นายหญิงรองนึกถึงตอนที่เยี่ยนเจาเจายกมือราดน้ำชาใส่หน้าหยวนอีเฉี่ยวขึ้นมา ก็เกิดความกลัวอยู่ในใจ แต่เมื่อนางได้ยินบุตรสาวกล่าวเยี่ยงนี้ จึงอดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้
ทว่านางรู้ว่าบุตรสาวตนเองมีความคิดบางอย่างอยู่เสมอ จึงหักห้ามใจแล้วเตรียมฟังว่าทั้งคู่จะกล่าวอะไร
“ท่านแม่ แทนที่จะต่อต้านเด็กอักษรกลางชิงสองคนนั่น มิสู้สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขาไว้เล่าเ้าคะ”
หยวนอีเจินผู้เป็แฝดคนพี่กล่าวขึ้นก่อน
เวลานี้พวกนางอยู่ในเขตของบ้านรองแล้ว แม้สถานที่รอบๆ จะไม่ถึงกับลับตาผู้อื่น แต่คนของบ้านรองก็เต็มไปหมด หากกระซิบกระซาบคุยกันเช่นนี้ก็ย่อมไปไม่ถึงหูบ้านใหญ่แน่
ใบหน้านายหญิงรองยังคงฉงนสงสัย แล้วหยวนอีอ้ายผู้เป็แฝดคนน้องก็กล่าวต่ออย่างน่ารักไร้เดียงสา “ท่านแม่ ก่อนหน้านี้ข้าบอกท่านไปแล้วว่าอย่าทะเลาะกับพี่ชายน้องหญิงคนใหม่ นั่นคือคนที่ท่านปู่เรียกกลับมาด้วยตนเองนะเ้าคะ เหตุใดเราต้องเอาตัวไปแปดเปื้อนด้วยเล่า”
หากกล่าวสิ่งเหล่านี้กับนายหญิงใหญ่ คนฉลาดอย่างนายหญิงใหญ่ย่อมกระจ่างในทันที แต่นายหญิงรองฉุนเฉียวและโผงผางเกินไป อีกทั้งยังหลักแหลมไม่พอ นางจึงยังตามไม่ทัน
“ท่านแม่ ที่ลูกกล่าวกับท่านเมื่อวาน ท่านลืมอีกแล้วนะเ้าคะ” หยวนอีอ้ายพิงไหล่ของนายหญิงรอง สีหน้าแลดูเหนื่อยหน่ายแต่ดวงตากลับสงบเกินอายุ
“ท่านลองคิดสิเ้าคะ น้องหญิงก็เป็แค่สตรี ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด พี่ชายคนใหม่ต่างหากคือกุญแจสำคัญ...มีพี่ชายคนใหม่ ใครกันจะโกรธที่สุดในจวนนี้เล่าเ้าคะ?”
หยวนอีเจินต่อประเด็นสนทนาอย่างอดทนชวนคล้อยตาม
หลังจากอธิบายอย่างละเอียด ในที่สุดนายหญิงรองก็เข้าใจ
บ้านรองไม่ได้โชคดีเท่าไรนัก อาภัพทายาทอย่างยิ่ง แม้นางและสามีรักใคร่กลมเกลียวกันดี แต่หลายปีผ่านไปก็ไร้ซึ่งบุตรชาย มีเพียงบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนอย่างเจินเจินและอ้ายอ้ายเท่านั้น
ดังนั้นถึงแม้บุตรชายคนโตคนใหม่จะมา ก็ไม่มีสิ่งใดข้องเกี่ยวกับบ้านรองด้วยซ้ำ
แต่สถานการณ์ของบ้านใหญ่กลับย่ำแย่กะทันหัน เพราะทั้งชื่อและฐานะของบุตรชายคนโตตามกฎหมายได้โดนหยวนชิงชิวยึดครองไปแล้ว
“ท่านลองคิดดูนะเ้าคะ หากท่านปู่้าเปิดหอบรรพชนเพื่อบันทึกชื่อพี่ชายและน้องหญิงกลับลงแผนผังตระกูลอีกครั้ง บ้านใหญ่จะไม่ร้อนรนหรือเ้าคะ?”
