สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือสังเวียน เสาหินเขี้ยวหนุมานเป็เพียงส่วนหนึ่งของการทดสอบเท่านั้น
ผู้ที่สอบผ่านเสาหินเขี้ยวหนุมานด่านทดสอบแรกได้แล้วจักต้องขึ้นสังเวียนเพื่อ่ชิงร้อยอันดับแรก ศิษย์ที่ติดอันดับมิใช่แค่จะได้เลื่อนขั้นเป็ศิษย์นอกสำนัก แต่ยังได้รับรางวัลจากสำนักอีกด้วย
“ครืนน!” หวังจ้งจิ่งโบกมือ เรือเหล็กทมิฬยาวหลายสิบจั้งพลันลอยลงมาจากท้องฟ้า
“เรือบินบนอากาศได้ด้วยรึ?” ศิษย์สามัญที่เดินตามหลังหวังจ้งจิ่งส่งเสียงเซ็งแซ่
เรือเหล็กทมิฬลำนี้มีขนาดเพียงสิบกว่าจั้ง แตกต่างกับเรือั์หลายร้อยจั้งที่จูชิงเคยเห็นก่อนหน้านี้ราวฟ้ากับเหว
“มันเรียกว่าเรือเหินเวหา เป็สมบัติล้ำค่าที่สำนักนำมาใช้เพื่อการทดสอบครั้งนี้โดยเฉพาะ ถ้าเป็การทดสอบทั่วไป ทั้งชีวิตนี้พวกเ้าไม่มีทางได้นั่งเรือเหินเวหา” หวังจ้งจิ่งกล่าว
เรือเหินเวหานับว่าเป็สมบัติล้ำค่าของสำนัก กระทั่งพวกเขาซึ่งเป็ศิษย์ในสำนักก็ยังไม่มีเงินพอที่จะสามารถซื้อเรือเหินเวหาได้
ขุนเขากระบี่เทียนหยวนรู้สึกว่าด้วยจำนวนของศิษย์สามัญในเพลานี้ ถ้าไม่มีตัวช่วยอย่างเรือเหินเวหา ไม่ใช่เื่ง่ายเลยที่จะเคลื่อนย้ายศิษย์ทั้งหมดขึ้นไปบนยอดลองกระบี่ ดังนั้นพวกเขาจึงเตรียมเรือเหินเวหาเอาไว้ให้ศิษย์ในสำนักใช้เป็พาหนะสำหรับเดินทาง
หนึ่งร้อยแปดประตูนั่นหมายถึงเรือเหินเวหาหนึ่งร้อยแปดลำ เกรงว่าคงมีเพียงขุนเขากระบี่เทียนหยวนเท่านั้นที่มีทรัพย์สินมากมายเฉกเช่นนี้
เรือเหินเวหาทั่วทั้งลำล้วนสลักด้วยอักขระิญญา อักขระิญญาเ่าั้ผสานรวมกันเป็ค่ายกลอักขระิญญา สามารถเปิดใช้งานได้จากการผสานใส่ลมปราณลงไป ซึ่งใช้เพียงเล็กน้อยก็สามารถขับเคลื่อนเรือเหินเวหาได้แล้ว
“ดูนั่นสิ นั่นสัตว์อสูริญญา!” หลีเที่ยตั้นะโเสียงดัง ชี้นิ้วไปที่กริฟฟอน
กริฟฟอนตัวนั้นเหลือบตามองพวกหลีเที่ยตั้น มุมปากเหยียดยิ้มไม่แยแส มิได้เห็นพวกศิษย์สามัญอยู่ในสายตา
“มีศิษย์พี่หลายคนเลี้ยงสัตว์อสูริญญา ส่วนใหญ่สัตว์อสูรที่ถูกสยบนั้นค่อนข้างสงบเสงี่ยม ตราบใดที่ไม่ไปยั่วยุพวกมันก็ไม่เป็อันตราย” หวังจ้งจิ่งอธิบาย
พวกหลีโก่วตั้นตะลึงลาน ขอบเขตที่ศิษย์สามัญออกมาได้ไกลที่สุดก็คือครึ่งเขา พอได้เห็นปักษา์บินไปบินมาบนท้องฟ้าจึงสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับพวกเขาเป็อย่างมาก
“ใหญ่มาก ขุนเขากระบี่เทียนหยวนกว้างใหญ่ขนาดไหนกันแน่?” ครั้นเห็นเทือกเขายาวสุดลูกหูลูกตาสลับกับวิหารใหญ่ ศิษย์สามัญหลายคนเอ่ยปากออกมาอย่างอดมิได้
