หลี่อันหรานชะงักไปอึดใจหนึ่งก่อนจะหันไปมองเขา นี่เป็ปัญหาที่นางลืมนึกถึงไปเสียสนิท จะเอาพวกมันไปเลี้ยงที่ทะเลสาบหรือ? แต่ตอนนี้นางยังไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกขนาดจะเอาไปเลี้ยงในทะเลสาบได้
บริเวณนี้ไม่มีพื้นที่ที่เหมาะกับการเลี้ยงปลาเช่นกัน จะเลี้ยงในอ่างปลาก็ไม่มีอ่างที่ใหญ่ขนาดนั้นอีก หลี่อันหรานเริ่มรู้สึกทุกข์ใจขึ้นมาแล้ว
ไม่ว่าจะพยายามครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่เจอทางออก นางกับเจียงเฉิงร่วมกันหารือถึงวิธีต่างๆ แต่ก็ไม่เจอวิธีที่เหมาะสม กระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนดึก หลี่อันหรานจึงว่าพลางโบกมือ “เื่นี้ค่อยคิดกันวันหลัง มันไม่ใช่ว่าพวกลูกปลาจะโตในทันทีสักหน่อย พรุ่งนี้ข้าต้องไปทำธุระในตัวเมือง วันนี้ต้องรีบนอน”
เจียงเฉิงได้ยินดังนั้นก็เข้าใจทันที “เช่นนั้นเ้ารีบพักผ่อนเถิด ข้าออกไปละ หาก้าให้ช่วยเหลืออะไรก็บอกมาได้เลย”
หลี่อันหรานมีสีหน้าไม่พอใจนัก นางรู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่เขาปฏิบัติต่อนางด้วยความเกรงใจแบบนี้
แต่หลังจากที่ทะเลาะกันเมื่อคราวก่อน นางก็ได้เข้าใจแล้วว่า ในเมื่อรั้งไว้ไม่ได้ เช่นนั้นเหตุใดต้องฝืนใจกัน
นางพยักหน้ามองเจียงเฉิงเดินออกไป จากนั้นปิดประตูและย่อตัวมองไข่ปลาในกะละมังอีกสักพักก่อนจะล้มตัวนอนบนเตียงอย่างมีความสุข คืนนี้นางหลับสบายมาก หลังจากปล่อยวางความรู้สึกที่มีต่อเจียงเฉิงได้ นางก็หันไปจดจ่อกับการหาเงินอย่างเดียว วันนี้จับปลาตัวนี้ได้และได้ลูกปลาเยอะขนาดนี้ เป็ธรรมดาที่จะรู้สึกสุขใจกว่าเดิม
เช้าวันรุ่งขึ้น นางตื่นมาเก็บข้าวของแล้วเดินทางเข้าตัวเมือง วันนี้คือวันที่นางรับปากเถ้าแก่หวางว่าจะนำน้ำพริกสามโถไปส่ง หลี่อันหรานเขียนอักษรสี่ตัวใหญ่ไว้บนโถน้ำพริกของตัวเองว่า ‘ผลิตภัณฑ์อาหารอวิ๋นเซวียน’
นางเขียนแบบนี้เพื่อทำให้ยี่ห้อของตัวเองเป็ที่รู้จัก เต้าเจี้ยวเผ็ดที่ทำขายเมื่อคราวก่อนเป็เพียงการลองตลาด ผลลัพธ์ออกมาไม่เลว ได้เงินมาซื้อเครื่องเรือนจำนวนหนึ่ง แต่ยังห่างไกลจากระดับที่นางตั้งเป้าไว้อีกไกล
ฐานะทางบ้านยังคงยากจน แต่อย่างน้อยก็ไม่ถึงขั้นอดอยาก รอบนี้นางคิดค้นน้ำพริกออกมาเพิ่มและแปะป้ายว่าผลิตภัณฑ์อาหารอวิ๋นเซวียน ต่อไปคนที่ได้กินน้ำพริกของนางจะได้รู้ว่าน้ำพริกนี้มาจากที่ใด
หากอนาคตมีผลิตภัณฑ์อาหารอย่างอื่นอีกจะได้ใช้ยี่ห้อของตัวเองไปเลย เมื่อวันหน้ายี่ห้อของนางเป็ที่รู้จัก กิจการของนางจะได้ขยายใหญ่ขึ้นและทำให้ความฝันที่นางวาดไว้เป็จริงเสียที
เถ้าแก่หวางที่ภัตตาคารเห็นนางเขียนยี่ห้อแปะไว้ก็ถามอย่างไม่เข้าใจ “นี่มันหมายความว่าอย่างไร?”
