วันอภิเษกสมรสระหว่างรัชทายาทกับอิ้งเยว่ใกล้จะมาถึงในไม่ช้า เฉียวเยว่เตรียมตัวแต่เช้า นางนิ่วหน้าเอ่ยถามขึ้นว่า "อวิ๋นเอ๋อร์ ช่วยข้าคิดทีว่ายังขาดเหลือสิ่งใดอีกบ้าง อย่าให้ออกไปแล้วอันนี้ก็หาไม่เจอ อันนั้นก็หาไม่พบเล่า"
เฉียวเยว่บ่นพึมพำ
อวิ๋นเอ๋อร์อมยิ้มเล็กน้อย "คุณหนูอย่ากังวลไปเลย ข้ากับเสี่ยวชุ่ยตรวจสอบสองรอบแล้ว ไม่มีปัญหาเ้าค่ะ แต่คุณหนู ท่านถามซ้ำเช่นนี้มาสองคราแล้วนะเ้าคะ"
พวงแก้มชมพูของเฉียวเยว่กลาดเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม นิ้วมือเรียวดุจหยกสะกิดอวิ๋นเอ๋อร์ แล้วกล่าวว่า "ข้ากลัวว่าถึงเวลาแล้วจะหาของไม่เจอ อย่างไรเสียก็อยู่บนเขา ทั้งยังเป็สถานที่บริสุทธิ์สงบ แม้ว่าจะมีเงินก็หาซื้อไม่ได้ พวกเราอาจต้องใช้เวลาทั้งวันเพื่อหาซื้อของแบบเดียวกันโดยเฉพาะ เชื่อว่าพี่สาวคงจะไม่เห็นด้วยเป็แน่"
อวิ๋นเอ๋อร์ "คุณหนูวางใจเถิดเ้าค่ะ"
"จะออกเดินทางแล้ว พวกเ้ายังพิรี้พิไรอันใดอยู่อีกเล่า?" ไท่ไท่สามเดินเข้ามาในห้อง "เฉียวเยว่สวมเสื้อคลุมกันลมด้วย แม้ว่าตอนนี้จะเป็ฤดูวสันต์ แต่ถึงอย่างไรอากาศก็ยังหนาวเย็น"
เฉียวเยว่พยักหน้า "ข้าทราบแล้วเ้าค่ะ"
นางยิ้มหวาน ผูกเสื้อคลุมกันลมสีแดงของตนเองเรียบร้อย "หากท่านแม่คิดถึงพวกเรา ก็คิดรายการอาหารเอาไว้ รอพวกเรากลับมาแล้วค่อยทำให้พวกเรากิน"
ไท่ไท่สามรู้สึกอับจนวาจา "เ้าเด็กคนนี้ พูดเหลวไหลอีกแล้ว นี่ยังไม่ทันออกเดินทางก็นึกแล้วว่ากลับมาจะกินอะไร มีแต่เ้ากระมังที่ทำได้"
หลังจากนั้นก็กำชับกับสาวใช้ทั้งสอง "พวกเ้าไปกับคุณหนูเจ็ด อย่าให้นางก่อเื่ยุ่งเป็อันขาด ตะกละแค่ไหนก็ต้องอดทน อย่าให้นางกินเนื้อสัตว์ในสถานที่อันบริสุทธิ์สงบเป็อันขาด เลี่ยงมิให้ตกเป็ที่ครหานินทา เข้าใจหรือไม่?"
สาวใช้ทั้งสองยอบกายอย่างพร้อมเพรียงพร้อมกับตอบรับ
เฉียวเยว่กระทืบเท้าอย่างขัดใจ "ท่านแม่คิดกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าไม่มีทางทำเื่นี้เป็อันขาด ถึงข้าจะซุกซนไปบ้าง แต่ใช่ว่าจะไม่รู้เื่อันใดเลย บัดนี้ข้าเติบโตเป็แม่นางอายุสิบสองปีแล้วนะเ้าคะ"
"เ้าไม่จำเป็ต้องย้ำว่าตนเองอายุสิบสอง ต่อให้ยี่สิบสอง ข้าก็รู้ว่าเ้ามีอุปนิสัยเช่นไร" ไท่ไท่สามตอบ
เฉียวเยว่ "..."
