชื่อด้วยการสังหารศัตรูที่ชายแดน แต่พวกนางที่อยู่เมืองหลวงกลับทำให้คนเสียหน้า
หรงจ้านกวักมือเรียก เฉียวเยว่เข้าไปทันที "พี่จ้านมีอันใดหรือเ้าคะ?"
หรงจ้านไม่สนใจว่าที่นี่จะเป็จวนของท่านตาผู้อื่น เขายื่นมือมาหยิกใบหน้าดวงน้อยของนางอย่างจริงจัง "อย่าทำสีหน้าเคร่งเครียดหรือพะว้าพะวัง ผ่อนคลายเข้าไว้"
เฉียวเยว่ "..."
นางสงบอารมณ์ครู่หนึ่ง "ผ่อนคลายก็ผ่อนคลายสิ ไยต้องหยิกแก้มของข้าด้วยเล่า"
หรงจ้านยิ้ม "เนื้อเยอะดี"
มารดาเถอะ เฉียวเยว่แสดงสีหน้าว่าอยากหาเื่หรือ!
"เ้าแสดงอารมณ์ทั้งหมดให้ผู้อื่นเห็น เป็การกระทำที่โง่เขลา เ้านึกว่ามู่หรงจิ่วเป็คนอย่างไร? เขากลับคิดว่าเ้ากับเขามีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง ไม่ว่าจะยืนอยู่ที่ไหน ก็สามารถรังแกคนได้ เมื่อสิ่งนี้คือจุดแข็ง เหตุใดไม่เสแสร้งให้ดีหน่อยเล่า?"
เฉียวเยว่เบะปาก "คำกล่าวนี้ฟังดูไม่ค่อยเหมือนเป็คำชม"
หรงจ้านหยิกแก้มอีกข้างของนาง
เฉียวเยว่กลอกตา "ท่านน่ารำคาญยิ่งนัก"
หรงจ้านทำหน้าไร้เดียงสา "นี่ข้ารักษาสมดุลให้เ้าอยู่นะ"
"พวกเ้าเห็นข้าตายไปแล้วหรือ?" ฉีจือโจวเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
หรงจ้านเลิกคิ้ว "หามิได้ ท่านเสนาบดีฉีกล่าวเช่นนี้ไม่ค่อยเป็มิตรเท่าไร ข้าผู้นี้เป็คนจริงใจมาก"
เขาล้วงสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้ววางบนโต๊ะ พลางทอยิ้มอ่อนจาง
"ไม่ต้องขอบคุณข้า..."
เวลาไม่ถึงครึ่งวัน ทั่วทั้งเมืองหลวงก็คึกคักขึ้นมาอีกครั้ง บ่อนใต้ดินทุกแห่งล้วนเปิดให้ลงเดิมพัน
รายนามผู้เข้าแข่งขันครานี้รั่วไหลออกมาั้แ่เมื่อเช้า นอกจากสองพี่น้องสกุลซูผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ คนอื่นๆ ล้วนไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน และไม่มีสตรีมากความสามารถที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงคนอื่นๆ เข้าร่วมแข่งขันแม้แต่คนเดียว
ทว่าทุกคนก็ไม่แปลกใจกับรายชื่อครั้งนี้ อย่างไรเสียฝ่ายตรงข้ามก็เป็ผู้เลือก หากพวกเขาเลือกสตรีเก่งกล้ามากด้วยภูมิปัญญาความรู้เข้าแข่งขันถึงจะไม่ถูกต้อง
ส่วนซูอิ้งเยว่หาใช่ตัวเลือก แต่เพราะนางเป็ว่าที่ชายารัชทายาทย่อมยืนพื้นเป็ตัวหลัก เพราะถ้าหากใช้วิธีคัดเลือกทั้งหมด ก็คงจะเหลือเพียงคุณหนูเจ็ดสกุลซูเพียงคนเดียว
แม้ว่าทุกคนจะปรารถนาให้ฝ่ายตนชนะ แต่เื่ราวในโลกนี้มักตัดสินใจได้ยาก การประลองเช่นนี้เกรงว่าโอกาสชนะจะมีไม่สูงมาก
ด้วยเหตุนี้ อัตราต่อรองแพ้ชนะของบ่อนใต้ดินยามนี้จึงเป็สี่ต่อหก
เห็นได้ชัดว่าคนส่วนใหญ่มองว่าซีเหลียงถือไพ่เหนือกว่า
ส่วนคนที่อยู่ในสี่ส่วนดังกล่าวนี้ส่วนใหญ่เป็คนรักแว่นแคว้น ถึงได้ลงเดิมพัน แต่หากลงตามความคิดจริงๆ คนส่วนใหญ่ก็ยังลงให้ซีเหลียงเป็ฝ่ายชนะ
หรงจ้านพลิกตำรา พลางเอ่ยเสียงเรียบ "ปล่อยข่าวออกไปว่าก่อนหน้านี้ชายาอ๋องสี่ของพวกเราเดินทางไปสืบถามสถานการณ์ถึงสำนักศึกษา และทำการคัดเลือกศิษย์หญิงจากสำนักศึกษาสตรีอย่างพิถีพิถันใส่ใจ เพื่อช่วยรักษาชัยชนะให้กับซีเหลียง"
ซื่อผิง "พ่ะย่ะค่ะ แต่เช่นนี้ทางอาจารย์กู้..."
