กู้อวี้ลุกขึ้นยืนให้ไป๋เฮ่าดู หากเพียงแค่ครู่เดียวก็กลับลงไปนั่งเช่นเดิม อีกฝ่ายเข้าใจความหมายของสหายในทันที อดไม่ได้ที่จะสบถออกมา “ฝีมือผู้ใดกัน ช่างโเี้อำมหิตยิ่งนัก!”
“เ้ามาที่นี่มีธุระใด” กู้อวี้มองคนพูดด้วยสีหน้าราบเรียบ ไม่ตอบคำถามที่อีกฝ่ายถามออกมาก่อนหน้านี้
ไป๋เฮ่าควักถุงเงินออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นส่งให้ “นิยายเื่ตำนานเก้า์ที่เ้าเขียนขายดีมากในเมืองหลวง นี่เป็เงินก้อนแรก เ้าลองนับดู”
กู้อวี้รับถุงเงินมาแล้วเปิดดู ข้างในคือก้อนตำลึงทองห้าก้อน เวลานี้เองเจินเจินวิ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับผ้าห่ม เมื่อมาถึงก็วางผ้าห่มเอาไว้บนขาของกู้อวี้
การกระทำนี้ทำให้ไป๋เฮ่ารู้สึกอิจฉาชายหนุ่มตรงหน้ายิ่ง ไฉนตนถึงไม่มีน้องสาวที่ว่าง่ายและน่ารักเช่นนี้บ้างนะ ฮึ่ย ช่างน่าอิจฉาเหลือเกิน เห็นแล้วอยากจะขโมยกลับ!
“ข้าให้เ้าเอาไปเล่น” กู้อวี้ยื่นถุงเงินให้แก่เจินเจิน พอเด็กหญิงเปิดถุงพบว่าในนั้นคือก้อนเงินสีทองอวบอ้วนก็ยิ้มกว้างจนตาโค้งกลายเป็รูปพระจันทร์เสี้ยว
ไป๋เฮ่า “…”
สหายของเขาถูกรถม้าชนจนสมองเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร เงินตั้งห้าสิบตำลึงทอง เท่ากับห้าร้อยตำลึงเงินเชียวนะ!
บางครั้งหากไปแลกที่ร้านแลกเงิน เงินห้าสิบตำลึงทองแลกได้มากที่สุดแค่สี่ร้อยห้าสิบตำลึงเงินเท่านั้น ยามใดที่ทองมีราคาแพง แลกมาได้สามสี่ร้อยตำลึงเงินก็มี
ท่านลุงของเขากลัวว่าต้นไม้เงินต้นไม้ทองต้นนี้จะไม่ยอมเขียนนิยายให้อีก เพื่อเป็การซื้อใจจึงให้ก้อนตำลึงทองเป็ผลตอบแทนมา ทว่ากู้อวี้กลับเอาไปให้เด็กหญิงผู้นี้เล่นประหนึ่งของเล่นชิ้นหนึ่ง ช่างไม่เห็นก้อนตำลึงทองเหล่านี้อยู่ในสายตาเลย!
“เจินเจิน” กู้อวี้เรียกเด็กหญิงที่กำลังกอดถุงเงินเอาไว้แน่น
เจินเจินเงยหน้าขึ้นมามอง แววตากลมโตกะพริบปริบๆ ทำให้ขนตางอนยาวพลอยกระพือขึ้นลงตามไปด้วย
“ใกล้ถึงเวลาคัดอักษรแล้ว” กู้อวี้กล่าวเตือน
จบประโยคนี้ เจินเจินกอดถุงเงินแล้ววิ่งออกจากห้องไปทันที “ลมแรงเหลือเกิน ข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น!”