ไอ้หยา สมกับเป็มารดาของข้าจริงๆ
คณะคนพากันขึ้นรถม้า ครานี้ซูซานหลางไปส่งพวกนางด้วยตนเอง เฉียวเยว่จับมืออิ้งเยว่ด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
จวนซู่เฉิงโหวอยู่ห่างจากวัดหานซานใช้เวลาเดินทางหนึ่งวัน ด้วยเกรงว่าจะเกิดปัญหา จวนซู่เฉิงโหวจึงส่งผู้ติดตามไปสามสิบคน และยี่สิบคนในจำนวนนั้นล้วนเป็ผู้คุ้มกันซึ่งรับหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยให้กับคุณหนูทั้งสองขณะพำนักอยู่ที่วัดหานซาน
อิ้งเยว่มองสิ่งของบนรถ ก็ถอนหายใจ "เ้าเอาของมาเพียงแค่นี้ ดูไม่ใช่วิสัยของเ้าแม้แต่น้อย"
ในห้องหนังสือที่ทุกคนใช้ร่วมกันมีของของเฉียวเยว่มากที่สุด ไม่เพียงแต่ของเยอะ ยังรกรุงรังอีกด้วย
เฉียวเยว่อมยิ้มตอบกลับไปว่า "ข้าพกพู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก มามากหน่อย ได้ยินว่าทิวทัศน์ของวัดหานซานงดงามยิ่ง ข้าไม่คิดจะอ่านตำรา แต่ตั้งใจมาวาดภาพโดยเฉพาะ"
"นับว่าฉลาด ข้าว่าแล้ว เ้าไม่ได้ตั้งใจมาอยู่เป็เพื่อนข้าหรอก แค่อยากไปเที่ยวที่นั่นมากกว่าใช่หรือไม่"
เฉียวเยว่ทำสีหน้าเขินอายประหนึ่งถูกจับได้ "สมกับเป็พี่สาวของข้า ถูกท่านมองออกจนได้" นางเอ่ยเสียงเบา
หลังจากนั้นก็ยกมือปิดหน้าอย่างน่าเอ็นดู อิ้งเยว่เห็นนางทำเช่นนี้ก็หัวเราะตาม แล้วพูดเสียงเบา "ก่อนหน้านี้ข้าเคยมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่เป็ฤดูสารท ใบไม้ร่วงปกคลุมทั่วขุนเขาชวนให้คนรู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวยิ่งนัก"
นางเว้นจังหวะก่อนจะเอ่ยอีกว่า "วสันตฤดูมักทำให้ผู้คนััถึงความมีชีวิตชีวา ต้องดีที่สุดเป็แน่"
เฉียวเยว่ยกมือกุมคาง "ข้ากลับรู้สึกว่า ยอดหญ้าไหวจึงรู้ทางลม ใบไม้ร่วงย่อมจะเป็ความงดงามแห่งสารทฤดู ให้ความรู้สึกแตกต่างกัน"
เฉียวเยว่มักทำให้คนรู้สึกว่านางเป็เด็กน้อยผู้ร่าเริงไร้เดียงสา หาได้เกี่ยวข้องกับอายุ แต่เป็อุปนิสัย เมื่อนางเอ่ยถ้อยคำที่สะท้อนถึงความรู้สึกอันละเอียดอ่อนเช่นนี้กลับทำให้อิ้งเยว่รู้สึกงุนงงอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็หัวเราะออกมา "เ้าพูดมีเหตุผลอยู่บ้างจริงๆ”
แม้จะเหนื่อยล้ากับการเดินทางตลอดทั้งวัน ทว่าสองพี่น้องก็คุยเล่นหัวเราะกันจนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วั้แ่เช้าจรดค่ำ
พูดตามตรงปรกติแล้วพวกนางแทบจะไม่เคยคุยกันตลอดทั้งวันเช่นนี้มาก่อน ยิ่งอิ้งเยว่อายุมากขึ้นก็ยิ่งชอบความสงบ มักขลุกอยู่กับการอ่านตำราทั้งวัน ต่างกับเมื่อครั้งยังเด็กโดยสิ้นเชิง
ส่วนเฉียวเยว่กลับไม่ใช่ นางสดใสร่าเริงั้แ่เล็กจนโต คนหนึ่งสุขุมสงบนิ่ง อีกคนยุกยิกไม่อยู่สุข โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็เฉียวเยว่ที่พูดพล่ามตลอดเวลา ส่วนอิ้งเยว่ก็อ่านตำรา
แต่ครานี้กลับไม่เป็เช่นนั้น สองพี่น้องกลับสนทนากันอย่างสุขสันต์หรรษา
"ถึงวัดหานซานแล้ว" ซูซานหลางบอก
เฉียวเยว่เลิกม่านขึ้น "โอ้์..."