หยวนอีอ้ายปิดปากยิ้มเงียบๆ
หยวนอีเจินเม้มริมฝีปากยกยิ้มบางเบาเช่นกัน
บุตรสาวทั้งสองผลัดกันพูด ทำให้ข้อสงสัยในใจนายหญิงรองค่อยๆ คลายลง
หากตรึกตรองดูดีๆ เื่ก็เป็เช่นนั้นจริง
“ดังนั้นต่อไปท่านก็อย่าสอดมือเข้าไปยุ่งเื่นี้อีกเลยเ้าค่ะ...หากพวกเราพี่น้องเป็มิตรกับพวกเขา ก็จะมีแต่ภาพลักษณ์ดีๆ ของพวกเราต่อหน้าท่านปู่ ไยต้องไปเกลือกกลั้วในน้ำโคลนบ่อนี้เล่าเ้าคะ?”
ในที่สุดมารดาและบุตรสาวทั้งสองคนก็กลับมาถึงห้องของตนเอง
“เจินเจินเด็กดี อ้ายอ้ายเด็กดี หากพวกเ้าไม่คอยเตือนแม่ตลอด แม่คงเลอะเลือนแล้วจริงๆ”
นายหญิงรองกอดบุตรสาวทั้งสองไว้ในอ้อมแขน และค้างไว้พักหนึ่ง
หยวนอีเจินและหยวนอีอ้ายมองหน้ากัน แล้วแฝดคนพี่ก็เอ่ยขึ้นราวกับไม่สนใจ “มิน่าเล่าวันนี้ท่านแม่ถึงได้รีบไปช่วยพูดให้พี่หญิงใหญ่ คนไม่รู้คงคิดว่าพี่หญิงใหญ่เป็บุตรสาวสุดที่รักของท่านแม่ ทำคนมองรู้สึกอิจฉาเลยเ้าค่ะ”
“ตอนนั้นข้าโกรธมากจริงๆ ชิงจ้าวช่างอารมณ์ร้ายแข็งกร้าวนัก ไม่เป็ธรรมกับเฉี่ยวเจี่ยเอ๋อร์เลย เดิมข้าทนมองไม่ไหวอยู่แล้ว พอป้าสะใภ้ของเ้ามองข้าแบบนั้น ข้ายิ่งรู้สึกโมโห เลยอดเอ่ยปากตำหนิไม่ได้”
นายหญิงรองเป็คนพูดจาตรงไปตรงมาจึงเอ่ยเช่นนี้
แววตาของหยวนอีเจินหมองลงเล็กน้อย ก่อนที่หยวนอีอ้ายจะเอ่ยอย่างลังเล “ท่านแม่เป็ถึงคุณหนูจากจวนกงโหว[1] ท่านป้าสะใภ้จะมาเทียบกับท่านแม่ได้อย่างไรเ้าคะ อย่าให้ผู้อื่นมองเป็เื่ขบขันว่าท่านแม่ถูกท่านป้าสะใภ้ปั่นหัวเล่นเลยเ้าค่ะ”
ใบหน้าของนายหญิงรองสับสนงงงวย แต่ก็เอ่ยปฏิเสธอย่างรวดเร็ว “ตอนข้าแต่งงานเข้ามาใหม่ๆ ก็มีแต่ท่านป้าสะใภ้เ้าที่ดูแลให้ข้าอยู่สบายในจวนแห่งนี้ นางไม่มีเจตนาอื่นแน่ พวกเ้าสองคนช่าง ‘ขี้ระแวงยิ่งกว่าปี่กัน[2] เสียอีก’ เป็เด็กเป็เล็กจะคิดมากมายไปทำไม”
แม้ท่าทีของนายหญิงรองจะอยู่ในความคาดหมายของพี่น้องฝาแฝดอยู่แล้ว ทว่าคนน้องก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจพลางบ่นพึมพำเสียงเบา “หากนางเป็คนดีจริง เหตุใดต้องกดข่มท่านแม่จนไม่มีสิทธิ์จะพูดในโถงหลักด้วยเล่าเ้าคะ นางกระทำโดยพลการเช่นนี้ แต่ท่านแม่ก็ยังเชื่อว่านางเป็คนดี”
หยวนอีอ้ายพึมพำเสียงแ่เบาจนนายหญิงรองได้ยินไม่ชัดเจน เมื่อนางกำลังจะเอ่ยถาม เจินเจินกับอ้ายอ้ายก็เบี่ยงประเด็นไปพูดเื่อื่นโดยไม่เอ่ยถึงอีก
“สรุปคือต่อไปท่านแม่ก็ดีต่อพี่น้องสองคนนั่นบ้างไม่ถือว่าเสียหาย บ้านรองของพวกเราจะได้ไม่แปดเปื้อนกับใครทั้งนั้น แม้ท่านย่าอาจไม่พอใจบ้าง แต่ผู้กุมอำนาจในจวนหลังนี้คือท่านปู่เ้าค่ะ”
