ในชาติภพก่อน... ชูชิงเคยได้ร่ำเรียนวิชาแพทย์แผนจีนอยู่่สั้นๆ แม้จะยังไม่ทันได้ฝึกฝนถึงขั้นตรวจจับชีพจรเพื่อวินิจฉัยโรค แต่ก็ได้รับความรู้เื่การจำแนกสมุนไพรมาพอสมควร ประสบการณ์ครั้งนั้นกลายเป็ขุมทรัพย์ในชาตินี้ ทำให้เธอมองเห็น 'ทองคำ' ที่ซุกซ่อนอยู่ในป่าเขียวชอุ่มของูเาซินซาน ในขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่รู้จักเพียงหญ้าปักกิ่งและสมุนไพรพื้นบ้านไม่กี่ชนิด
"คุณตาคะ ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป หนูจะสอนให้ทุกคนในบ้านเรารู้จักสมุนไพรนะคะ แต่มีข้อแม้อย่างเดียว... ต้องเหยียบเื่นี้ไว้ให้มิด ห้ามหลุดปากบอกใครเด็ดขาด ขืนผู้ใหญ่บ้านรู้ว่าบนเขาซินซานมีสมุนไพรล้ำค่าซ่อนอยู่ เขาต้องหาทางเหมาสัมปทานูเาทั้งลูกไปแน่ ถึงตอนนั้นพวกเราคงอดขุดสมุนไพรมาขายกันพอดี"
ภาพความทรงจำในอดีตฉายชัด... ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเป่ยซินคือจอมหน้าเืที่เห็นแก่เงินเป็ที่ตั้ง ดวงตาของเขาวาวโรจน์เสมอเมื่อเห็นผลประโยชน์ เขาพร้อมจะทำทุกอย่างโดยไม่สนผิดถูก พื้นที่ทำกินกว่าสองในสามของหมู่บ้านเคยถูกเขาแอบปล่อยเช่าให้โรงงาน กอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองโดยอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย
หลี่ต้าเหวินรีบรับคำหนักแน่น "ได้เลย ตาสัญญาว่าจะเก็บเป็ความลับสุดยอด เ้าต้าลี่เองก็ต้องรูดซิปปากให้สนิทด้วยนะ เข้าใจไหม?"
ต้าลี่พยักหน้าหงึกๆ "ครับพ่อ จริงๆ ผมก็พอรู้จักสมุนไพรบางตัวอยู่บ้างเหมือนกัน"
ชูชิงยิ้มกว้าง "เยี่ยมเลยค่ะลุงต้าลี่ เวลาหนูไม่อยู่ ลุงก็ช่วยสอนคนอื่นๆ ในบ้านต่อได้เลยนะคะ"
ต้าลี่ยิ้มเขิน "สบายมากครับ แต่ว่า... ตอนนี้อากาศร้อนจัด ขืนเก็บสมุนไพรสดๆ ไว้ในกระสอบแป้งข้ามคืน มีหวังเน่าหมดแน่ ผมว่าทางที่ดีเรารีบเอากลับไปตากแห้ง หรือไม่ก็เอาไปขายตอนนี้เลยดีกว่าไหมครับ?"
ชูชิงส่ายหน้า "ขายเลยดีกว่าค่ะ ตอนนี้พวกเรายุ่งกันจะแย่ ขืนเอากลับไปตากที่บ้าน ถ้าชาวบ้านมาเห็นกองสมุนไพรเต็มลานบ้าน คงได้แห่กันมาซักไซ้ไม่จบไม่สิ้นแน่ค่ะ"
สองหนุ่มต่างวัยพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งสามคนจึงตัดสินใจแบกสมุนไพรทั้งสี่สิบถุงเล็กๆ ลงจากเขา ระหว่างทางแม้จะพบเจอคนรู้จักบ้าง แต่เมื่อถูกถามว่าแบกอะไรมา พวกเขาก็ตอบไปเรียบๆ ว่า "แค่หญ้าเฉยๆ"
ในยุคสมัยนั้น การเก็บหญ้ามาเลี้ยงสัตว์หรือตากแห้งทำเชื้อเพลิงเป็เื่ปกติ ประกอบกับท่าทางการแบกที่ดูเบาสบายของทั้งสามคน ชาวบ้านจึงเชื่อสนิทใจว่าในกระสอบนั้นคงเป็แค่หญ้าธรรมดาๆ
เมื่อมาถึงตีนเขา หลี่ต้าเหวินอาสาไปยืมเกวียนเทียมม้า ชูชิงรับหน้าที่เฝ้าของ ส่วนต้าลี่ขอตัวกลับขึ้นไปทำไร่ต่อ
เพียงสิบนาที เกวียนเทียมม้าก็มาจอดเทียบ พร้อมผ้าห่มเก่าๆ ผืนหนึ่งสำหรับคลุมปิดบังถุงแป้ง
