คฤหาสน์ขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางูเาิญญา พื้นที่โดยรอบถูกปกคลุมด้วยหมอกพลังจาง ๆ ที่ไหลเวียนอย่างสม่ำเสมอเหมือนลมหายใจของโลก
ตัวอาคารสร้างจากหินขาวบริสุทธิ์สลักลวดลายโบราณ ประดับด้วยทองคำและอัญมณีหลากสีที่เปล่งประกายสะท้อนแสงอาทิตย์อย่างงดงาม พลังิญญาในบริเวณนี้หนาแน่นจนแทบมองเห็นเป็คลื่นบาง ๆ ในอากาศ แตกต่างจากเมืองดาบ์ราวกับคนละโลก
เหนือประตูใหญ่มีคำสลักตัวอักษรโบราณขนาดใหญ่
ตระกูลหวัง…
เพียงแค่มองก็รู้ได้ถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและอำนาจที่หยั่งรากลึก
ภายในห้องทำงานของผู้นำตระกูล บรรยากาศเงียบสงบ โต๊ะไม้ดำขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง ทั้งโต๊ะรายล้อมด้วยชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน พร้อมม้วนคัมภีร์และเอกสารจำนวนมหาศาล กลิ่นหมึกและไม้เก่าลอยจาง ๆ ในอากาศ
ชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะ ผมยาวสีดำสนิทตกลงมาถึงกลางหลัง ใบหน้าคมเข้มสวมชุดสีดำเรียบหรู เขากำลังเขียนเอกสารอย่างใจเย็น เบื้องหน้ามีกองคำร้องและรายงานจากกองกำลังต่าง ๆ วางซ้อนกันเป็ตั้งสูง
ทันใดนั้น อากาศด้านหน้าก็บิดเบี้ยวเล็กน้อย ก่อนร่างชายชุดขาวสวมหน้ากากนกจะปรากฏออกมาจากความว่างเปล่า เขาคุกเข่าลงทันทีโดยไม่ลังเล
“ท่านผู้นำตระกูลขอรับ…”
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวโดยไม่เงยหน้า
“เฮ้อ… หวังเถิงอีกแล้วใช่ไหม”
ปลายพู่กันหยุดชั่วครู่ก่อนจะวางมันลงช้าอย่างเหนื่อยหน่าย
“ไอ้บ้านั่นมันคิดว่ามาจากสาขาหลักแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอไงกัน ทั้ง ๆ ที่รายชื่ออัจฉริยะสิบอันดับแรกของตระกูลหลักยังไม่มีชื่อมันด้วยซ้ำ”
น้ำเสียงไม่ได้ดัง แต่เต็มไปด้วยความรำคาญที่ไม่ปกปิดใดๆ
“พ่อของมันส่งมันลงมาที่โลกแห่งนี้ ข้ายังสงสัยอยู่เลยว่าให้มันมาหาฝึกฝนหรือมาสร้างปัญหา วัน ๆ เอาแต่ไปแย่งผู้หญิงจากกองกำลังโน้นกองกำลังนี้ แล้วคนที่ต้องตามเก็บกวาดคือข้าทุกครั้งไป ข้าละอยากรู้จริงๆ ถ้าไอ้เวรนั้นไม่ได้เกิดในตระกูลหวังแล้วชีวิตมันจะเป็อย่างไง”
เขาหัวเราะเบา ๆ อย่างเบื่อหน่อย
“เ้ารู้ไหมว่าข้าต้องเสียทรัพยากรไปเท่าไรกับงานหมั้นโง่ ๆ นั่น แล้วยังเื่ที่มันไปพูดจาลวนลามกับหญิงสาวของตระกูลกู่จนตอนนี้ก็ยังคุยกันไม่ลงตัวเลย”
ทันใดนั้น ชายชุดขาวก็ปลดปล่อยออร่าออกมาอย่างไม่ตั้งใจ แรงกดดันระดับกึ่งจักรพรรดิขั้นที่เก้ากระจายไปทั่วห้อง
“ท่านผู้นำตระกูล ได้โปรดระวังคำพูด…”
เสียงนั้นยังไม่ทันจบ ร่างของชายชุดขาวก็ชะงัก
ตูมมมมม!!