“ถูกต้อง ยิ่งกว่านั้นท่านแม่เป็หญิงาุโที่สุดของพวกเราบ้านรอง หากมีเวลาว่างก็ไปดูการค้าของบ้านพวกเราบ้างก็ดีนะเ้าคะ
ไปช่วยนายหญิงใหญ่ดูแลการหุงหาอาหารทุกวี่ทุกวัน คนรู้คงบอกว่าท่านแม่รักใคร่เหล่าสะใภ้ คนไม่รู้คงหาว่าท่านแม่อยากได้อำนาจควบคุมห้องเครื่องจนอยากมาแทนที่เต็มแก่”
นายหญิงรองมักเชื่อฟังบุตรสาวหัวแหลมทั้งสองของตนเองอยู่เสมอ เมื่อบุตรสาวกล่าวเช่นนี้ นางจึงรับปาก
ข้ามการทะเลาะเบาะแว้งและการสนทนาของบ้านใหญ่กับบ้านรองมา เยี่ยนเจาเจากับหนานิเหอมาถึงห้องที่นายหญิงใหญ่เตรียมไว้ให้พวกเขาแล้ว
เรือนนี้ใหญ่โตโอ่อ่ายิ่งนัก โหม่วโหมวอบรมยังบอกว่าเรือนนี้สง่างามกว่าเรือนที่หยวนอีเฉี่ยวและหยวนหยางฮุยอาศัยอยู่เสียอีก
ยิ่งใหญ่งดงามมากเกินไป ราวกับบรรยากาศร่ำรวยขึ้นมาฉับพลันจนแตกต่างจากทั้งสกุลหยวน
หากเป็เด็กไร้บุพการีที่เติบโตอย่างลำบากอยู่ข้างนอกจริงๆ เกรงว่าคงซาบซึ้งกับการเอาใจใส่ตกแต่งจัดการของนายหญิงใหญ่มากทีเดียว
แต่ต่อไปเมื่อบุตรหลานตระกูลใหญ่ของซูโจวคนอื่นๆ ไปมาหาสู่แล้วโดนเห็นเข้า ก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะเยาะกันอย่างไรบ้าง
ในห้องไม่มีกระทั่งภาพเขียนหรือเครื่องลายครามสง่างามสูงค่าใดๆ ตกแต่งเช่นนี้ กลัวคนอื่นไม่รู้ว่าพวกตนเป็คนโง่เง่าเรียนหนังสือมาน้อยที่เพิ่งกลับมากลางคันหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น ในห้องกลับวางเครื่องเรือนเงินทองประดับทั้งหมด ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าหากเด็กๆ ไม่ระวังจนทำเครื่องเรือนแตกเสียหายเข้า ค่าชดเชยคงจะทำให้มือไม้อ่อนทีเดียว
ขณะที่โหม่วโหมวกำลังพูดยกยอนายหญิงใหญ่ไม่หยุดหย่อน เยี่ยนเจาเจาก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด นางเพียงเม้มริมฝีปากเผยรอยยิ้มที่อธิบายไม่ได้ ยากที่คนจะมองออก
หลังจากไล่โหม่วโหมวอบรมออกไปได้ เยี่ยนเจาเจาก็รีบปราดไปข้างกายหนานิเหอทันที นางถลกแขนเสื้อของเขาขึ้นเพื่อดูแผลบนหลังมือที่ถูกน้ำร้อนลวกเมื่อสักครู่
ด้านหลังมือยังพอดูได้ แม้จะบวมเล็กน้อย แต่ไม่มีแผลพุพอง าแไม่ลึกถึงกล้ามเนื้อและกระดูก
กว่าท่านหมอที่นายหญิงใหญ่เชิญจะมาถึงก็ผ่านไปพักใหญ่ เขาทำท่าดูร่องรอยบนหลังมือของหนานิเหอเหมือนตั้งใจแต่กลับตรวจอย่างขอไปที เมื่อจดใบสั่งยาราคาแพงทว่าเป็แค่ขี้ผึ้งไร้ประโยชน์เสร็จก็จากไป