พูดจบก็รีบวิ่งหายลับไปไม่เห็นแม้แต่เงา
ไป๋เฮ่าถึงกับหลุดหัวเราะออกมา เด็กหญิงผู้นี้ช่างน่าสนใจเหลือเกิน หลังหัวเราะจนพอใจแล้วก็หันไปถามถึงแผนการในอนาคตของสหาย
“ฤดูใบไม้ผลิเมื่อใดข้าจะไปรายงานตัวที่สำนักศึกษา” กู้อวี้กล่าว
“แล้วเหตุใดเ้าถึงยังให้ข้าปิดบังเื่ขาไว้อีกเล่า” ไป๋เฮ่าเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“ก่อนจะถึงตอนนั้นข้าต้องสืบหาให้ได้ว่าใครกันที่หมายเอาชีวิตข้า”
ไป๋เฮ่าทำหน้าขบคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถึงเอ่ยว่า “จะใช่ซุนเซิ่งหรือไม่ หากเป็เ้านั่นจริง เช่นนี้ก็ลำบากแล้ว บิดาของเขาเป็ถึงนายอำเภอเชียวนะ”
กู้อวี้ส่ายศีรษะ “หากไม่มีหลักฐานจะเป็ใครล้วนได้ทั้งสิ้น”
ไป๋เฮ่ายื่นมือไปตบไหล่สหายพลางกล่าวว่า “หากเ้ามีสิ่งใดอยากให้ข้าช่วยเหลือก็บอกข้ามาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
กู้อวี้พยักหน้า
ไป๋เฮ่ากล่าวต่อ “ท่านลุงให้ข้ามาถามเ้าว่า เ้ามีนิยายเื่ใหม่หรือไม่”
“มี เดี๋ยวข้าไปหยิบมาให้” กู้อวี้ไปที่ห้องหนังสือเพื่อหยิบต้นฉบับ พอกลับมาก็ยื่นส่งให้ “ข้าเขียนเสร็จแล้ว”
ใบหน้าไป๋เฮ่าเต็มไปด้วยความปีติยินดีเมื่อได้เห็นผลงานชิ้นใหม่
กู้อวี้เอ่ยต่อ “สองปีหลังจากนี้ข้าจะหยุดเขียนสักพัก” ก่อนหน้านี้เขาเขียนนิยายเพราะขาดแคลนเงิน อีกทั้งสุขภาพร่างกายของบิดามารดาก็ไม่ค่อยแข็งแรง ต้องดื่มยาทุกวัน ไหนจะน้องชายอีกสามคนที่ต้องเลี้ยงดู ทว่าบัดนี้ร่างกายบิดามารดาแข็งแรงขึ้นไม่น้อย ภายในบ้านยังไม่มีเื่ให้เขาต้องเป็ห่วงอีก เื่เขียนนิยายจึงสามารถพักเอาไว้ก่อนได้ ทว่าเขาไม่อาจพูดออกไปได้ว่าจะเลิกเขียน ด้วยไม่แน่ใจว่าหากในอนาคตมีเหตุให้ต้องใช้เงินอีกจะทำอย่างไร
“หากท่านลุงของข้าทราบเื่นี้จะต้องผิดหวังมากเป็แน่ แต่ในเมื่อขาของเ้าหายดีแล้วก็ควรตั้งอกตั้งใจศึกษาเล่าเรียนสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเอง การสอบเมื่อครั้งที่ผ่านมาซุนเซิ่งสอบได้อันดับหนึ่ง หากเ้าไม่ได้รับาเ็ที่ขา ตำแหน่งนี้ไหนเลยจะตกไปอยู่ในมือของเขาได้ ใช่แล้ว แม่นางจงได้หมั้นหมายกับซุนเซิ่งแล้วนะ นี่คือจดหมายที่นางไหว้วานข้ามามอบให้แก่เ้า ข้ารู้นิสัยของเ้าดี เดิมทีก็ไม่อยากจะช่วยนาง เพียงแต่…เพียงแต่นางร้องห่มร้องไห้น่าสงสาร ข้าทนรบเร้าไม่ไหวถึงได้รับปากนาง”
กู้อวี้มองไป๋เฮ่าด้วยสายตาเ็า ก่อนจะยื่นมือไปรับจดหมายมาแล้วโยนเข้ากองไฟโดยไม่ลังเล
“หากมีครั้งหน้าความเป็เพื่อนระหว่างเราถือว่าขาดกัน!”
ไป๋เฮ่ารู้จักนิสัยของสหายดี แลเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าขึ้งโกรธก็ย่นคออย่างหวั่นเกรง ยกมือตบอกรับปากว่าต่อไปจะไม่ทำเช่นนี้อีกแน่นอน
“แล้วเ้ากับคู่หมั้นยามนี้…”
“ถอนหมั้นแล้ว”
“ถอนหมั้นแล้วก็ดี คู่หมั้นของเ้า…อดีตคู่หมั้นของเ้าเพียงแค่ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สตรีที่เรียบร้อย ท่านแม่ของข้ากล่าวว่าจะแต่งภรรยาต้องแต่งสตรีที่เรียบร้อยว่านอนสอนง่าย จักได้ดูแลหลังบ้านได้ ทว่าสตรีผู้นั้นไม่ว่าจะดูอย่างไรก็รู้ว่าจักต้องนำภัยมาให้เป็แน่”