นางมองขั้นบันไดสุดลูกหูลูกตา พลันรู้สึกว่าจบเห่แล้ว
ซูซานหลางอมยิ้ม "นี่แค่ให้เ้ามองจากตรงนี้เท่านั้น พวกเราจะอ้อมไปด้านหลัง แม้ว่าตรงนั้นจะไกลกว่าสักหน่อย แต่สามารถนั่งรถม้าขึ้นไปได้ หากเริ่มจากตรงนี้ก็ต้องเดินขึ้นบันไดทีละขั้นจริงๆ ข้าว่าหากให้พวกเ้าเดินขึ้นไป เกรงว่าพรุ่งนี้ก็คงยังไม่ถึง"
ซูซานหลางหยอกบุตรสาวทั้งสอง ไม่ใช่เป็การดูแคลนพวกนาง แต่บันไดของที่นี่มีทั้งหมดเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้น บุตรสาวของเขาได้รับการเลี้ยงดูอยู่แต่ในเหย้าเรือน ไม่ค่อยได้ฝึกฝนร่างกาย ย่อมไม่ไหวเป็ธรรมดา
ประกอบกับยามนี้แล้ว หากรอให้พวกนางปีนขึ้นไป ก็คงจะเลยเวลามื้อเย็น
แม้ว่าจะเป็เพียงการมาพักค้างคืน่สั้นๆ แต่ทางที่ดีควรทำตามเวลาของชาวบ้านจะเหมาะสมกว่า
เฉียวเยว่ลงจากรถม้า มองดูขั้นบันได แล้วเอ่ยอย่างจริงจัง "ข้าใแทบตาย หากให้ปีนขึ้นไปยามนี้ ข้าคงไม่ไหวแน่นอน แต่วันนี้เวลาไม่เหมาะ วันหน้าค่อยมาลองปีนดูใหม่แล้วกัน"
การมาไหว้พระปรกติแล้วเป็่เช้า ยามนี้ไร้ผู้คนแล้ว พวกเขาสามคนมองไปรอบด้าน ไม่ช้าก็ขึ้นรถม้าแล้วเดินทางขึ้นเขาต่อ
จนกระทั่งเข้าสู่เขตวัดท้องฟ้าก็มืดแล้ว ทั้งสามเข้าไปกราบคารวะเ้าอาวาส และเข้าไปยังที่พักซึ่งจัดไว้ในสวนด้านหลัง
ที่นี่แบ่งเป็เรือนชั้นในและเรือนชั้นนอก ชั้นนอกเป็ที่พักของผู้คุ้มกัน ขณะที่ชั้นในมีเฉพาะสองพี่น้องสกุลซูกับเหล่าสาวใช้
ที่พักปัดกวาดสะอาดสะอ้าน แต่ถึงกระนั้นก็ยังดูจืดชืดน่าเบื่อ แต่่ที่สองพี่น้องออกไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์ สถานที่ที่เคยพักบางแห่งสู้ที่นี่ไม่ได้ก็มี ดังนั้นจึงไม่เรียกร้องอะไรมากเกินไป
เฉียวเยว่ถอนหายใจ "พี่สาว แม้ว่าที่นี่จะดูสะอาดมาก แต่หากพี่จ้านมาเขาต้องรังเกียจแน่นอน"
อิ้งเยว่ทอยิ้มอ่อนๆ "บุตรที่์โปรดปรานเช่นท่านอ๋องอวี้ย่อมแตกต่างจากพวกเรา เ้าไม่ต้องมาอยู่เป็เพื่อนข้าหรอก กลับไปจัดข้าวของของตนเองเถิด หลังจากนั้นพวกเราค่อยไปกินอาหารเย็นด้วยกัน"
เฉียวเยว่รับคำอย่างเชื่อฟัง เมื่อกลับไปถึงห้อง สาวใช้ทั้งสองก็เก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ของที่นางพกติดตัวมามีไม่มากนัก
จะว่าไปที่พักในสวนด้านหลังของวัดหานซานก็เหมาะสมสำหรับคุณหนูจากตระกูลใหญ่เข้ามาสวดมนต์ขอพรมากจริงๆ การตกแต่งของที่นี่ดูสง่างามเป็ระเบียบเรียบร้อย
นอกจากลานสวนก็เป็ห้องชั้นนอกเชื่อมติดกับห้องชั้นใน แม้แต่ห้องปฏิบัติธรรมก็เป็รูปแบบเดียวกัน