ในห้องทั้งร้อนทั้งอบอ้าว มองแวบเดียวก็ดูออกว่าอยู่ใต้ลมและอากาศไม่ถ่ายเท ยิ่งไม่มีพัดลมน้ำแข็ง[3] ภายในห้องเช่นนี้ นั่งได้พักเดียวก็เหงื่อออกท่วมตัว
เจาเจามั่นใจว่านายหญิงใหญ่ตั้งใจจัดการให้เป็แบบนี้ หากไม่ใช่ เจาเจายอมตัดศีรษะตนเองออกมาให้พวกกเฬวรากตระกูลหยวนเอาไปเตะเล่นเลย
นางไม่กลัวคนในสกุลหยวนจะมองว่านางจัดการยากเพราะถือดีว่าตนได้รับความโปรดปราน ตราบใดที่นางสามารถสร้างความลำบากใจแก่นายหญิงใหญ่ได้ เยี่ยนเจาเจาก็คิดว่าคุ้มค่า ดังนั้นนางจึงฉวยโอกาสนี้แผลงฤทธิ์ บงการให้หงซิ่วทุบถ้วยชาสองใบจนโหม่วโหมวนอกประตูแตกตื่นวิ่งหนีไป
หลังจากนั้นไม่นานน้ำแข็งก็ถูกส่งมาที่เรือน หงซิ่วนำน้ำแข็งส่วนหนึ่งไปทำพัดลมน้ำแข็ง ส่วนเยี่ยนเจาเจาหยิบน้ำแข็งมาทุบแล้วห่อใส่ผ้าเช็ดหน้า ก่อนจะนำมานวดรอยแดงบนหลังมือหนานิเหออย่างแ่เบา
“ใครก็ไม่อาจรังแกท่านได้”
เยี่ยนเจาเจาโมโหจนหน้าบวม ราวกับปลาปักเป้าที่กำลังพองตัวด้วยความโกรธ
หนานิเหอหลุดหัวเราะออกมา เขาหยิกแก้มนางด้วยมืออีกข้างพลางเอ่ยว่า “ยังมีอยู่”
“ใครกัน? ข้าจะไปจัดการมันผู้นั้นเสีย คิดรังแกพี่ชายข้า ช่างไม่รักชีวิตจริงๆ!”
เยี่ยนเจาเจาทำหน้าถมึงทึงตามคาด
หนานิเหอเห็นเช่นนั้นก็อดขำอีกครั้งไม่ได้ เขายื่นมือไปลูบผมนางแล้วกล่าวว่า “เกรงว่าเจาเจาคงต้องฆ่าตัวเองก่อนเลย”
การออกเสียงว่า ‘จ้าว’ ในชื่อชิงจ้าว แทบไม่ต่างจาก ‘เจา’ ในชื่อเจาเจา[4] เมื่อเรียกรัวพร้อมกันจึงดูปกติจนแทบไม่มีใครแยกออก
“…หา?”
เยี่ยนเจาเจางุนงงไปพักหนึ่ง หลังจากใช้เวลาครู่ใหญ่จึงเข้าใจความหมายว่ายังมีนางที่สามารถกลั่นแกล้งเขาได้
“ร้ายกาจเสียจริง เมื่อก่อนไม่กล่าวสิ่งใดสักคำ มาตอนนี้วาจาคมคายขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังพูดออกมาไม่ชะงักสักนิด”
เยี่ยนเจาเจาอดไม่ได้ที่จะแขวะเขา ทว่าใบหน้ากลับประดับไปด้วยรอยยิ้ม รู้สึกมีความสุขขึ้นมาดื้อๆ
หลังประคบน้ำแข็งเสร็จ เยี่ยนเจาเจากับหนานิเหอก็พูดคุยเล่นกันต่อเพียงเล็กน้อย แล้วจบบทสนทนา
ทั้งคู่ต่างรู้ว่ากำแพงมีหูประตูมีช่อง กอปรกับเมื่อจิตใจผ่อนคลายลง เยี่ยนเจาเจาก็รู้สึกเกียจคร้านและปวดเมื่อยไปทั้งตัว หงซิ่วจึงปรนนิบัติเจาเจาอาบน้ำและส่งเข้านอน
หนานิเหอควานหาของบางอย่างในย่ามตัวเองอยู่เนิ่นนาน สักพักก็หยิบยาเม็ดเนื้ออ่อนออกมา
เขาบี้ยานั้นด้วยนิ้วมือเบาๆ ก่อนจะชิมรสเล็กน้อย เมื่อคิดว่ารสชาติพอรับได้ก็วางลงในขวดกระเบื้องเคลือบข้างๆ จากนั้นจึงกำชับหงซิ่วว่าเมื่อเจาเจาตื่น จงละลายยาด้วยชาอุ่น แล้วนำให้เนางดื่ม
