เมื่อเว่ยอี้อวิ๋นมาถึง บรรยากาศของกลุ่มคนก็เปลี่ยนไปทันที กระทั่งมู่เฟิงที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บริเวณโคนหางของอินทรีดำยังลืมตาขึ้นและมองไปทางเว่ยอี้อวิ๋น
ใบหน้าของเว่ยอี้อวิ๋นเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เขาเพียงกวาดตามองทุกคนโดยไม่ได้ปริปากพูดสิ่งใดออกมา ท่าทางของเขาทั้งเย่อหยิ่งและทะนงตนเป็อย่างยิ่ง
ทว่าเมื่อเหลือบไปเห็นมู่เฟิง เขาก็ต้องขมวดคิ้วและมองดูให้ดีอีกครั้ง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเดินไปยังส่วนหัวของนกอินทรีดำก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงและหลับตาพักผ่อน
ในที่สุดบัณฑิตทั้งยี่สิบคนที่เข้าร่วมในภารกิจครั้งนี้ก็มารวมตัวกันครบแล้ว
“เอาละ ในเมื่อทุกคนมากันครบแล้ว เราก็จะออกเดินทางกันเลย เนื่องจากภารกิจในครั้งนี้สำคัญมาก ดังนั้นข้าจึงได้รับมอบหมายจากทางสำนักศึกษาให้เป็หัวหน้าของการทำภารกิจนี้ และมีซือถูคงเป็ผู้ช่วย เมื่อไปถึงวังโบราณจิ่วซาน ข้าหวังเป็อย่างยิ่งว่าทุกคนจะสามารถทำงานร่วมกันได้ด้วยดีเพื่อความสำเร็จของภารกิจและขอให้พวกเ้าได้พบสิ่งที่้า”
ข่งย่วนกวาดตามองเหล่าบัณฑิตที่เข้าร่วมภารกิจะพลางกล่าวอย่างใจเย็น
แน่นอนว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมในภารกิจครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อคะแนน พวกเขาต่างก็มีสิ่งที่้าจากวังโบราณจิ่วซานด้วยกันทั้งนั้น อย่างเช่นมู่เฟิง จุดประสงค์หลักของเขาคือการตามหาหญ้าโลหิตมรกต
“ภายในวังโบราณจิ่วซานนั้นมีอันตรายอยู่มากมาย ข้าหวังว่าทุกคนจะดูแลตัวเองให้ดี หากเกิดเื่อันใดขึ้น พวกเราไม่จำเป็ต้องให้ความช่วยเหลือใคร ฉะนั้นอย่าได้ทำตัวเป็ภาระผู้อื่น”
ซือถูคงพลันกล่าวขึ้นอย่างเ็า โดยสายตาของเขาได้มองตรงไปทางมู่เฟิง
เห็นได้ชัดว่าคำพูดนี้ของเขากำลังหมายถึงมู่เฟิง แม้ว่าวรยุทธ์ของข่งเซวียนเอ๋อร์จะยังไม่บรรลุถึงระดับหนิงกัง แต่นางยังมีข่งย่วนและซือถูคงคอยปกป้อง ส่วนมู่เฟิงทำได้เพียงพึ่งพาความแข็งแกร่งของตัวเองเท่านั้น
ไม่มีใครคัดค้านออกมา และเมื่อข่งย่วนเป่านกหวีดในมือ อินทรีดำหลังค่อมก็ส่งเสียงคำรามออกมาพร้อมกับกระพือปีกขนาดใหญ่ ทัลมกระโชกพัดแรงขึ้นทันที ร่างขนาดใหญ่ของนกอินทรีทะยานขึ้นท่ามกลางสายตาของเหล่าบัณฑิตจำนวนมาก
“เฟิง...”
“พี่เฟิง!”