สาวใช้สามารถพักอยู่ห้องชั้นนอก คุณหนูพักห้องชั้นใน ทั้งปลอดภัยและสะดวกสบาย
เฉียวเยว่มองไปรอบๆ ก่อนเอ่ยว่า "ไม่เลวเลยนะ"
อวิ๋นเอ๋อร์ "นั่นสิเ้าคะ คุณหนูไปรับประทานอาหารเย็นเถิดเ้าค่ะ ที่นี่มีแต่อาหารเจ ท่านอาจไม่คุ้นชินอยู่บ้าง แต่ข้าเอาบ๊วยดองมาเผื่อด้วย หากท่านไม่ชินกับอาหารก็เอามากินเล่นเป็ของว่างได้"
อวิ๋นเอ๋อร์เอาใจใส่อย่างดีเสมอมา เฉียวเยว่อมยิ้ม "ไม่เป็ไร"
แม้ว่าทุกคนจะรู้สึกว่าเฉียวเยว่อาจไม่คุ้นชิน แต่ความจริงกลับอยู่นอกเหนือจากความคาดหมายของพวกเขา เฉียวเยว่ไม่เพียงแต่จะไม่มีปัญหา กลับยังชอบอาหารเจมากอีกด้วย
แต่หากไม่ให้กินเนื้อตลอดไป นางย่อมจะไม่คุ้นชินแน่นอน ถ้าเพียงชั่วครั้งชั่วคราวก็นับว่าเป็การเปลี่ยนรสชาติอาหาร ย่อมจะไม่เลว
เฉียวเยว่รู้สึกว่าตนเองไม่ใช่คนที่ติดรสชาติอาหาร เพียงแต่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต ต้องกินปลากินเนื้อให้มากหน่อย แต่เปลี่ยนมากินอาหารเรียบง่ายเช่นนี้บ้างก็ดีเหมือนกัน
วันรุ่งขึ้น ซูซานหลางก็กลับไปแต่เช้า
หลังจากคนไปแล้ว อิ้งเยว่ก็เอ่ยว่า "ข้าจะไปสวดมนต์ที่พระอุโบสถ เ้าก็เดินเล่นรอบๆ แถวนี้แล้วกัน" แต่ยังมิวายกำชับ "อย่าก่อเื่ยุ่ง ต้องระมัดระวังความปลอดภัยไว้ก่อน จะไปไหนก็พาคนไปด้วย เข้าใจหรือไม่"
เฉียวเยว่พยักหน้า "พี่สาวไม่ต้องเป็ห่วง ข้าคงไม่ถึงกับทำตนเองหายไปหรอกเ้าค่ะ"
ถูกคนลักพาตัวไปแล้วหนหนึ่ง นางย่อมไม่อยากมีครั้งที่สอง จึงต้องระมัดระวังให้มาก
เฉียวเยว่วางแผนจะไปสำรวจวัดหานซานสักรอบหนึ่ง แม้ว่าจะเคยออกไปอยู่ข้างนอกมานาน แต่ยังไม่เคยมาสถานที่เช่นนี้มาก่อน
วัดหานซานใหญ่โตมาก ่เช้ามีคนมากมายเข้ามาจุดธูปสักการะอยู่นอกพระอุโบสถ
อิ้งเยว่บอกว่าพระอุโบสถแห่งนี้แตกต่างจากพระอุโบสถในเรือนชั้นในอยู่บ้าง
เฉียวเยว่พาอวิ๋นเอ๋อร์กับผู้คุ้มกันสองคนเดินไปชมรอบๆ พบว่าทุกหนแห่งของที่นี่ล้วนสะอาดสะอ้านไม่มีฝุ่นจับ ด้วยเหตุนี้จึงรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาก
บุรุษอาภรณ์สีครามเข้มเดินผ่านระเบียงเข้ามา พอเฉียวเยว่มองเห็นเขาก็ตกตะลึง แล้วร้องทักทันควัน "พี่จ้าน"
"ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร" ท่าทางของนางทั้งตื่นเต้นและประหลาดใจ ใบหน้าอาบไปด้วยรอยยิ้มพร่างพราย "ช่างบังเอิญยิ่งนัก" พูดจบก็กะพริบตาปริบๆ
"ข้ามาสามวันแล้ว" หรงจ้านตอบอย่างตรงไปตรงมา
เฉียวเยว่ไตร่ตรองอย่างละเอียด ดูเหมือนว่านางจะไม่ได้เจอหรงจ้านนานแล้วจริงๆ "เช่นนั้นเหตุใดท่านถึง..."