เจาเจาตื่นขึ้นก่อนมื้ออาหารเที่ยง หลังจากดื่มยาละลายน้ำชาก็รู้สึกแจ่มใสขึ้นทันที นางเลียริมฝีปากตนเองและััได้ถึงรสเปรี้ยวของยาพุทราแดง[5]
อันที่จริงนางก็กินยาพุทราแดงมาตลอดการเดินทาง แต่มันไม่ได้ผลเลย เบื่ออาหารอย่างไรก็ยังเบื่ออยู่เหมือนเดิม แปลกที่ครั้งนี้กลับรู้สึกดีขึ้นมา
ทว่านางก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จนกระทั่งถึงเวลาอาหารเย็น เมื่อเห็นรอยแผลเป็ซีดขาวเล็กๆ ขนาดเท่าเมล็ดข้าวบนนิ้วมือของหนานิเหอ นางจึงนึกออกทันทีว่ามีบางอย่างผสมอยู่ในยาพุทราแดงที่นางดื่มเมื่อตอนเที่ยง
มิน่าเล่าถึงต้องผสมกับน้ำชา หากไม่ใช้ชามากลบเช่นนี้ กลิ่นคงแรงจนโดนนางจับได้แน่
ตกค่ำ งานเลี้ยงต้อนรับพี่ชายน้องหญิงคนใหม่ก็ถูกจัดขึ้นโดยที่หยวนอีเฉี่ยวไม่ได้มาร่วมงานด้วย นายหญิงใหญ่เองก็กล่าวเพียงว่านางมิอาจปลีกตัวจากบุตรสาวได้ จึงขอให้นายหญิงรองต้อนรับเยี่ยนเจาเจาและหนานิเหอแทนนาง
ส่วนนายหญิงผู้เฒ่าไม่มาดังคาด และท่าทีของนายหญิงรองก็ดีขึ้นอย่างกะทันหัน นายหญิงสามจึงมีใบหน้าประดับรอยยิ้มอยู่ตลอด งานนี้เลยถือว่าครึกครื้นกันทั้งเ้าของงานและแเื่
ผู้คนในเมืองซูโจวดูเหมือนจะมีธรรมเนียมประเพณีเล็กๆ คือต้องดื่มสุราในงานเลี้ยงต้อนรับแขก แต่เพราะในจวนมีเด็กหลายคน สุราในงานเลี้ยงจึงเปลี่ยนเป็สุราผลไม้แทน เพื่อให้พวกเด็กๆ ดื่มกันได้นิดๆ หน่อยๆ โดยไม่ใช่ปัญหาใหญ่
สุราผลไม้มีรสเปรี้ยวอมหวานจึงดื่มง่าย หลังจากหนานิเหอชิมดูก่อนและบอกว่าไม่มีปัญหา เจาเจาถึงดื่มได้
ตอนอยู่ในเมืองเซียงเฉิง องค์หญิงมักกล่าวว่าสุราทำให้เสียการเสียงาน สวนมวลบุปผาหอมเลยไม่เคยได้กลิ่นสุราแม้แต่น้อย คราวนี้จึงนับเป็การเปิดโลกครั้งแรกของเยี่ยนเจาเจา เมื่อชิมแล้วนางก็รู้สึกเพียงว่าสุราผลไม้นี้มีรสชาติเปรี้ยวหวานไม่ต่างจากน้ำผลไม้เลย
เมื่อหนานิเหอหันมาเห็นอีกที เยี่ยนเจาเจาก็ดื่มไปสามจอกรวดแล้ว เขาใ รีบหยิบสุราผลไม้รอบตัวออกไปทันควัน และไม่อนุญาตให้เยี่ยนเจาเจาได้ลิ้มรสอีกแม้แต่หยดเดียว
เจาเจาน้อยใจอย่างยิ่ง แต่นางจะสู้พี่ชายรองผู้ใจแข็งได้อย่างไร สุดท้ายเลยพ่ายแพ้หมดรูป
งานเลี้ยงจบลงอย่างรวดเร็วเพราะพวกเด็กๆ ต้องรีบเข้านอน หนานิเหอจึงพาเยี่ยนเจาเจาอำลาทุกคนและกลับเรือน
ทว่าเมื่อมาถึงเรือน เยี่ยนเจาเจากลับเอ้อระเหยไม่พูดเื่พักผ่อน เอาแต่ลากหนานิเหอมาเล่นไพ่เฉียวไผ[6] ท่าเดียว
พี่ชายรองมองออกว่าเยี่ยนเจาเจาคงจะตื่นตัวหลังดื่มสุราผลไม้ ในใจจึงโทษตนเองที่ปล่อยให้น้องสาวดื่มสุราั้แ่อายุยังน้อย พลางเล่นไพ่เป็เพื่อนนางอย่างแบ่งรับแบ่งสู้