เวลานั้นเองศิษย์กลุ่มใหญ่ของตระกูลมู่ก็วิ่งเข้ามา รวมถึงมู่หลิงเอ๋อร์และอวิ๋นชิงว่านด้วย
“เฟิง ระวังตัวด้วย พวกเราจะรอเ้ากลับมานะ”
อวิ๋นชิงว่านะโเสียงดัง
“เ้าเด็กบ้า เพื่อข้าแล้วเ้าต้องดูแลตัวเองให้ดีด้วยเล่า”
มู่หลิงเอ๋อร์ะโเสียงดังเช่นกัน
มู่เฟิงก้มมองกลุ่มคนที่อยู่ข้างล่าง เขาโบกมือและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องห่วง ข้าจะนำหญ้าโลหิตมรกตกลับมาให้ได้ พวกท่านแค่ดูแลจื่อเยว่ให้ดีก็พอ!”
อินทรีดำหลังค่อมกระพือปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้า จนกระทั่งมองเห็นสำนักศึกษาเทียนอวิ่นกลายเป็เพียงจุดเล็กเท่านั้น
หลังจากมู่เฟิงอำลาทุกคน เขาก็กลับมานั่งขัดสมาธิทำการฝึกฝนต่ออีกครั้ง และทันใดนั้นโจวเหวินเฉวียนก็หันมากล่าวกับเขาว่า “เ้าหนุ่ม เ้า้าไปที่นั่นเพื่อตามหาหญ้าโลหิตมรกตกลับมาช่วยชีวิตสหายของเ้าอย่างนั้นหรือ?”
มู่เฟิงพยักหน้า โจวเหวินเฉวียนจึงกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เลว ก่อนหน้านี้ข้ามองเ้าผิดไป กล้าเสี่ยงอันตรายเพื่อช่วยพวกพ้องนับว่าเป็ยอดบุรุษ เมื่อไปถึงวังโบราณจิ่วซานแล้ว เ้าสามารถติดตามข้าได้”
จากคำพูดนี้ของโจวเหวินเฉวียน แสดงว่าเขายอมรับในตัวของเด็กหนุ่มแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
“ข้าขอขอบคุณในความกรุณาของศิษย์พี่”
มู่เฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนว่าชายหนุ่มร่างกำยำผิวคล้ำผู้นี้จะไม่ได้น่ารำคาญอย่างที่เขาคิด
ข่งเซวียนเอ๋อร์ลอบมองมู่เฟิง แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้หันมามองทางนางเลยแม้แต่น้อย
“เ้าคนโง่ เพื่อสหายแล้วถึงกับต้องยอมเสี่ยงชีวิตเลนหรือ”
ข่งเซวียนเอ๋อร์บ่นพึมพำกับตัวเอง ไม่รู้ว่าเหตุใดนางถึงได้สนใจเขานัก
ด้านมู่เฟิงกำลังศึกษาแผนที่ในมืออย่างละเอียด แผนที่นี้เริ่มต้นจากสำนักศึกษาเทียนอวิ่นมุ่งหน้าไปยังวังโบราณจิ่วซาน นอกจากนี้ยังรวมถึงพื้นที่บางส่วนของอาณาจักรต้าหยวนเอาไว้ด้วย
เส้นทางตรงจากสำนักศึกษาเทียนอวิ่นไปยังวังโบราณจิ่วซานนั้นมีระยะทางไกลกว่าสามพันลี้ ต่อให้ใช้อินทรีดำหลังค่อมก็ยังจำเป็ต้องใช้เวลาเดินทางกว่าครึ่งวัน
ตอนนี้เป็เวลา่เช้า คาดว่าคงจะถึงใน่บ่ายไปจนถึงพลบค่ำ ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกนาน
มู่เฟิงเก็บแผนที่ จากนั้นเขาก็นำแผนภาพของร้อยกระบี่หวนคืนออกมาศึกษา ยามนี้เขาสามารถควบแน่นกระบี่เล่มแรกออกมาได้สำเร็จแล้ว ดังนั้นมู่เฟิงจึงทำการศึกษาลายเส้นของกระบี่เล่มที่สองต่อไป แม้ว่าโครงสร้างของลายเส้นกระบี่จะมีความแตกต่างกัน แต่มันก็ไม่ได้ต่างกันมากถึงเพียงนั้น
ในขณะมู่เฟิงกำลังทำความเข้าใจลายเส้นของกระบี่ บัณฑิตคนอื่นต่างก็พักผ่อนอยู่ในมุมของตัวเอง