แรงกดดันที่มองไม่เห็นพุ่งผ่านไปในเสี้ยววินาที หัวของชายชุดขาวะเิออกพร้อมร่างของเขาที่ทรุดตัวลงทันที เืสีแดงสดแตกกระจายไปทั่วห้อง โดยไม่โดนเอกสารบนโต๊ะแม้แต่น้อยเนื่องจากชายชุดดำใช้ม่านพลังป้องกันไว้
ิญญาของชายชุดขาวยังคงอยู่ ทว่าในตอนนี้มันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างชัดเจน
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมเ็าราวกับน้ำแข็งหมื่นปี
“เ้าต่างหากที่ควรระวังปาก…”
น้ำเสียงเรียบๆ แต่มันกลับกดดันจนเหมือนโลกทั้งใบกำลังทับอยู่บนร่างกาย
“พูดในสิ่งที่เ้าควรพูดเท่านั้น… คราวหน้ามันอาจไม่จบแค่หัวของเ้า”
ิญญาของชายชุดขาวสั่นเล็กน้อยก่อนพูดเสียงแ่เบา
“ขอบคุณท่านเ้าตระกูลที่ไว้ชีวิต…”
ในวินาทีต่อมา ิญญานั้นถูกดึงออกจากร่างเข้ามาอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มทันที ก่อนที่มันจะถูกค้นหาความทรงจำอย่างโเี้ ความทรงจำมากมายไหลผ่านสายตาของชายหนุ่มชุดดำอย่างรวดเร็ว เสียงร้องแห่งความเ็ปดังขึ้น ก่อนทุกอย่างจะหยุดลง
“อ๊าาาา”
เมื่อได้รับรู้สิ่งที่ชายชุดขาวจะรายงานแล้วชายหนุ่มชุดดำก็สะบัดมือเบา ๆ เหมือนโยนของไร้ค่าออกไป
ิญญาดวงนั้นตั้งสติก่อนจะไหลกลับเข้าร่างกายของเขาทันทีพร้อมส่งเสียงออกมาเบาๆ
“ขอบคุณท่านเ้าตระกูลที่ไว้ชีวิต…”
ชายหนุ่มชุดดำไม่สนใจ เขาเพียงบิดคอไปมาเล็กน้อยพร้อมนึกถึงเื่ราวบางอย่างก่อนที่จะพูดขึ้น
“ถึงหวังเฉียงจะเป็ลูกชายของข้า แต่เขาก็ถูกไล่ออกจากตระกูลไปแล้ว ชีวิตของเขาไม่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลหวังอีกต่อไป”
ชายหนุ่มเอนหลังพิงเก้าอี้เล็กน้อย
“ส่วนเื่งานหมั้นระหว่างกัวหนิงกับหวังเฉียงก็ปล่อยมันไปเถอะ ยังไงไอ้แก่นั้นคงอยากยกเลิกจนตัวสั่นอยู่แล้ว”
เมื่อพูดจบ มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยอย่างเ้าเล่ห์
“แต่ราคาของมัน… ก็คงไม่ถูกนัก…”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นอย่างอารมณ์ดี
จากนั้นเขาตบมือเบา ๆ หนึ่งครั้ง
“มาเก็บขยะชิ้นนี้ แล้วทำความสะอาดห้องให้ข้าด้วย”
ประตูด้านข้างเปิดออกอย่างเงียบงัน ร่างผู้รับใช้ปรากฏขึ้นโดยไม่กล้าส่งเสียง พวกเขาเอาร่างไร้หัวของชายชุดขาวออกไปพร้อมทำความสะอาดเช็ดคราบเืตามมุมต่างๆ บรรยากาศภายในห้องกลับคืนสู่ความสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ชายหนุ่มหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะก้มลงเขียนเอกสารต่ออย่างใจเย็น ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่เป็เพียงเื่เล็กน้อยที่ไม่ควรค่าแก่ความสนใจ
….
….
….
ภายในมิติที่เงียบงัน เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง โคลนน้ำที่ถูกส่งออกไปก่อนหน้านี้ค่อย ๆ กลับคืนมาทีละส่วน ร่างโปร่งใสเ่าั้รวมตัวกันอย่างเป็ระเบียบ พร้อมกับแหวนมิติและภาชนะเก็บพลังจำนวนมากที่บรรจุทรัพยากรในการบ่มเพาะซึ่งรวบรวมมาระหว่างภารกิจที่จางเหวินมอบหมายให้พวกมันทำ
กลิ่นอายพลังิญญาเข้มข้นแผ่กระจายออกมาอย่างแ่เบา เหมือนคลังสมบัติขนาดย่อมกำลังถูกเปิดออกตรงหน้า หินิญญา เม็ดยา สมุนไพร และสมบัติล้ำค่าหลากชนิดถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็ระเบียบภายในพื้นที่มิติย่อย
จางเหวินมองทรัพยากรทั้งหมดพร้อมคำนวณมูลค่าอย่างรวดเร็ว ถึงทรัพยากรที่พึงจะได้มามันอาจจะไม่ได้มีคุณภาพหรือจำนวนมากเท่ากับทรัพยากรที่ได้จากสำนักภูผากระบี่แต่เมื่อรวมเข้ากับของที่ได้จากนิกายภูผากระบี่ ก็ทำให้ความมั่งคั่งของเขาเพิ่มขึ้นราวกับข้ามคืนเดียว
แม้จะยังไม่ได้ตรวจนับอย่างละเอียด แต่เพียงแค่กวาดสายตาผ่านก็พอจะรู้ว่ามูลค่ามหาศาลเพียงใด
เขาเก็บทั้งหมดเข้าสู่พื้นที่เก็บสมบัติอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะค่อยๆ ไปตรวจนับพร้อมกับทรัพยากรที่ได้จากเมืองดาบ์ในคราวเดียว
เมื่อโคลนทั้งหมดกลับมาครบสมบูรณ์ ร่างของเขาก็สลายหายไปจากมิตินั้นในทันที เหมือนหยดน้ำที่หายไปในอากาศโดยไม่ทิ้งร่องรอย
….
