เฉียวเยว่ยื่นชามใบน้อยออกไปอย่างรวดเร็ว "ขออีกชาม"
อวิ๋นเอ๋อร์รีบเติมใส่ถ้วยใบนั้นให้นางทันที อวี้อ๋องมิได้รั้งอยู่นาน หลังฝากโจ๊กและกับข้าวไว้ให้ก็กลับไป
แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังทอดถอนใจ "เมื่อคืนข้ายังฝันถึงโจ๊กบ๊วยอยู่เลย ช่างประเสริฐยิ่ง โจ๊กขาวหอมกรุ่นเข้ากับบ๊วยเปรี้ยวอมหวานได้อย่างเหมาะเจาะ รสชาติของโจ๊กบ๊วยเรียกได้ว่ายากจะหาไหนมาเปรียบปานจริงๆ"
เหตุใดบุรุษคนหนึ่งถึงทำอาหารได้อร่อยเพียงนี้?
นางรำพึง "หากใครได้แต่งงานกับพี่จ้านก็คงต้องจุดธูปขอบคุณ์ไปแปดชาติ"
ทุกคราที่ได้กินอาหารของผู้อื่น เฉียวเยว่เป็ต้องรำพึงด้วยความหมายลึกซึ้งเช่นนี้เสมอ แต่พอหลังกินเสร็จก็สามารถเปลี่ยนสีหน้าได้ทันที ยิ่งกว่านักมายากล
อิ้งเยว่ชินกับท่าทีเยี่ยงนี้ของน้องสาวของตนเองเสียแล้ว "เ้ากินไปเถอะ"
เฉียวเยว่ส่ายหน้า "แต่ข้าจะกินโจ๊กหม้อใหญ่ขนาดนี้หมดได้อย่างไร พี่สาวลองชิมสิ มาเร็ว"
อิ้งเยว่ขัดเฉียวเยว่ไม่ได้ ในที่สุดก็ตักมาหนึ่งชาม ต้องบอกว่ารสชาติดีเยี่ยม สมกับคำเยินยอที่เฉียวเยว่กล่าวชมทุกครา ไม่ว่าหรงจ้านจะทำสิ่งใดล้วนทำได้ยอดเยี่ยมเสมอจริงๆ"
"คนเราหากมีความตั้งใจ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดล้วนทำได้ดีเสมอ" นางเอ่ย
พูดถึงตรงนี้ เฉียวเยว่ก็พยักหน้าเห็นพ้อง "ข้าก็คิดว่าใช่ คนอย่างพี่จ้านหาได้เป็อย่างที่แสดงออกมาภายนอก เขามีความรอบคอบระมัดระวัง และมีความสามารถสูงมาก"
อิ้งเยว่ทอยิ้มน้อยๆ
หลังจากเฉียวเยว่หายดีแล้วก็สดชื่นกระฉับกระเฉงอย่างรวดเร็ว ไม่ป้อแป้เป็คนป่วยเหมือนเมื่อคืนวาน นางกำชับกับเสี่ยวชุ่ย "เ้าไปหาพี่จ้าน บอกว่าข้าเชิญเขาไปวาดภาพหลังเขาด้วยกัน"
เสี่ยวชุ่ยรู้สึกตงิดใจเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง
"คุณหนู... ควรหลีกเลี่ยงสักหน่อยดีกว่านะเ้าคะ" อวิ๋นเอ๋อร์ท้วงติง