หรงจ้านไม่เงยหน้า "ข้าคุยกับเขาแล้ว ไม่มีปัญหา ไปเถอะ"
ซื่อผิงออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ผลไม่ผิดไปจากที่คาดหมาย ผ่านไปเพียงครึ่งวัน อัตราแพ้ชนะก็กลายเป็สามต่อเจ็ด
ทว่านอกจากผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไป ก็มีคนอีกสองคนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
หนึ่งคือองค์หญิงหนิงอัน หรือชายาอ๋องสี่แห่งซีเหลียง นางเป็องค์หญิงต้าฉี แต่อภิเษกสมรสไปซีเหลียง บัดนี้กลับเปลี่ยนหางเสือไปช่วยฝ่ายตรงข้าม ชวนให้คนดูแคลนอย่างยิ่ง
ส่วนอีกคนก็คืออาจารย์กู้ แม้ไม่รู้ว่าเื่ราวจริงเท็จอย่างไร แต่หากอาจารย์กู้แย้มพรายข้อมูลของศิษย์หญิงในสำนักศึกษา ก็เท่ากับคบคิดกับซีเหลียง
แต่อาจารย์กู้ก็ได้แถลงการณ์เื่นี้อย่างชัดเจนต่อสาธารณะ
แม้จะเป็เช่นนี้ ก็ยังไม่ช่วยให้อัตราต่อรองสูงขึ้น ตรงข้ามยิ่งดิ่งลงไปเหลือสองต่อแปด
"ท่านอ๋อง?" ซื่อผิงถาม
หรงจ้านยกยิ้มเล็กน้อย "ในเมื่อพวกเขามีเงินลงพนันขันต่อ ข้าก็มิถือสาที่จะให้พวกเขาหมดเนื้อหมดตัว" แววตาของเขามีความเืเย็นขึ้นหลายส่วน
ซื่อผิงได้แต่ฟังเงียบๆ ไม่กล้าพูดมาก
เื่แบบนี้พูดออกไปก็คงอับอายขายหน้า ท่านอ๋องจะขุ่นเคืองก็สมควรแล้ว
แต่ซื่อผิงยังคงมีความวิตกอยู่รางๆ เขากลัวว่าหากแพ้ขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไร ภายใต้สายตาคนทั่วหล้า นึกแล้วก็ลำบากใจอยู่เหมือนกัน
ซื่อผิงพะว้าพะวังในใจ แต่ก็รู้ว่าท่านอ๋องของตนหาใช่คนเลื่อนลอยไร้เป้าหมาย
เขาเกาศีรษะ เอ่ยว่า "ข้าน้อยเป็เช่นนี้ถึงไม่อาจทำงานใหญ่ ได้แต่เพียงรักษาความปลอดภัยให้ท่านอ๋อง"
"สตรีมีความสามารถที่กล่าวถึงอันใดล้วนแต่เป็คนที่ยกขึ้นมาเองทั้งนั้น หากเ้าไม่ออกจากเรือน แม้มีความสามารถก็ไม่มีคนรู้ แต่หากอักษรภาพเขียนเผยแพร่ออกไปข้างนอก มีโคลงกวีโดดเด่นมากหน่อย มีผู้คนเห็นมาก มีคนวิจารณ์มาก นานวันเข้าก็ค่อยๆ มีชื่อเสียงขึ้นมา อย่าว่าแต่ซีเหลียง เพียงแค่ต้าฉีของเราเองก็มีสตรีมีความสามารถไม่น้อย แต่เ้าบอกได้หรือไม่ว่านอกจากคนมีชื่อเสียงเหล่านี้ จะไม่มีคนอื่นอีก? คนบางคนแสดงตัวไม่เก่ง อีกอย่างข้าเชื่อมั่นในตัวเฉียวเยว่" เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก็ยิ้มน้อยๆ "นางเ้าเล่ห์มาก"
น้ำเสียงระคนไปด้วยความภาคภูมิใจ
ซื่อผิง "..."