“ใหญ่เกินกว่าที่พวกเ้าจะสามารถจินตนาการ” หวังจ้งจิ่งยิ้ม
ทันใดนั้น แสงกระบี่สีทองคำพุ่งทะยานเหนือศีรษะของพวกจูชิง ทั้งยังมีคนยืนอยู่บนแสงกระบี่
“วิชาขี่กระบี่เป็วิชาอันเลื่องชื่อของขุนเขากระบี่เทียนหยวน นอกจากนี้ยังเป็หนึ่งในวิชาเพียงไม่กี่วิชาในทวีปเฉียนหยวนที่สามารถเดินเหินบนฟ้าได้โดยมิจำเป็ต้องอยู่ในขั้นเหินนภา” หวังจ้งจิ่งกล่าว
มนุษย์สามารถเดินเหินกลางอากาศ จูชิงเห็นดังนั้นพลันรู้สึกอิจฉายิ่งยวด ถ้าเขาได้เรียนวิชาขี่กระบี่ก็เท่ากับว่าจะไปที่ไหนก็ได้ในโลกน่ะสิ?
“แค่วิชาขี่กระบี่กระจอกๆ เทียบมิได้กับ《กระดูกปีศาจวายุ》เลยแม้แต่น้อย เพียงฝึกฝนสำเร็จขั้นแรกเริ่มก็สามารถสร้างปีกปีศาจวายุ กระพือปีกครั้งเดียวก็ไปได้ไกลหลายสิบลี้แล้ว แข็งแกร่งยิ่งกว่าวิชาขี่กระบี่ไม่รู้กี่เท่า” เฒ่าปีศาจพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“《กระดูกปีศาจวายุ》ต้องฝึกฝนในสถานที่ที่มีปราณวายุหนาแน่นถึงจักเห็นผล กระดูกของข้าในตอนนี้แม้ว่าจะสามารถดูดซับพลังปราณฟ้าดินได้ ทว่าก็มีขีดจำกัด” จูชิงส่ายศีรษะ
“ขุนเขากระบี่เทียนหยวนมีเนตรวายุเทียนกัง เหมาะสมกับ《กระดูกปีศาจวายุ》ยิ่งยวด” เฒ่าปีศาจแสยะยิ้ม
จูชิงกลอกตา “เนตรวายุเทียนกัง คิดจักฆ่าข้างั้นรึ”
สิ่งที่ออกมาจากเนตรวายุเทียนกังก็คือวายุสลาตันเทียนกัง คมกล้าหาใดเทียม มิว่าเป็จอมยุทธ์ขั้นสร้างลมปราณหรือขั้นหลอมลมปราณก็ยังมิกล้าแตะต้องวายุสลาตันเทียนกัง เฒ่าปีศาจที่พูดถึงวายุสลาตันเทียนกังไม่ต่างอะไรกับบอกให้เขาไปฆ่าตัวตาย
“คนธรรมดาทั่วไปมิอาจต่อต้านวายุสลาตันเทียนกัง แต่เ้าฝึกฝน《กระดูกปีศาจวายุ》ถึงแม้วายุสลาตันเทียนกังจักอันตราย ให้ความรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็ แต่ก็เป็แรงขับเคลื่อนอย่างดีที่สามารถทำให้เ้าสำเร็จ《กระดูกปีศาจวายุ》ขั้นแรกเริ่มได้ใน่ระยะเวลาสั้นๆ!” เฒ่าปีศาจพูด
จูชิงปาดเหงื่อที่ไหลจากหน้าผาก เขาไม่อยากััความรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็อีกชั่วชีวิต ไม่รู้ว่าเฒ่าปีศาจคิดอะไรอยู่ถึงได้พูดมันออกมาได้หน้าตาเฉย
“ครืนน!” เรือเหินเวหาลดระดับลง ศิษย์สามัญสามสิบคนรวมไปถึงจูชิงกวาดสายตามองรอบๆ ด้วยความประหลาดใจ
ยอดลองกระบี่เป็หนึ่งในสามสิบหกยอดเขาของขุนเขากระบี่เทียนหยวน มีศิษย์สามัญมากมายรวมตัวกันอยู่ที่นี่!