หลังจากนั้นไป๋เฮ่ายังคงอยู่เล่าเื่เพื่อนร่วมสำนักศึกษาให้กู้อวี้ฟัง ซึ่งเขาก็รับฟังอย่างเงียบๆ ตอนเที่ยงจึงชวนคนมาอยู่กินข้าวด้วยกัน ครั้นกินอิ่มไป๋เฮ่าจึงค่อยขอตัวกลับ
เมื่อส่งไป๋เฮ่ากลับไปเรียบร้อย กู้อวี้กลับไปที่ห้อง พบว่าเจินเจินได้ยึดเตียงของตนไปแล้ว เวลานี้นางกำลังนอนหลับสนิท ตรงหน้าต่างมีก้อนหิมะกลมๆ ตั้งอยู่หนึ่งก้อน รอบๆ คือน้ำเจิ่งนอง ซึ่งมีถั่วแดงสองเม็ดและถั่วดำหนึ่งเม็ดลอยอยู่ ทำให้เขาทราบว่าครั้งหนึ่งหิมะก้อนกลมๆ นี้น่าจะเป็ตุ๊กตาหิมะมาก่อน
กู้อวี้ยกยิ้มมุมปาก ช่างโง่งมเหลือเกิน ภายในห้องมีกองไฟ ตุ๊กตาหิมะมีหรือจะยังตั้งอยู่ได้ เขาหยิบถั่วแดงและถั่วดำขึ้นมา ก่อนจะเดินออกไปบริเวณลานบ้าน แล้วปั้นตุ๊กตาหิมะตัวใหม่ขึ้นมา
แล้วก็เป็ดังที่คิด ครั้นเจินเจินตื่นขึ้นมา นางเอามือขยี้ตาพลางถามว่าเขาชอบตุ๊กตาหิมะที่ปั้นให้หรือไม่
ชายหนุ่มตอบว่าชอบ
เจินเจินยิ้มดีอกดีใจ ปีนลงจากเตียง สวมเสื้อคลุมแล้ววิ่งไปที่หน้าต่าง เมื่อไม่เห็นตุ๊กตาหิมะก็ออกตามหาไปทั่ว
กู้อวี้จับแขนเจินเจินเอาไว้ “ในห้องอากาศอุ่น ตุ๊กตาหิมะอาจจะละลายได้ ข้าเลยอุ้มออกไปไว้ด้านนอก”
เจินเจินรีบวิ่งออกไปนอกบ้าน ตุ๊กตาหิมะที่อยู่ข้างนอกบ้านดูสวยกว่าตุ๊กตาที่ตนปั้นไว้เสียอีก นางหันไปมองพี่ชายอย่างมึนงง
“ยามที่ข้าอุ้มออกมาไม่ทันระวังจึงทำให้มันเสียรูปร่าง เ้าคงไม่โกรธพี่ชายใช่หรือไม่” กู้อวี้เอ่ยคำ
เจินเจินฟังแล้วยิ้มกว้าง “พี่ชายเก่งเหลือเกิน มือของบุรุษช่างน่ามหัศจรรย์นัก ตุ๊กตาหิมะที่น่าเกลียด แต่พอพี่ชายจับแล้วกลับเปลี่ยนเป็สวยงามน่าดูขึ้นมาทันตา”
เอ้อร์หลางที่เพิ่งเดินออกมาแล้วบังเอิญได้ยินประโยคนี้เข้า ความสามารถในการชื่นชมของแม่เสือนั้นช่างล้ำเลิศจริงๆ
กู้อวี้กุมมือเจินเจินเข้าไปในห้องหนังสือ “ตอนบ่ายข้าจะสอนบทกลอนให้เ้าสักสองบท เสร็จแล้วค่อยไปเป็เพื่อนเ้าปั้นตุ๊กตาหิมะดีหรือไม่”
“ดีๆ!” เจินเจินหอมแก้มกู้อวี้อย่างดีอกดีใจ ก็แค่ท่องกลอนสองบทเท่านั้น เพียงแค่ไม่ต้องคัดอักษร ไม่ว่าจะให้ทำสิ่งใดนางย่อมยินดีทั้งสิ้น
เจินเจินมีความจำดี ใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถจดจำบทกลอนทั้งสองบทได้อย่างแม่นยำ ต่อมากู้อวี้อุ้มพาเจินเจินออกไปเล่นหิมะตามที่รับปากไว้ โดยมีเอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อหลางตามออกไปด้วย ทั้งหมดไปเล่นหิมะบริเวณด้านหลังบ้านใกล้กับแปลงปลูกผัก
กู้อวี้นั่งบนรถเข็น คอยชี้มือสั่งว่าต้องปั้นตุ๊กตาหิมะอย่างไร ทำจมูกทำตาอย่างไร สุดท้ายชายหนุ่มใช้นิ้ววาดเป็เส้นโค้งทำเป็ปากให้แก่ตุ๊กตาหิมะ ส่วนเอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อหลางและเจินเจินมองตุ๊กตาหิมะตัวนั้นพร้อมกับตบมือหัวเราะชอบใจ
ทุกคนเล่นหิมะจนกู่ซื่อต้องออกมาตามถึงได้ยอมกลับเข้าบ้านไปอย่างไม่ยินยอมนัก ต่อมาทุกคนก็ถูกบังคับให้กินน้ำขิงต้มน้ำตาลทรายแดง เมื่อเห็นทุกคนกินหมดถ้วยกู่ซื่อถึงค่อยรู้สึกพอใจ