เฉียวเยว่โบกมืออย่างไม่นำพา "ยามอยู่เมืองหลวงพวกเรายังไม่ถือสากันสักเท่าไร แล่นมาถึงที่นี่กลับจะมาหลีกเลี่ยงอันใด นี่ไม่เป็การติดป้ายบอกว่าเงินสามร้อยตำลึงมิได้ฝังอยู่ตรงนี้หรือ? ไม่จำเป็ขนาดนั้น อีกอย่างผู้คุ้มกันก็อยู่กันมากมายมิใช่หรือ พวกเราตัวตรงไหนเลยต้องกลัวเงาเอียง [1] ไป ไป ไป"
อวิ๋นเอ๋อร์อับจนถ้อยคำ ได้แต่หันไปขยิบตากับเสี่ยวชุ่ย เสี่ยวชุ่ยจึงหันไปถามอิ้งเยว่ อิ้งเยว่ไตร่ตรองแล้วก็ให้คำตอบ "ไม่เป็ไรหรอก"
นางกลับคิดว่าเฉียวเยว่พูดมามีเหตุผล ขนาดอยู่ในเมืองยังไม่เคยปิดบัง มาที่นี่ก็ไม่จำเป็ต้องทำเช่นนั้น
เมื่อพวกเฉียวเยว่มาถึงหลังเขา ก็เห็นหรงจ้านรออยู่ที่นั่นแล้ว เฉียวเยว่โบกมือให้เขาแต่ไกลพร้อมกับรอยยิ้มพร่างพราย "ข้านึกแล้วว่าท่านต้องมาถึงก่อนพวกเรา"
"ข้าจำได้ ตอนเล็กๆ ท่านยังเคยวาดรูปข้าด้วย" นางพูดแกมหยอกเย้า แต่พอนึกถึงเื่นี้ ก็อดไม่ได้ที่จะตัดพ้อต่อว่า "แต่ตอนนั้นท่านไม่ยอมวาดดีๆ ภาพดูแย่มาก"
หรงจ้านมุมปากกระตุก แต่หลังจากนั้นก็ยิ้มน้อยๆ "ยังไม่เคยมีใครบอกว่าข้าวาดภาพไม่สวย สีหน้าของเ้าตอนเล็กๆ ก็เป็เช่นนั้นเอง"
เฉียวเยว่เงยหน้าถาม "เป็เช่นไร?"
"ก็ดูโง่งมอย่างไรเล่า" หรงจ้านไม่เกรงใจแม้แต่น้อย
เฉียวเยว่ "..."
ผู้อื่นอยากด่าคำหยาบเสียที จะทำอย่างไรดี!
"เช่นนั้นท่านมาวาดภาพข้าเดี๋ยวนี้เลย" เฉียวเยว่เชิดดวงหน้าน้อย "ตอนนี้ข้าคงไม่ดูโง่งมแล้วกระมัง?"
หรงจ้านชำเลืองมองนางอย่างพินิจ
"ท่านหมายความว่าอย่างไร" เฉียวเยว่ถลึงตา
หรงจ้านยิ้มเล็กน้อยพลางก้มศีรษะ แล้วค่อยๆ เอ่ย "แท้จริงแล้วเ้าตอนนี้... ก็ยังดูโง่งมเหมือนเดิม"
เฉียวเยว่ทำปากยื่นด้วยความไม่พอใจ
หรงจ้านเห็นนางอารมณ์เสียเร็วขนาดนี้ กลับเป็สุขใจ เขาคิดอยู่ว่าหากให้ทุกคนรู้ว่าเฉียวเยว่เป็สาวน้อยเ้าอารมณ์จะดีหรือไม่ หากเป็เช่นนี้คงไม่มีคนมาสู่ขอแล้วกระมัง?