หวังจ้งจิ่งเห็นศิษย์คุ้นหน้าคุ้นตาหลายคน เขายิ้มเล็กน้อยแล้วเดินไปพูดคุยกับพวกเขา ระหว่างนั้นก็ชี้ไปที่ศิษย์สามัญเป็ระยะๆ ราวกับว่ากำลังพูดถึงพวกเขาอยู่
“จ้งจิ่ง ศิษย์ที่เ้าพามายังใช้ไม่ได้ ร้อยอันดับแรกน่าจักไม่ถึงกระมัง” ชายสะพายกระบี่สองเล่มไว้ที่หลังหัวเราะ
“ข้าไม่ได้คาดหวังอะไรอยู่แล้ว แค่ได้รางวัลนิดๆ หน่อยๆ ก็พอ” หวังจ้งจิ่งยิ้มบางๆ
“นั่นสิ นอกจากสามสิบหกเทพ์แล้ว พวกเราที่อยู่ในเจ็ดสิบสองภูตธรณีคงได้รางวัลติดไม้ติดมือมาบ้าง” ชายผู้นั้นส่ายหัว
“ได้ยินว่าครั้งนี้สำนักนำ《ค่ายกลกระบี่สี่สภาพ》วรยุทธ์ขั้นลึกลับระดับล่างมาเป็ของรางวัลให้กับผู้ที่ได้อันดับที่หนึ่ง!” ศิษย์สำนักในคนหนึ่งกล่าว
“ของรางวัลรอบนี้ดีกว่ารอบที่แล้วอีกรึ!” หวังจ้งจิ่งตะลึงงัน
“ก็ใช่น่ะสิ น่าเสียดายที่พวกเราไม่ได้ดูแลประตูเทพ์ ไม่อย่างนั้นก็คงพอมีโอกาสได้《ค่ายกลกระบี่สี่สภาพ》!” ศิษย์ในสำนักที่สะพายกระบี่คู่พูดด้วยความเสียดาย
ในหนึ่งร้อยแปดประตูของขุนเขากระบี่เทียนหยวน สามสิบหกเทพ์แข็งแกร่งที่สุด รองลงมาก็คือเจ็ดสิบสองภูตธรณี เมื่อปีก่อน การทดสอบศิษย์นอกสำนัก ผู้ที่ติดร้อยอันดับแรกส่วนมากเป็สามสิบหกเทพ์ เจ็ดสิบสองภูตธรณีมีอยู่เพียงน้อยนิด
ระหว่างการทดสอบ สำนักจักมอบหมายภารกิจให้ศิษย์ในสำนักช่วยชี้แนะศิษย์สามัญ ซึ่งศิษย์ในสำนักก็จักได้รับผลประโยชน์ด้วยเช่นกัน
ยิ่งศิษย์สามัญทำคะแนนได้ดีมากเท่าไหร่ ศิษย์ในสำนักก็ยิ่งได้รับรางวัลมากขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าศิษย์สามัญที่พวกเขาดูแลได้อันดับหนึ่งในการทดสอบ พวกเขาก็จะได้วรยุทธ์ลึกลับระดับต่ำ《ค่ายกลกระบี่สี่สภาพ》
สำหรับศิษย์ในสำนัก วรยุทธ์ลึกลับระดับต่ำเป็สิ่งที่ยากจะพานพบ แม้ว่าพวกเขาสามารถใช้ค่าคุณูปการที่ได้รับจากการทำภารกิจมาแลกเปลี่ยนเป็ของล้ำค่า ทว่าวรยุทธ์ลึกลับระดับต่ำนั้นราคาสูงลิบ มีศิษย์แค่ไม่กี่คนที่จะมีค่าคุณูปการถึงขนาดนั้น ลำพังแค่วรยุทธ์ขั้นบุษราระดับกลางก็เต็มกลืนแล้ว
“เขาน่ะหรือ?” ห่างไปไม่ไกลนักมีศิษย์ในสำนักคนหนึ่งแสยะยิ้มมองจูชิง
“ใช่แล้ว ศิษย์พี่ชวีมอบหมายให้พวกเราจัดการมัน ทางที่ดีก็คือแบบนี้!” ศิษย์ในสำนักผู้นั้นใช้นิ้วปาดคอตัวเอง
“เป็ศิษย์สามัญ หากเป็ถึงขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้านับว่าไม่เลว ทว่าก็เป็แค่เจ็ดสิบสองภูตธรณี ถ้าเทียบกับพวกเราสามสิบหกเทพ์แล้ว จัดการได้ง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก” เขายิ้ม
