แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างบานสูงของโรงพยาบาลทหารมณฑลเหอเป่ย กลิ่นยาฆ่าเชื้อที่เข้มข้นเจือไปกับกลิ่นอาหารเช้าที่เย็นชืด เจนนี่ในร่างของต้าเหนิงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่โปร่งสบายขึ้นเล็กน้อย สารน้ำและแร่ธาตุที่ได้รับทางหลอดเืดำทำหน้าที่ของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่างกายที่เคยแห้งเหี่ยวเริ่มกลับมามีเรี่ยวแรง แม้ความเ็ปจากรอยช้ำจะยังคงอยู่ แต่สติสัมปชัญญะของเธอนั้นแจ่มชัดเต็มร้อย
เธอนอนฟังเสียงความวุ่นวายภายนอกห้องพักฟื้น ได้ยินเสียงรองเท้าบูทของทหารที่เดินลาดตระเวน และเสียงะโเถียงกันแว่วๆ จากหน้าโรงพยาบาลเมื่อครู่ใหญ่ที่ผ่านมา ซึ่งเธอเดาได้ไม่ยากว่าผู้พันจินคงกำลังจัดการกับ ‘ครอบครัว’ ของเธออยู่อย่างแน่นอน
‘เขาจะช่วยฉันได้นานแค่ไหนกันนะ?’ เจนนี่คิดพลางขยับนิ้วมือทดสอบปฏิกิริยาประสาท ‘ในยุคนี้ อำนาจของหัวหน้าครอบครัวมันยิ่งใหญ่กว่ากฎหมายในบางพื้นที่เสียอีก’
ขณะที่เธอกำลังจมอยู่กับความคิด ทันใดนั้น เสียงความโกลาหลก็ดังขึ้นจากเตียงข้างๆ ที่ห่างออกไปเพียงม่านกั้น
"หมอหลี่! หมอหลี่ครับ! คนไข้เตียงสี่อาการทรุดลงกะทันหันครับ!" เสียงพยาบาลเวระโเรียกด้วยความตระหนก
เจนนี่สะดุ้งเล็กน้อย สัญชาตญาณแพทย์ที่ฝังลึกในจิติญญาทำให้เธอหูผึ่ง เธอได้ยินเสียงเครื่องวัดความดันแบบบีบมือทำงานรัวๆ ตามด้วยเสียงครางอย่างเ็ปของชายหนุ่ม
"ความดันตกลงเรื่อยๆ ครับหมอ! คนไข้มีอาการปวดท้องรุนแรง หน้าท้องแข็งเกร็ง"
หมอหลี่วิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ "เตรียมให้มอร์ฟีน และเตรียมส่งตัวไปห้องผ่าตัดด่วน น่าจะเป็ไส้ติ่งอักเสบแตก!"
เจนนี่ขมวดคิ้วนิ่ง ‘ไส้ติ่งแตกงั้นเหรอ?’ เธอเริ่มนับจังหวะการหายใจของคนไข้ที่ดังรอดม่านมา มันไม่ใช่การหายใจแบบคนปวดท้องไส้ติ่ง แต่มันคือการหายใจที่ตื้นและเร็วแบบคนที่กำลังจะเกิดภาวะช็อกจากการเสียเืภายในปริมาณมาก (Hypovolemic Shock)
เธอพยายามยันตัวลุกขึ้น ขยับม่านสีซีดออกเล็กน้อยเพื่อมองดูเหตุการณ์ คนไข้เป็ทหารหนุ่มอายุไม่เกินยี่สิบปี ใบหน้าของเขาซีดเผือดเหมือนกระดาษและมีเหงื่อกาฬไหลท่วมตัว
"ตรวจดูชีพจรที่ขาหนีบหรือยังคะ?" เจนนี่เผลอโพล่งออกไปเสียงเรียบ
หมอหลี่และพยาบาลชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองหญิงสาวในชุดผู้ป่วยที่นั่งหน้าบวมอยู่บนเตียงข้างๆ
"คุณหนูต้าเหนิง? อย่าเพิ่งรบกวนครับ เรากำลังช่วยชีวิตคนไข้" หมอหลี่ตอบอย่างรีบร้อนและหันไปสั่งพยาบาลต่อ "เตรียมมีดผ่าตัดและวิสัญญีแพทย์ด่วน!"