นี่คือถ้อยคำชมเชยจริงหรือ?
แต่ดูจากสีหน้าของเ้านายคงจะเป็คำชมกระมัง? คุณหนูเจ็ดสกุลซูช่างน่าเห็นใจยิ่งนัก
แต่เมื่อเ้านายเชื่อมั่นในความสามารถ...และความเ้าเล่ห์ของคุณหนูเจ็ดสกุลซู ก็ต้องชนะอย่างแน่นอน เช่นนั้นเขาไม่ต้องวิตกกังวลมากเกินไป
และเวลานี้เฉียวเยว่กลับผ่อนคลาย อ่านรายชื่อคนทั้งหมดรวมถึงวิชาที่พวกเขาชำนาญ เฉียวเยว่ถอนหายใจ "เป็ประโยชน์ที่สุดเลยเ้าค่ะ ดูสิ มีระบุความเชี่ยวชาญของแต่ละคนไว้ด้วย"
หรงจ้านจากซีเหลียงมาหกเจ็ดปีแล้ว นักเรียนของซีเหลียงกลุ่มนี้อายุสิบกว่าปี เป็ไปไม่ได้ที่เขาจะรู้จัก แต่เขากลับกระจ่างแจ้งทุกสิ่งทุกอย่าง นี่ก็อธิบายได้ว่าเขายังมีเส้นสายของตนเองอยู่ในซีเหลียง
เฉียวเยว่พยักหน้าพลางกล่าวชื่นชม "พี่จ้านของข้าเก่งกล้าไร้เทียมทานในใต้หล้า"
ฉีอันนิ่วหน้าราวกับปวดฟันอยู่ข้างๆ "เ้าอย่าพูดเช่นนี้ได้หรือไม่ มันดูเสแสร้งมาก คนไม่อยู่เสียหน่อยไยต้องตบสะโพกม้าจนน่าขนลุก การประจบสอพลอควรให้เป็ธรรมชาติหน่อย ใครเล่าจะไม่อยากฟังถ้อยคำเสนาะหู แต่เ้าเล่นพูดตรงเสียขนาดนี้ เกรงว่าผู้อื่นคงจะไม่เห็นคุณค่า"
เฉียวเยว่ส่ายหน้า "ไม่เสียหน่อย ข้าตบสะโพกม้าที่ไหนกัน ข้าพูดความจริงทั้งนั้น เ้าก็รู้ข้าเลื่อมใสพี่จ้านจนสามารถลงไปกราบกรานได้เลย" เฉียวเยว่ดึงน้องชายมาคุยอย่างจริงจัง "ข้าขอแนะนำ ทางที่ดีเ้าอย่าไปหาเื่พี่จ้านจะดีกว่า หาไม่แล้วหากเขาคิดจะกำจัดเ้าขึ้นมา เ้าจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองตายอย่างไร"
ฉีอันสะบัดศีรษะ "อยู่ดีๆ ข้าจะไปหาเื่อันใด?"
เฉียวเยว่สำลักพรืด
"คำพูดของเ้านี่แหละที่กำลังหาเื่"
ฉีอันมองเฉียวเยว่ เห็นนางดูผ่อนคลายก็ลังเลชั่วขณะ ก่อนจะพูดว่า "เ้าไม่มีปัญหาจริงๆ หรือ?"
เฉียวเยว่ยกยิ้มน้อยๆ "เ้าว่าข้าดูเหมือนเสแสร้งหรือไม่เล่า? แทนที่เ้าจะมาบ่นข้าที่นี่ มิสู้เอาเวลาไปปลอบประโลมพี่สาวดีกว่า อย่าให้นางกดดันตนเองเกินไป"
ฉีอัน "เ้าคิดว่าพี่สาวเหมือนตัวเองรึ เหอะๆ นางมีภาพความสำเร็จอยู่ในอก ไม่เหมือนเ้าดูก็รู้ว่าต้องมีเจตนาร้ายแอบแฝง"
เฉียวเยว่ยกมือเท้าสะเอว "ไม่ใช่เสียหน่อย เ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ข้ามีเจตนาร้ายตรงไหน ฮัดชิ่ว!" เฉียวเยว่ขยี้จมูกเล็กจ้อยของตนเอง "ใครกำลังนินทาข้าลับหลังอีกล่ะ?"
"ก็คนมีเจตนาร้ายยิ่งกว่าอย่างไรเล่า"