อินทรีดำหลังค่อมบินผ่านก้อนเมฆก้อนแล้วก้อนเล่า เบื้องล่างมีขุนเขาและธาราแวบผ่านตาไปอย่างรวดเร็วเป็จำนวนมาก
เมื่อถึงเวลาตะวันคล้อย พวกเขาก็เดินทางมาถึงที่หมายพอดี
เบื้องล่างคือูเาสูงตระหง่านจำนวนเก้าลูกที่มีความสูงกว่าหลายพันฟุต และพื้นที่ตรงกลางก็มีเมืองขนาดใหญ่แห่งหนึ่งตั้งอยู่โดยที่มันถูกโอบล้อมด้วยูเาทั้งเก้าลูก
เมืองจิ่วซานเป็เมืองขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่รัศมีหลายร้อยลี้ คาดว่าคงสามารถบรรจุคนได้นับล้านคนเลยทีเดียว และพื้นที่แห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นจากอิฐสีดำ
อินทรีดำหลังค่อมบินตรงไปยังเมืองจิ่วซาน ภายในเมืองจิ่วซานมีโรงอสูรขนาดใหญ่สำหรับคนต่างเมืองโดยเฉพาะอยู่ เมื่ออินทรีดำหลังค่อมบินร่อนลงมาก็มีผู้ดูแลโรงอสูรออกมาต้อนรับในทันที
มู่เฟิงและคนอื่นๆ ต่างก็ะโลงจากอินทรีดำหลังค่อม ข่งย่วนโยนถุงเงินจำนวนหนึ่งร้อยเหรียญตำลึงทองให้กับผู้ดูแล เพื่อเป็การฝากดูแลอินทรีดำหลังค่อมตัวนี้เอาไว้ชั่วคราว
“วันมะรืนจึงจะเป็วันเปิดวังโบราณจิ่วซาน ฉะนั้นในระหว่างนี้เราจะพักผ่อนกันในเมืองจิ่วซานก่อน จากนั้นเช้าตรู่ของวันมะรืนก็ให้ทุกคนกลับมารวมตัวกันที่นี่”
ข่งย่วนไม่ลืมที่จะกำชับทุกคนว่า “ภายในเมืองจิ่วซานนั้นมีกองกำลังอยู่ค่อนข้างมาก ดังนั้นทุกคนอย่าได้สร้างปัญหา ห้ามก่อเื่เป็อันขาด”
“ทราบแล้ว”
ทุกคนตอบรับเป็เสียงเดียวกัน หลังจากนั้นแต่ละคนต่างก็แยกย้ายกันไปหาที่พักของตัวเองเพื่อพักผ่อน
“มู่เฟิง เ้าจะไปที่ไหน?”
ข่งเซวียนเอ๋อร์มองตามมู่เฟิงก่อนจะถามขึ้น
“ข้าจะไปที่ใดแล้วเกี่ยวอันใดกับเ้า?”
มู่เฟิงย้อนถาม
“เ้า...ฮึ่ม ช่างน่าโมโหนัก จะไปไหนก็ไปเถอะ เ้าไม่คุ้นเคยกับที่นี่ เปิ่นกูเหนียง*ผู้นี้ก็อุตส่าห์ใจดีจะให้เ้าร่วมเดินทางไปด้วย หากว่าเ้าเดินหลงไปเองก็อย่ามาโทษพวกเราเล่า”
(*คำเรียกตัวเองของสตรี ข้าสตรีผู้นี้)
ข่งเซวียนเอ๋อร์รู้สึกไม่ชอบใจกับท่าทีไม่แยแสของมู่เฟิง
“เซวียนเอ๋อร์ เ้าจะไปพูดกับเขาให้มากความทำไม เราไม่ได้มีหน้าที่ต้องดูแลเขา”
ซือถูคงกล่าว
“มู่เฟิง เ้ามากับพวกเราเถอะ เ้ายังไม่เคยมาที่เมืองจิ่วซานมาก่อน เ้าไม่คุ้นเคยกับที่นี่ เดินทางเองอาจจะหลงทางและอาจจะพลาดเวลานัดหมายในวันมะรืนเอาได้”
ข่งย่วนกล่าวอย่างมีเหตุมีผล
มู่เฟิงครุ่นคิดตามคำพูดของนางครู่หนึ่ง แน่นอนว่าสิ่งที่ข่งย่วนพูดนั้นสมเหตุสมผล ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาทำตัวหยิ่งยโส ดังนั้นเขาจึงเลือกติดตามข่งย่วนไป ซึ่งการกระทำนี้ทำให้ซือถูคงไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
จากนั้นข่งย่วน ข่งเซวียนเอ๋อร์ ซือถูคง มู่เฟิงและบัณฑิตอีกสองคนก็เดินไปตามถนนเพื่อมองหาโรงเตี๊ยม
“เฮ้ มู่เฟิง เ้าอายุยังน้อยเหตุใดเส้นผมของเ้าจึงมีสีขาว? อีกอย่าง เหตุใดั์ตาของเ้าจึงเป็สีแดงโลหิตเล่า?”