"ถ้าคุณผ่าเปิดหน้าท้องเขาตอนนี้เพื่อหาไส้ติ่ง เขาจะตายบนเตียงผ่าตัดภายในห้านาทีค่ะ" เจนนี่ก้าวลงจากเตียงแม้จะยังเซเล็กน้อย เธอดึงเสาน้ำเกลือตามมาด้วยท่าทางที่ดูคล่องแคล่วอย่างประหลาด "ดูที่ท่านั่งของเขาสิคะ เขาพยายามโน้มตัวไปข้างหน้าและกดที่สีข้างขวา แต่อาการปวดมันร้าวไปที่ไหล่ซ้ายด้วยใช่ไหม?"
ทหารหนุ่มที่กำลังครวญครางพยักหน้าอย่างยากลำบาก "ใช่... เจ็บ... เจ็บไปถึงบ่า..."
"นั่นไม่ใช่ไส้ติ่งค่ะ" เจนนี่เดินเข้าไปใกล้เตียง แววตาของเธอเปลี่ยนเป็ดวงตาของศัลยแพทย์มือหนึ่งที่พร้อมจะคุมสถานการณ์ "มันคือ ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน หรือไม่ก็ ม้ามแตก จากการกระทบกระแทกสะสม คุณบอกว่าเขาเป็ทหารฝึกหัดใช่ไหม? สองสามวันก่อนเขาโดนกระแทกที่ชายโครงมาหรือเปล่า?"
หมอหลี่อึกอัก "เอ่อ... มีการฝึกซ้อมรบภาคสนามเมื่อสามวันก่อน..."
"นั่นไงคะ มันคืออาการม้ามแตกแบบล่าช้านะคะ เืมันค่อยๆ ซึมจนตอนนี้ก้อนเืมันทลายออกมาแล้ว ถ้าคุณผ่าหาไส้ติ่งคุณจะหาไม่เจอ แต่เืจะท่วมหน้าท้องจนคุณคุมไม่อยู่"
"คุณ... คุณรู้เื่พวกนี้ได้ยังไง?" หมอหลี่มองผู้หญิงตรงหน้าที่ดูเหมือนชาวบ้านธรรมดาแต่กลับพูดจาด้วยความมั่นใจและใช้ศัพท์แสงที่เข้มข้น
"ไม่มีเวลาอธิบายค่ะ!" เจนนี่ก้าวเข้าไปประชิดเตียง เธอหยิบหูฟังแพทย์ (Stethoscope) ที่คล้องอยู่ที่คอหมอหลี่มาสวมอย่างรวดเร็วโดยที่หมอไม่ทันตั้งตัว
"เฮ้ย! คุณทำอะไรน่ะ!" พยาบาลจะเข้ามาห้าม แต่เจนนี่ชี้หน้าสั่งด้วยเสียงอันทรงพลัง
"อยู่เฉยๆ! ถ้าอยากให้เขารอด!"
เจนนี่วางหูฟังลงบนท้องของคนไข้ ฟังเสียงเพียงครู่เดียวเธอก็ขมวดคิ้ว "ไม่มีเสียงการเคลื่อนไหวของลำไส้ และมีเสียงของเหลวในช่องท้องชัดเจน หมอหลี่คะ... สั่งเจาะช่องท้องทันที ถ้าเจอเืสดที่ไม่แข็งตัว แปลว่าฉันพูดถูก"
ในขณะนั้นเอง ผู้พันจินที่เพิ่งจัดการกับหวังเฟยหย่าเสร็จและเดินเข้ามาในวอร์ดพอดี เขาหยุดยืนอยู่ตรงประตูและเห็นภาพที่น่าเหลือเชื่อ... หญิงสาวมอมแมมที่เขาช่วยไว้ กำลังสั่งการนายแพทย์ทหารราวกับเธอเป็หัวหน้าแผนกศัลยกรรม
หมอหลี่ที่ตกอยู่ในสภาวะกดดันและเห็นความแน่วแน่ในแววตาของเจนนี่ จึงตัดสินใจทำตามคำแนะนำ เขาหยิบเข็มเจาะขนาดใหญ่ขึ้นมาและทำหัตถการเบื้องต้นที่หน้าท้องคนไข้
เพียงไม่กี่วินาที เืสีแดงคล้ำก็พุ่งออกมาในหลอดฉีดยา
"เืจริงๆ ด้วย!" หมอหลี่อุทานหน้าถอดสี "ไม่ใช่ไส้ติ่งจริงๆ... ถ้าผมเปิดท้องแบบเคสไส้ติ่งเมื่อกี้..."