"ข้าเบื่อชีวิตในเมืองหลวง ก็เลยออกมาผ่อนคลายอารมณ์สักสี่ห้าวัน" หรงจ้านเล่าอย่างเรียบง่าย
เฉียวเยว่ "..."
นางเอียงคอคิดก่อนจะกล่าวว่า "ท่านเอาแต่ใจน่าดู"
หรงจ้านยกยิ้มน้อยๆ "ข้าตัวคนเดียว อยากทำอะไรก็ได้มิใช่หรือ"
แม้คำกล่าวนี้จะฟังดูมีอิสระดี แต่เฉียวเยว่กลับรู้สึกถึงความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวอยู่หลายส่วน
นางยกมือขึ้นโบกให้ผู้คุ้มกันกับสาวใช้ออกไปให้ห่างอีกหน่อย แล้วเดินไปนั่งบนม้าหินในสวน "พี่จ้าน มานั่งสิเ้าคะ"
หรงจ้านเม้มปาก เห็นได้ชัดว่าเขารังเกียจความสกปรกของสถานที่แห่งนี้ เฉียวเยว่นึกทอดถอนใจ ไยคนผู้นี้ถึงมีข้อเรียกร้องสูงนัก
"เมื่อท่านไม่อยากนั่งพักผ่อน เช่นนั้นก็ยืนเอาเถอะ แต่พี่จ้าน ข้าคิดว่าท่านควรแต่งภรรยาได้แล้ว"
หรงจ้านเลิกคิ้ว แฝงแววเหยียดหยันอยู่หลายส่วน "เกี่ยวข้องอันใดกับเ้า?"
ดูเอา คนบางคนก็ไม่เป็มิตรเสียอย่างนี้ มักไม่รู้สึกถึงความหวังดีของผู้อื่น
"ข้าหวังดีต่อท่านหรอกนะ" เฉียวเยว่เอ่ยอย่างจริงจัง
แต่กลับยิ่งรู้สึกปลง "ท่านมักอยู่ตัวคนเดียว ดังนั้นถึงรู้สึกอ้างว้างเดียวดาย แต่ถ้าแต่งภรรยาก็อาจจะดีขึ้น เสด็จพี่รัชทายาทอายุน้อยกว่าท่านตั้งสี่ห้าปี ก็กำลังจะอภิเษกสมรสอยู่แล้ว ในฐานะชายโสดสูงวัย ท่านก็ควรใคร่ครวญเื่นี้อย่างจริงจังเสียที"
หรงจ้านสูดหายใจลึก หลังจากนั้นก็นั่งลง ยามนี้ดูเหมือนจะไม่ห่วงเื่ความสะอาดอีกแล้ว เขายิ้มปลอมๆ แล้วเอ่ยว่า "มา พวกเรามาคุยกันเื่นี้ดีกว่า"
เฉียวเยว่พยักหน้า "ได้สิ ได้สิ"
หรงจ้านเห็นนางยังไม่เข้าใจ ก็แค่นเสียงลอดไรฟันทีละคำทีละประโยค "พวกเรามาถกกันหน่อย คำว่าชาย-โสด-สูง-วัย หมายความว่าอย่างไร"