“ดีมาก อย่าทำให้ศิษย์พี่ชวีผิดหวังล่ะ ศิษย์พี่ชวีใกล้จักเป็ศิษย์สืบทอดของผู้าุโสิงอวี๋แล้ว คอยติดตามรับใช้ศิษย์พี่ชวีย่อมส่งผลดีกับเ้าในภายภาคหน้า” ศิษย์ในสำนักโยนโอสถโลหิตบริสุทธิ์ออกไปเม็ดหนึ่ง
“โอสถโลหิตบริสุทธิ์ โอสถโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หก!” ดวงตาของเขาเป็ประกายเสมือนได้รับอัญมณีล้ำค่า จากนั้นก็เก็บมันลงไปในถุงเอกภพ
“ศิษย์พี่ชวีวางใจเถิด ข้าหม่าเทียนเลี่ยงจักทำภารกิจนี้ให้สำเร็จจงได้!” หม่าเทียนเลี่ยงพูด
โอสถโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หกแลกกับชีวิตจอมยุทธ์ขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้าหนึ่งคน ไม่มีอะไรคุ้มค่าไปมากกว่านี้แล้ว
หม่าเทียนเลี่ยงได้ยินมาว่าชวีหลิงเฟิงเป็หนึ่งในศิษย์ไม่กี่คนที่รอดชีวิตออกมาจากเกาะหลัวโหว ทั้งยังมีอนาคตไกล ใกล้เป็ศิษย์สืบทอดของสิงอวี๋ในอีกไม่ช้า
ด้วยพร์ของชวีหลิงเฟิง ไม่ช้าก็เร็วจะต้องเป็ศิษย์สืบทอดอย่างแน่นอน แค่คิดว่าอีกหน่อยตัวเองจะได้เป็ผู้ติดตามของศิษย์สืบทอด หม่าเทียนเลี่ยงก็ใจร้อนเร่าดั่งไฟแล้ว สำหรับศิษย์ในสำนักทั่วไปแล้วนั้น ศิษย์สืบทอดอยู่สูงเกินเอื้อมถึง
“จักต้องแสดงให้ศิษย์พี่ชวีเห็นพลังของข้าก่อนที่เขาจักเป็ศิษย์สืบทอด” หม่าเทียนเลี่ยงครุ่นคิดในใจ
เขามิได้เห็นจูชิงอยู่ในสายตา จอมยุทธ์ขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้า ถ้าตายก็คือตาย ไม่มีใครสนใจใยดี เพราะในทุกๆ ปี มีศิษย์จำนวนไม่น้อยที่โชคร้ายตายบนสังเวียน
“ครืนนน!” ชายชราผมขาวดุจขนกระเรียน ใบหน้าเปล่งปลั่งดุจทารกพุ่งทะยานลงมาจากท้องฟ้า ครั้นฝ่าเท้ากระทบลงบนยอดเขา ยอดลองกระบี่สั่นะเือย่างรุนแรง!
“คารวะท่านผู้าุโลองกระบี่!” เหล่าศิษย์ยอดลองกระบี่น้อมคารวะอย่างนอบน้อม
“เอาล่ะ อย่ามัวรอช้า กฎเดิม หนึ่งพันคนต่อหนึ่งสังเวียน สิบคนสุดท้ายที่อยู่บนสังเวียนถือว่าสอบผ่าน!” ผู้าุโลองกระบี่กล่าว
“ต่อสู้กับคนพันคน มิได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยโชคกับกลยุทธ์ด้วย” หวังจ้งจิ่งพูด
“วันนี้เป็วันที่ครึกครื้นที่สุดในทุกๆ ปีของยอดลองกระบี่” ข่งเต๋อยิ้ม
สังเวียนที่รองรับคนได้หนึ่งพันคน ใช้พื้นที่เกือบหนึ่งในสิบของยอดลองกระบี่ บริเวณรอบๆ สังเวียนมีเสาหินสลักอักขระิญญาอยู่หลายร้อยต้น เมื่อแสงบนเสาหินส่องสว่าง บรรยากาศอันหนาวเหน็บพลันแผดคลุมสังเวียนจนทั่ว