"อย่ามัวแต่ใค่ะ!" เจนนี่สั่งการต่อ "รีบพาเขาไปห้องผ่าตัดด่วน เตรียมเืกรุ๊ปโอสำรองไว้สี่ยูนิต และฉัน้าคีมห้ามเืขนาดกลางเยอะๆ!"
"ครับ! เตรียมเคลื่อนย้าย!" หมอหลี่ขยับตัวตามคำสั่งโดยอัตโนมัติ ราวกับลืมไปแล้วว่าคนที่สั่งเขาคือคนไข้ที่เพิ่งฟื้นจากอาการบ้า
เมื่อเตียงของทหารหนุ่มถูกเข็นออกไปอย่างเร่งรีบ ความเงียบก็กลับเข้าปกคลุมวอร์ดอีกครั้ง เจนนี่ยืนหอบหายใจเบาๆ มือที่จับเสาน้ำเกลือสั่นเล็กน้อย ร่างกายนี้ยังอ่อนแอเกินไปสำหรับการรับแรงกดดันระดับนี้
เธอกำลังจะหันกลับไปที่เตียง แต่ก็ต้องชะงักเมื่อพบกับร่างสูงใหญ่ในเครื่องแบบทหารที่ยืนกอดอกพิงขอบประตูอยู่
จินหยางจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและเต็มไปด้วยคำถามมากมาย เขาก้าวเข้ามาหาเธอช้าๆ เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นดัง ตึก... ตึก... ทุกก้าวที่เขาขยับเข้ามาทำให้เจนนี่รู้สึกถึงรังสีความกดดัน
"คุณหนูรองแห่งบ้านสกุลหวัง" จินเอ่ยเสียงนุ่มแต่แฝงด้วยความเยือกเย็น "ลูกสาวที่ไม่เคยเรียนหนังสือ ถูกขังไว้หลังบ้านเพราะวิปลาศ... แต่กลับวินิจฉัยโรคที่แม้แต่หมอทหารที่มีประสบการณ์ยังมองไม่ออก แถมยังใช้หูฟังแพทย์คล่องแคล่วกว่าพยาบาลเวรเสียอีก"
เจนนี่รู้ตัวว่าเธอพลาดท่าเสียแล้ว ความเป็หมอมันอยู่ในสายเืจนเธอเผลอตัว แต่เธอจะยอมรับไม่ได้เด็ดขาด
"ฉัน... ฉันแค่จำมาจากหมอในเมืองที่เคยรักษาฉันค่ะ" เจนนี่พยายามปั้นเื่ "ฉันเคยเห็นเขาทำแบบนี้..."
"หมอในเมืองคนไหน?" จินก้าวเข้ามาจนเกือบชิด ร่างที่สูงใหญ่กว่ามากทำให้เจนนี่ต้องแหงนหน้ามอง "และหมอคนไหนที่สอนให้คุณรู้เื่ 'Delayed Splenic Rupture' ภาษาอังกฤษสำเนียงเป๊ะขนาดนั้น? หรือสอนให้คุณรู้ว่าต้องใช้เืสี่ยูนิตในเคสแบบนี้?"