นางยิ้มตอบ “นี่คือชื่อร้านของพวกข้า ต่อไปจะเป็ชื่อผลิตภัณฑ์อาหารของพวกข้า โถที่มีคำนี้เขียนไว้คือทรัพย์สินของครอบครัวข้า”
เถ้าแก่หวางคิดว่านางคงแค่ทำเครื่องหมายให้โถน้ำพริกของตัวเองจึงไม่ได้คิดอะไรมากและรับไว้
ไม่ใช่ทุกคนจะยอมรับรสชาติของน้ำพริกได้ พูดให้ถูกคือคนส่วนใหญ่รับรสชาติแบบนี้ไม่ค่อยได้ วันนี้หลี่อันหรานพกเงินมาสองตำลึง นางอยากดูว่าลูกค้าที่ลองชิมน้ำพริกของนางจะมีข้อเสนอแนะหรือไม่ หากมีก็จะได้ให้สิ่งตอบแทน
เถ้าแก่หวางทำงานเต็มที่เช่นกัน เขาบอกข้อเสนอแนะจากคนที่มาชิมให้หลี่อันหรานฟัง ซึ่งนางได้ทำการจดไว้ทั้งหมด
ทว่าส่วนใหญ่เป็คำแนะนำเกี่ยวกับรสชาติ เหมือนว่าพวกเขาจะไม่ชอบรสชาตินี้ กินแล้วรู้สึกไม่ค่อยดี แต่ต้องอย่าลืมว่าเดิมทีน้ำพริกก็เป็อาหารที่ช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร ยิ่งกินมากจะยิ่งติดใจ
ที่มีลูกค้าบางส่วนรับได้แต่ก็มีบางส่วนรับไม่ได้คงเพราะปัญหาด้านรสชาติ จุดนี้เป็กระบวนการที่ต้องค่อยๆ ทำความเคยชิน โชคดีที่หลี่อันหรานมีความอดทนเื่นี้สูงมาก
นางบันทึกข้อเสนอของคนเ่าั้ไว้ทั้งหมด จากนั้นเดินกลับบ้านพร้อมกับครุ่นคิดไปด้วยว่าจะปรับปรุงรสชาติอย่างไรให้ถูกปากคนในท้องที่มากขึ้นและยอมรับได้มากขึ้น
ขณะที่นางกำลังเดินกลับหมู่บ้าน นางบังเอิญเจอ ‘หนิงเชิน’ ที่กำลังขี่ม้าเข้ามายังตัวเมืองพอดี นางมองเห็นเขามาแต่ไกลเพราะเขานั่งอยู่บนหลังม้า เขาขี่ม้ามาทางหลี่อันหรานที่รูปร่างผอมบางและกำลังสะพายห่อผ้าใบเล็ก
“เ้าเข้าเมืองมาหรือ? ไปทำอันใดอีกแล้ว?”
หลี่อันหรานเงยหน้ามองเขา ดวงตานางหรี่เล็กน้อยเพราะแสงแดดแยงตา “เกี่ยวอะไรกับเ้า? ยุ่งอะไรด้วย?” พูดจบแล้วก็หันตัวเดินจากไปทันที
ทว่าหนิงเชินกลับลงจากหลังม้าแล้วกระชากแขนนาง หลี่อันหรานใ นางหันไปต่อยหมัดใส่หน้าเขาทันที “ทำอันใดน่ะ?”