เมื่อมองเฉียวเยว่อีกครา ก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
แต่ไม่ช้าเขาก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง แม่หนูคนนี้ทั้งสวยทั้งน่ารัก ต่อให้มีข่าวลือเยี่ยงนั้นออกไป ก็คงกันได้เฉพาะพวกเบาปัญญา แต่สำหรับคนมีปัญญาปราดเปรื่องเข้าใจถ่องแท้ เื่เหลวไหลพรรค์นี้คงไม่สามารถกันได้อยู่
ยิ่งคนที่เคยัักับนางมาก่อนต่างรู้อุปนิสัยของนางดี ไม่มีทางหลงเชื่อข่าวลือเหล่านี้
หรงจ้านรู้สึกว้าวุ่นในใจ แต่ถึงกระนั้นมือก็ยังเคลื่อนไหวไม่หยุด ค่อยๆ เลือกสีอย่างไม่รีบร้อน "เช่นนั้นข้าจะช่วยวาดให้เ้าสักรูปแล้วกัน"
เฉียวเยว่พยักหน้า "ดีเลย ดีเลย" พร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างไร้เดียงสา
นางหาใช่แม่นางที่ต้องมีบ่าวรับใช้เป็กองทัพ "พวกเ้าอย่ามายืนล้อมกันตรงนี้ ยากยิ่งนักที่จะหาทิวทัศน์งดงามเช่นนี้ได้ พวกเ้าออกไปเดินเล่นกันเองเถอะ อย่ามายืนดูพวกเรา มิเช่นนั้นข้าจะยิ่งตื่นเต้น และรู้สึกเก้อเขิน"
องครักษ์สองคนอมยิ้ม คุณหนูเจ็ดของพวกเขามักทำตัวเหมือนเด็กน้อยอยู่เสมอ
ทุกคนต่างเชื่อฟังคำพูดของนาง แยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว
เฉียวเยว่ะโโลดเต้น "ท่านว่าข้าควรทำท่าทางแบบไหนจะดีกว่ากัน"
"ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่อยู่นิ่งๆ ก็พอ" หรงจ้านเอ่ยเสียงเรียบ
พอถ้อยคำนี้กล่าวออกมา เฉียวเยว่ก็ทำสีหน้าถากถาง "ข้าว่านะ พี่จ้าน ฝีมือของท่านคงจะถดถอยแล้วเป็แน่ เมื่อก่อนท่านไม่เห็นจะเป็เช่นนี้ ตอนนั้นท่านบอกว่าตามใจเ้า อยากจะทำท่าไหนก็ทำไป ทว่าตอนนี้กลับบอกว่าอย่าขยับเป็ดีที่สุด นี่ไม่เท่ากับเป็การบอกว่าฝีมือของท่านถดถอยหรอกหรือ?”
หรงจ้านหัวเราะหึๆ "เ้าจะหาเื่ใช่หรือไม่? ดูท่ารสชาติโจ๊กเมื่อเช้านี้ของข้าก็คงงั้นๆ กระมัง?"
"พี่จ้านไร้เทียมทานที่สุดในใต้หล้า" เฉียวเยว่กลับลำทันควัน
เห็นชัดว่าคนผู้นี้กำลังข่มขู่นาง แต่เฉียวเยว่ก็ได้แต่คิดเงียบๆ ในใจ ที่ตนเองมาสายก็เพราะสิ่งที่เขายกมาข่มขู่มิใช่หรือ ชีวิตของนักกินช่างยากลำบากยิ่งนัก!
นางยืนพิงต้นไม้ ไม่สนใจทั้งสิ้นว่าจะสะอาดหรือไม่ เห็นหรงจ้านกำลังวาดอย่างจริงจัง นางนึกในใจแล้วก็พูดออกมา "พี่จ้าน เมื่อคืนขอบคุณนะเ้าคะ"
หรงจ้านชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยว่า "เมื่อคืนอันใด? ข้าไม่รู้ว่าเ้าพูดถึงอะไร?”
เฉียวเยว่หัวเราะออกมาทันที "อ้อหรือ... ไม่รู้ ท่านไม่รู้อะไรเลย"
หรงจ้านพยักหน้า "ใช่ ข้าไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ไม่รู้ด้วยว่าเ้าพูดถึงสิ่งใด?"