เจนนี่นิ่งเงียบ เธอพยายามหาข้ออ้างในหัวอย่างรวดเร็ว
"ความลับของคุณมันเริ่มจะใหญ่เกินกว่าที่ผมจะเก็บไว้เฉยๆ แล้วนะ ต้าเหนิง" จินโน้มตัวลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ ปะทะที่ข้างแก้มของเธอ
"เมื่อกี้พ่อของคุณมาที่นี่ เขาบอกว่าคุณตกน้ำจนเสียสติและชอบพูดจาเพ้อเจ้อเื่ที่เป็หมอ... ตอนแรกผมคิดว่าเขาใส่ร้ายคุณ แต่ตอนนี้... ผมเริ่มสงสัยว่าคำว่าเพ้อเจ้อ ของคุณ มันคือความจริงที่น่าใหรือเปล่า?"
เจนนี่ตัดสินใจจ้องตาจินกลับอย่างไม่เกรงกลัว "ถ้าความจริงของฉันช่วยชีวิตคนได้... คุณจะสนไหมคะว่าฉันได้มันมาจากไหน? หรือคุณอยากจะให้ทหารคนนั้นตายไปพร้อมกับความโง่เขลาของระบบที่ตัดสินคนแค่ภายนอก?"
จินหยางเลิกคิ้วขึ้น รอยยิ้มจางๆ ปรากฏที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่เดาอารมณ์ไม่ได้
"ผมไม่สนหรอกว่าคุณเป็ใคร หรือมาจากไหน ต้าเหนิง" จินเอ่ยพลางยืดตัวตรง "แต่จากนี้ไป คุณอยู่ในความดูแลของผม... ผมจะไม่ให้คุณกลับไปที่บ้านสกุลหวัง แต่ไม่ใช่เพราะผมสงสารคุณอย่างเดียวหรอกนะ"
"แล้วเพราะอะไรคะ?"
จินหยางมองไปที่ห้องผ่าตัดที่อยู่ไกลออกไป ก่อนจะหันกลับมามองเธอ "เพราะผม้ารู้ว่า 'ของดี' อย่างคุณ จะทำอะไรให้กองทัพและมณฑลนี้ได้บ้าง... และที่สำคัญ ผมอยากรู้ว่าคุณกำลัง 'เล่นเกม' อะไรอยู่กันแน่"
เจนนี่รู้สึกเย็นสันหลังวาบ เธอรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้ฉลาดเกินกว่าจะถูกหลอกได้ง่ายๆ าประสาทระหว่างเธอกับนายทหารหนุ่มจอมเ็าคนนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
เย็นวันนั้น หมอหลี่เดินกลับเข้ามาในวอร์ดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและท่าทางเกรงใจเจนนี่อย่างเห็นได้ชัด
"คุณหนู... ทหารคนนั้นรอดแล้วครับ เป็ม้ามแตกจริงๆ ด้วย ผมเอาเศษม้ามที่แตกออกมาให้ดูไม่ได้ แต่ผลการผ่าตัดยืนยันทุกอย่างที่คุณพูด" หมอหลี่ก้มหัวให้นิดๆ "ผมต้องขอโทษที่เสียมารยาทกับคุณก่อนหน้านี้ และ... ขอบคุณมากครับ"
เจนนี่เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ "ยินดีด้วยค่ะหมอหลี่ คราวหน้าอย่าลืมตรวจร่างกายให้ละเอียดกว่านี้นะคะ อาการปวดร้าวที่ไหล่คือกุญแจสำคัญ"
หมอหลี่จดบันทึกตามที่เธอบอกราวกับเป็นักเรียนแพทย์ โดยมีสายตาคมกริบของจินหยางคอยสังเกตการณ์อยู่ไม่ห่าง
ภายในใจของจินเริ่มเปลี่ยนไป จากความสงสารกลายเป็ความคลั่งไคล้ในความลึกลับ เขาตัดสินใจแล้วว่า ไม่ว่าเธอจะเป็ใคร เขาจะไม่มีวันปล่อยมือจาก 'วาสนา' ประหลาดคราวนี้อย่างแน่นอน