มู่เฟิงเดินตามหลังข่งย่วน ในขณะที่ข่งเซวียนเอ๋อร์เอาแต่ตั้งคำถามเขาด้วยความสงสัย
“สีผมและสีั์ตาของข้าล้วนเกิดจากการฝึกฝน ไม่มีสิ่งใดน่าประหลาดใจ”
มู่เฟิงกล่าวอย่างเฉยเมย
ด้านข่งย่วนและคนอื่นๆ ต่างก็ไม่รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็เื่ที่แปลกอะไร เพราะมีหลายเคล็ดวิชาที่ทำให้ผู้ฝึกฝนมีรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป และบางทีอาจจะรวมไปถึงบุคลิกและลักษณะนิสัยด้วย
ทันใดนั้นก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา ผู้คนบนท้องถนนพากันรีบร้อนหลีกทางให้กับคนกลุ่มนี้ทันที แต่ละคนต่างก็มองไปทางพวกเขาด้วยเคารพยำเกรงและความหวาดกลัว
ผู้คนเ่าั้สวมใส่ชุดคลุมสีดำปักลายหัวกะโหลก บนหลังของพวกเขาแต่ละคนกำลังแบกโลงศพขนาดเท่ามนุษย์เอาไว้ ดูแปลกประหลาดเป็อย่างมาก ดวงตาของพวกเขามีสีเขียวเข้มทั้งยังเปล่งแสงจางๆ ให้ความรู้สึกน่าสะพรึง นอกจากนี้ยังมีร่องรอยของกลิ่นอายแห่งความตายแผ่ออกมาด้วย
พวกมู่เฟิงและคนอื่นๆ ต่างก็หลีกทางให้กับคนกลุ่มนั้น แต่ยังคงมองตามพวกเขาที่เดินผ่านไป สีหน้าของมู่เฟิงนั้นดูประหลาดใจอย่างยิ่ง เขาไม่เคยเห็นคนแบกโลงศพไว้บนหลังเช่นนี้มาก่อน
เนื่องจากคนกลุ่มนั้นมีคลื่นพลังแผ่ออกมา ดังนั้นพวกเขาจึงทราบได้ว่าอีกฝ่ายเป็ผู้ฝึกยุทธ์เช่นกัน
“มู่เฟิง สายตาของคนพวกนั้นน่าเกลียดมาก ไม่ได้ดูดีเหมือนเ้า และพวกเขายังแบกโลงศพเดินไปตามถนนอีก ช่างน่าสยองยิ่งนัก”
ข่งเซวียนเอ๋อร์มองตามกลุ่มคนที่ผ่านไปขณะกล่าวขึ้นด้วยความกลัว
แต่เหมือนว่าสตรีในชุดคลุมสีดำที่อยู่หลังแถวจะได้ยินคำพูดของข่งเซวียนเอ๋อร์ นางจึงหันกลับมามองข่งเซวียนเอ๋อร์ด้วยสายตาไม่เป็มิตร ก่อนที่ดวงตาของนางจะเปล่งแสงสีเขียวเข้มขึ้น ทำให้ข่งเซวียนเอ๋อร์ใกลัวจนต้องรีบเข้าไปกอดแขนของมู่เฟิงเอาไว้แน่น