นางเคยพบคนโกหกเสแสร้งมาบ้าง แต่ไม่เคยเจอใครโกหกหน้าตายได้เช่นนี้มาก่อน เฉียวเยว่แค่นเสียงเยาะ แล้วตอบกลับไป "ไม่ว่าอย่างไร ก็ยังต้องขอบคุณท่านอยู่ดี"
พูดมาถึงตรงนี้ก็วกเปลี่ยนทิศทาง "แต่เื่ที่ท่านเข้าห้องของสตรีกลางดึกไม่ดีอย่างยิ่ง ท่านควรรู้ ข้าเป็สตรี หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป ข้าจะแต่งออกได้อย่างไร"
พอเอ่ยถึงเื่แต่งงาน หรงจ้านก็พานนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน พู่กันในมือพลั้งวาดลงไป... เสียไปหนึ่งภาพ
เฉียวเยว่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ย่อมจะมองเห็น นางร้องจิ๊ๆ "นี่... ต้องวาดใหม่แล้วกระมัง"
หรงจ้านฉีกภาพทิ้งเงียบๆ แล้วเริ่มแผ่นที่สองต่อ
"ข้าเผลอละเมอตอนหลับใช่หรือไม่ มิเช่นนั้นท่านจะทราบได้อย่างไรว่าข้าอยากกินโจ๊กบ๊วย ฮิฮิ ที่แท้ท่านก็มาแอบดูข้าตอนกลางคืนนี่เอง คงมิได้แอบหลงรักข้ากระมัง" เฉียวเยว่ยังไม่เลิกรา
หรงจ้านพลั้งมืออีกครั้ง เสียไปอีกภาพ
เขาเงยหน้ามองเฉียวเยว่ ไม่รอให้นางพูดก่อน ก็เก็บของอย่างเงียบเชียบแล้วเปลี่ยนเป็แผ่นที่สาม
เฉียวเยว่ถอนหายใจ แต่ไม่กล้าว่าอะไร คนผู้นี้ยิ่งใจแคบอยู่ด้วย
"ท่าทางการนอนของข้าแย่มากใช่หรือไม่ ข้าเป็คนนอนไม่เรียบร้อยเช่นนี้เอง มารดาข้าต้องมาห่มผ้าให้เป็ประจำ"
ปลีน่องขาวเนียน เท้าเล็กจ้อยที่ดูน่ารัก ยังมีหัวไหล่ที่กลมกลึง...
พู่กันของหรงจ้าน...
เขาฉีกกระดาษทิ้งทันที แล้วมองเฉียวเยว่ด้วยสีหน้าเย็นะเื
เฉียวเยว่ทำไร้เดียงสา นางไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!
หรงจ้านสูดหายใจลึก ก่อนยิ้มออกมาเล็กน้อย "เฉียวเยว่ พวกเรามาปรึกษาอะไรกันหน่อยดีหรือไม่?"
น้อยครั้งนักที่เฉียวเยว่จะได้เห็นเขามีมารยาทเช่นนี้ "มีอันใดท่านพูดมาได้เลย"
หรงจ้านยกยิ้มอีกครา "เ้าจะหุบปากได้หรือไม่?"
เฉียวเยว่ "..."
หลังสงบอารมณ์ได้ นางก็พยักหน้าอย่างกล้ำกลืน ไม่พูดอะไรเลยก็น่าเบื่อน่ะสิ แต่ดูเหมือนจะมีผลต่อท่านอาผู้นี้เป็อย่างมาก เขาดูไม่ค่อยดีเท่าไร จึงต้องจำใจยอมรับ
นางทำท่ารูดซิปปาก แล้วไม่พูดอะไรอีก
ถึงแม้ใบหน้าของหรงจ้านจะไม่เปลี่ยนสี แต่ภายในใจกลับโล่งอก
แท้จริงแล้ว... เขากลัวว่านางจะรู้เื่ที่ตนเองแอบมีความคิดไร้ยางอายเมื่อคืน
แต่เขาก็หนักแน่นพอ มิได้ขโมยจุมพิตนางเลย
ไม่มีเลยจริงๆ
หรงจ้านเห็นเฉียวเยว่เงียบได้เสียที ก็ก้มศีรษะวาดภาพอย่างตั้งใจต่อไป
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับเฉียวเยว่ นางรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้ามาก ริมฝีปากน้อยๆ เริ่มยื่นออกมา การไม่สามารถพูดอะไรได้เลยคือสิ่งที่ยากลำบากยิ่งนัก แต่จะงัดข้อกับเขาก็ไม่ได้
จำต้องทน ทน ทน แล้วก็ทนต่อไป
นางวาดวงกลมบนพื้นด้วยปลายเท้า นิ้วมือก็เกายุกยิกที่ชายเสื้อไม่หยุด ไม่รู้เมื่อไรงานจะจบสิ้นเสียที ถึงได้บอกว่าการเป็นางแบบคือสิ่งที่น่าเบื่อที่สุด
เพลียจิต
"เสร็จแล้ว" เห็นดวงตะวันใกล้จะลับเหลี่ยมเขา ในที่สุดท่านอ๋องอวี้ผู้ยิ่งใหญ่ก็วาดเสร็จ เฉียวเยว่ดูเหมือนจะหมดเรี่ยวแรงพิงไปที่ต้นไม้ ก่อนจะถอนหายใจบ่นพ้อ "์ของข้า ในที่สุดท่านก็วาดเสร็จ ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น อยากจะอยู่นิ่งๆ อย่างนี้เลย"
มุมปากของหรงจ้านโค้งขึ้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม "เ้าไม่อยากดูหรือว่าตนเองเป็อย่างไร?