….
ภายในม่านฝนแห่งเดิม เสียงหยดน้ำยังคงตกลงมาอย่างสม่ำเสมอ แต่บรรยากาศกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พลังของกฎใหม่สองสายกำลังไหลเวียนอยู่ในอากาศเหมือนเส้นใยที่มองไม่เห็น
หลงหยานเทียนยืนอยู่กลางสายฝน รอบตัวเขาเต็มไปด้วยแรงกดดันที่หนักแน่นเหมือนูเา พลังของกฎแห่งอำนาจก่อตัวขึ้นรอบกาย ทำให้อากาศรอบตัวเหมือนถูกบังคับให้ยอมจำนน
ในอีกด้านหนึ่ง หลินไท่จี๋ลอยตัวเหนือพื้นเล็กน้อย ดวงตาปิดสนิท ออร่าของนางสงบนิ่งแต่ลึกซึ้ง กฎแห่งเหตุและผลไหลเวียนรอบกายเหมือนกระแสน้ำที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกการหายใจของนางทำให้พลังโดยรอบสั่นไหวอย่างแ่เบา
ทั้งสองกำลังรวบรวมรากฐานของตนให้มั่นคง หลังจากที่พึ่งกลายเป็จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่
หลังจากนั้นไม่นาน อากาศด้านหน้าก็สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนร่างของจางเหวินจะปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน
เมื่อหลินไท่จี๋และหลงหยานเทียนััได้ถึงการปรากฏตัวของจางเหวิน ทั้งสองที่ทำการรวบรวมพลังเสร็จแล้วก็จะค่อย ๆ ลอยไปหาจางเหวินทันที
ทั้งสองยกมือขึ้นคำนับเล็กน้อย
หลงหยานเทียนมองจางเหวินด้วยสายตาแห่งความเคารพปนความสงสัย แม้จะไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร แต่สมบัติและพลังที่จางเหวินเคยนำออกมาก่อนหน้านั้น ไม่ใช่สิ่งที่แม้แต่ตระกูลัของเขาจะมี ถึงมีมันก็ไม่อาจใช้งานได้อย่างอิสระ
ด้วยพลังที่จางเหวินแสดงออกมาก่อนหน้ารวมถึงสมบัติชิ้นนี้ มันไม่มีเหตุผลข้อไหนเลยที่จะทำให้เขาไม่เคารพต่อจางเหวิน
ส่วนหลินไท่จี๋นั้น นางเคารพผู้แข็งแกร่งโดยสัญชาตญาณ เมื่อนางก้าวมาถึงระดับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แล้วนางก็ััได้ถึงพลังของจางเหวินซึ่งมันมากเกินพอหรือมากเกินไปด้วยซ้ำทำให้นางรู้สึกเคารพเขาโดยสัญชาตญาณ
ในดวงตาของนางนั้นมีความสงสัยบางอย่างที่ไม่เคยเลือนหายไปไหน ก่อนที่เสียงของนางจะดังขึ้น
“เอาจริง ๆ แล้วเ้ากับข้า… เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือไม่”
จางเหวินมองทั้งสองคนอย่างพิจารณา สายตากวาดผ่านค่าความชื่นชอบที่ปรากฏขึ้นในมุมมองของเขา หลินไท่จี๋อยู่ที่เก้าสิบห้า ส่วนหลงหยานเทียนแตะเก้าสิบเก้า
เขาหยุดคิดเล็กน้อยก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ข้าเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน…”
จากนั้นเขาพูดต่ออย่างไม่เร่งรีบ
“เื่นั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้เราไปหาที่คุยกันต่อดีกว่า”
เมื่อสิ้นเสียง ฟองน้ำสีใสขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน ครอบร่างทั้งสามเอาไว้ ทันใดนั้น ฟองน้ำใสนั้นก็หายวับไปพร้อมกับร่างของทั้งสาม เหลือเพียงสายฝนที่ยังคงตกลงมาอย่างสม่ำเสมอเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