หลานเล่อถูกทิ้งให้เฝ้าข้าวของสัมภาระอยู่ห้องข้างๆ ส่วนเด็กรับใช้ที่นายหญิงใหญ่ส่งมาปรนนิบัติก็ล้วนโดนเยี่ยนเจาเจาขับไล่ออกมา จึงเหลือเพียงหงซิ่วอยู่คนเดียว
เกมไพ่เฉียวไผดำเนินไปจนถึงเที่ยงคืน เยี่ยนเจาเจายิ่งคึกไม่ยอมเลิก หนานิเหอเลยจำต้องไปเรียกหงซิ่วให้ตามหลานเล่อที่ห้องด้านข้างไปหยิบยาเม็ดแก้เมามา
ทว่าเขาเพิ่งจะเรียกหงซิ่วไป ข้างหลังก็มีมือหนึ่งยื่นออกมาปิดประตูเสียงดังโครม
เขาหันกลับมา พลันโดนใครบางคนกดเข้ากับบานประตู
เชิงอรรถ
[1] กงโหว หมายถึง ชื่อบรรดาศักดิ์ก้ำกึ่งระหว่างชั้นกงกับชั้นโหว
[2] ปี่กัน หมายถึง ชื่อของขุนนางซื่อตรงที่มีตัวตนอยู่จริงในสมัยราชวงศ์ซาง (ก่อนคริสต์ศักราช 1125 – 1063 ปี) เขาเป็คนฉลาดปราดเปรื่องมากสติปัญญามาั้แ่เยาว์วัย ตามตำนานเล่าว่า “อินโจ้วอ๋อง” จอมทรราช ได้ปะาขุนนางผู้ภักดีไปมากมาย ทั้งยังหลงใหลในนางสนม “ต๋าจี (妲己)” ซึ่งเป็ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางแปลงกายมา ทำให้บ้านเมืองเดือดร้อนไปทั่ว แต่ในราชสำนักยังมีขุนนางภักดีอยู่ หนึ่งในนั้น คือ พระเ้าอา “ปี่กัน (比干)” ปี่กันไล่สังหารบรรดาจิ้งจอกพี่น้องของนางต๋าจี จนนางต๋าจีเคียดแค้นปี่กัน จึงหมายผลาญชีวิตให้ตาย โดยการแสร้งป่วยแล้วบอกว่ายาที่จะรักษาโรคนี้ได้ คือ ‘หัวใจอันปราดเปรื่องที่มี 7 ห้อง’ ซึ่งคนนั้นก็คือปี่กัน เมื่อโจ้วอ๋องทราบจึงบังคับให้ปี่กันควักหัวใจออกมาให้
[3] พัดลมน้ำแข็ง หมายถึง การเอาน้ำแข็งเอาใส่ถาดหยกมาวางไว้เพื่อคลายร้อน หากยังเย็นไม่พอ นางกำนัลจะนำพัดลมโบราณวางไว้ข้างหลังถาด เพื่อพัดให้ความเย็นกระจายไปทั่วห้อง
[4] ตัวอักษร ‘จ้าว’ ในชื่อชิงจ้าว เขียนว่า ‘照’ ส่วนตัวอักษร ‘เจา’ ในชื่อเจาเจา เขียนว่า ‘昭’ นอกจากจะเขียนคล้ายคลึงกันแล้ว เมื่อพูดออกเสียงก็ยังแยกแยะยาก
[5] ยาพุทราแดง หมายถึง ยาที่มีรสชาติเหมือนซานจาหรือพุทราแดง มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน และมีสรรพคุณ คือ ช่วยเื่ระบบการย่อยอาหาร โดยสามารถใช้ได้ดีในคนที่ย่อยยาก ทานอาหารแล้วท้องอืด หรือปวดแน่นท้องหลังทานอาหาร นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณที่ช่วยกระตุ้นระบบการทำงานของม้ามและกระเพาะ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นความอยากอาหารด้วย
[6] ไพ่เฉียวไผ หมายถึง ไพ่บริดจ์ เป็เกมไพ่ประเภทหนึ่งที่ใช้ไพ่ป๊อกในการเล่น