เฉียวเยว่เบะปาก "อยากสิ แต่ข้าเหนื่อยมาก"
นางนวดบ่าของตนเอง แล้วเดินมาด้านข้างอุปกรณ์การวาด หลังจากเห็นภาพของหรงจ้านก็ตะลึงงัน
นางนิ่งไปสักพักก่อนถามว่า "นี่ท่านวาดหรือ?"
"เ้าก็เห็นข้าวาดกับตามิใช่หรือ?" หรงจ้านเอ่ยเสียงเรียบ
เฉียวเยว่เอียงคอมองภาพ ช่างคล้ายคลึงกับนางยิ่ง จนไม่รู้ว่าจะวิจารณ์อย่างไรดี คนที่เคยพบนางเพียงแค่เห็นภาพนี้ก็จะรู้ทันทีว่าเป็นาง แม้มิได้เหมือนกันทุกส่วน แต่เครื่องเคราใบหน้าก็ใกล้เคียงกับนางมาก
ยิ่งไปกว่านั้นอากัปกิริยาของคนในภาพก็ยิ่งเหมือนกับนางเปี๊ยบ ไม่ว่าจะสีหน้ารำคาญ มือน้อยๆ ที่ถูไถชายเสื้อ ไหนจะปลายเท้าที่วาดวงกลมเล่นอีกเล่า ไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่จุดเดียว เพียงแค่เห็นก็รู้ทันทีว่าคือเฉียวเยว่
เหมือนั้แ่ภายนอกไปจนถึงกิริยาท่าทาง
เฉียวเยว่ถอนหายใจ "พี่จ้าน ข้านึกว่าท่านวันทั้งวันไม่ทำอะไร เป็บุรุษลอยชายรู้จักแต่เที่ยวเตร็ดเตร่ แต่ดูเหมือนว่าท่านจะทำอะไรเป็ไปเสียทุกอย่างเลย"
เฉียวเยว่จินตนาการไม่ออกจริงๆ ว่าหรงจ้านเป็คนอย่างไรกันแน่
เขาทอยิ้มอ่อนจาง แล้วค่อยๆ เอ่ยถาม "เ้าคิดว่าข้าเก่งมากหรือ?"
เฉียวเยว่พยักหน้า "เก่งมาก ร้ายกาจมาก น่าอิจฉายิ่งนัก"
หรงจ้านหัวเราะเบาๆ "เ้าอยากรู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดข้าถึงกลายเป็เช่นนี้”
เฉียวเยว่พยักหน้าอีก "อยากเ้าค่ะ"
หรงจ้านเลิกคิ้ว ทอยิ้มน้อยๆ แลดูอ่อนโยนอย่างยิ่ง เฉียวเยว่มองจนตาค้าง หรงจ้านก้มลงมาข้างใบหูของนาง แล้วกล่าวเน้นทีละคำ "เื่อะไรจะบอกเ้า"
เฉียวเยว่ "..."
ให้ตายเถอะ เ้าแมวเหมียวเอ๊ย!
...
[1] ตัวตรงไหนเลยต้องกลัวเงาเอียง หมายถึงเมื่อมีจิตใจเที่ยงตรงมิได้ทำความผิดก็ไม่ต้องกลัวคำครหา