หนิงเชินกุมแก้มที่โดนต่อยของตัวเอง เขาถลึงตาใส่นาง “ข้าเพียงแต่เรียกเ้าไว้ เหตุใดต้องลงมือด้วย หญิงป่าเถื่อน”
หลี่อันหรานแค่นเสียงเย็น “ข้ายังไม่คิดบัญชีเื่เมื่อคราวก่อนกับเ้าด้วยซ้ำ วันนี้ยังจะกล้ามาแตะต้องตัวข้าอีก เชื่อหรือไม่ว่าครั้งนี้ข้าสามารถอัดให้แม้แต่พ่อแม่เ้ายังจำเ้าไม่ได้”
เขาพินิจพิจารณานางแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็มิตรอย่างรุนแรง “ด้วยรูปร่างอย่างเ้าน่ะหรือ หากข้าคิดจะทำอะไรจริงๆ เ้าไม่มีทางขัดขืนได้หรอก”
หลี่อันหรานหรี่ตามองหนิงเชินนิ่งๆ “หากไม่ใช่เพราะเ้า ข้าคงไม่ถูกคนอื่นเข้าใจผิดว่าถูกข่มเหงไปแล้ว หากข้าไม่ได้ไปยุ่งกับเ้า เ้าก็จงอย่ามายุ่งกับข้า มิเช่นนั้นวันใดข้าทนไม่ไหวเปิดโปงเื่นี้ขึ้นมา มันจะไม่ส่งผลดีต่อผู้ใดทั้งสิ้น”
นางรู้ว่าตัวเองสู้หนิงเชินไม่ไหว นอกจากนี้ หากเขาคิดจะทำอะไรนางในที่ห่างไกลลับตาคนเช่นนี้ขึ้นมาจริงๆ นางไม่มีแม้แต่โอกาสจะขัดขืนด้วยซ้ำ เหตุนี้นางจึงเลือกพูดแบบนั้นเพื่อขู่ให้เขากลัว
ครั้งก่อนหนิงเชินพยายามข่มเหงนางแต่ไม่สำเร็จ ซ้ำยังถูกนางทำให้าเ็อีกต่างหาก เขาเคยัักับความบ้าคลั่งของนางมาแล้ว
หากไม่ใช่เพราะใช้มีดกรีดใบหน้านางเป็แผล นางก็คงยังสู้สุดชีวิต
หลี่อันหรานเห็นเขามีสีหน้าหวาดกลัวก็จับห่อผ้าบนหลังตัวเองแล้วสาวเท้ายาวๆ กลับบ้านโดยไม่สนใจเขาอีก
นางเดินไปด้วย คอยหันกลับไปมองหนิงเชินเป็ระยะๆ ไปด้วย นางกลัวเหลือเกินว่าเ้าคนสารเลวนี่จะตามมาอีก กระทั่งเมื่อนางเห็นเขากลับขึ้นหลังม้าและขี่เข้าไปยังตัวเมืองจึงค่อยถอนหายใจโล่งอกในที่สุด
เมื่อกลับถึงบ้าน นางไม่ได้พูดถึงเื่นี้แต่อย่างใด นางคิดเพียงว่าต่อไปต้องระวังตัวมากขึ้นเวลาออกจากบ้าน
ลูกปลาในกะละมังซักผ้าเติบโตเป็ลูกปลาตัวน้อยภายในไม่กี่วัน หลี่อันหรานลงมือทำอาหารปลาให้พวกมันกินด้วยตัวเอง
นางทำการแยกปลาตัวใหญ่กับปลาตัวเล็กออกจากกันเพื่อป้องกันไม่ให้ปลาตัวใหญ่กินปลาตัวเล็ก ความจริงแล้วนางมีความรู้ด้านการเลี้ยงปลาไม่มากนัก แต่นางอยากลองลงมือทำดู
เดิมทีนางตั้งใจจะใช้เงินที่ได้จากการขายน้ำพริกไปซื้อผ้าสักผืนมาตัดเสื้อผ้าให้ตัวเอง ทว่าสุดท้ายก็นำไปลงทุนกับการเลี้ยงปลาจนได้
มีเื่หนึ่งที่นางกังวล นั่นคือเมื่อปลาพวกนี้เติบใหญ่แล้ว นางจะเอาพวกมันไปเลี้ยงที่ใดจึงจะเหมาะสม