สี่สิบนาทีต่อมา... เกวียนก็แล่นมาจอดที่ประตูหลังของร้านขายยาประจำอำเภอ ครั้งนี้ชูชิงปล่อยให้เป็หน้าที่ของคุณตาในการเจรจา ด้วยความที่เ้าของร้านเป็คนซื่อสัตย์ การซื้อขายจึงจบลงอย่างรวดเร็วและยุติธรรม
สมุนไพรสี่สิบถุง เปลี่ยนเป็เงินสดได้ถึงแปดหยวน
ทันทีที่เดินออกมา หลี่ต้าเหวินก็ยัดเงินใส่มือหลานสาว "ชิงชิง... รับไปสิลูก เงินก้อนนี้หนูหามาได้ เก็บไว้เถอะ"
ชูชิงรีบดันมือตากลับ "ไม่เอาหรอกค่ะคุณตา... เ้าตัวเล็กอาเฉียนก็อยู่รบกวนคุณตาทุกวัน ไหนจะค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเสื้อผ้า หนูว่าคุณตาเก็บเงินนี้ไว้ใช้จ่ายในบ้านเถอะนะคะ"
ชายชราส่ายหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง "ไม่ได้ กว่าหนูจะขุดสมุนไพรพวกนี้มาได้ เหนื่อยแทบแย่ เงินแค่แปดหยวน ตาจะรับไว้ได้ยังไง ตากับยายยังมีเงินเก็บพอใช้จ่ายอยู่ เก็บเงินนี้ไว้เถอะ เผื่อวันหน้าต้องใช้เรียนหนังสือ ซื้อสมุดดินสอ ตั้งใจเรียนให้เก่ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ ถึงตอนนั้นค่อยกลับมาตอบแทนตาก็ยังไม่สาย... รับไปเถอะลูก"
คำพูดที่เปี่ยมด้วยความเมตตาทำเอาน้ำตาของชูชิงไหลพราก ภาพอดีตหวนกลับมา... ชาติที่แล้วแม่เลี้ยงใจร้ายอย่างจางชุนฮวากีดกันไม่ให้เธอเรียนหนังสือ เป็สองตายายนี่แหละที่เจียดเงินเก็บก้อนสุดท้ายส่งเสียเธอจนสอบติดมหาวิทยาลัย แต่อนิจจา... ท่านทั้งสองตรอมใจจากการจากไปของแม่เธอ จนด่วนจากโลกนี้ไปก่อนที่เธอจะทันได้สวมชุดครุยรับปริญญา
ชาตินี้... เธอสาบานว่าจะต้องหาเงินมารักษาพ่อกับแม่ให้หายดี ให้ตายายได้อยู่เป็ร่มโพธิ์ร่มไทร เห็นความสำเร็จของหลาน และใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข
เห็นหลานสาวร้องไห้โฮ หลี่ต้าเหวินก็ทำตัวไม่ถูก "อ้าว... ชิงชิง ร้องไห้ทำไมลูก? ตาพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า? อย่าร้องนะลูก ตาปากไม่ค่อยดี ถ้าพูดอะไรไม่เข้าหู บอกตาได้เลยนะ..."
ชูชิงหัวเราะทั้งน้ำตา สวมกอดคุณตาแน่น "เปล่าค่ะ... หนูแค่ซึ้งใจ คุณตากับคุณยายดีกับหนูกับน้องมากเหลือเกิน"
หลี่ต้าเหวินยิ้มกว้างอย่างโล่งอก "แค่นี้จะเรียกว่าดีได้ยังไง ฮ่าๆๆ... เอ้า ปาดน้ำตาซะ เราไปโรงพยาบาลกันเถอะ ตาอยากไปดูอาการพ่อแม่หนูสักหน่อย"
"ค่ะ" ชูชิงรับเงินแปดหยวนมาเก็บไว้ ตั้งใจว่าวันหน้ายามจำเป็ เธอจะควักเงินก้อนนี้ออกมาช่วยเหลือครอบครัวแน่นอน
...
สิบนาทีต่อมา สองตาหลานเดินเข้ามาในเขตโรงพยาบาลอำเภอ แต่ยังไม่ทันถึงตึกผู้ป่วย สายตาก็ปะทะเข้ากับสภาพอันน่าเวทนาของเสมียนฉิน
ใบหน้าของเสมียนฉินบวมปูดเขียวช้ำ แขนซ้ายมีผ้าพันแผลพันไว้ลวกๆ เดินกะเผลกน่าสงสาร ชูชิงรู้อยู่แล้วว่ากรรมจะตามทันเขา แต่นึกไม่ถึงว่าจะมาไวขนาดนี้... หรือว่าจะเป็ฝีมือคนกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่กลุ่มที่เธอคาดไว้?
หลี่ต้าเหวินเอ่ยทักด้วยความใ "อ้าว เสมียนฉิน ไปโดนอะไรมาน่ะ?"
เสมียนฉินยังไม่ทันอ้าปาก จางผิ่น เ้าหน้าที่ตำรวจที่เดินตามหลังมาก็ช่วยสรุปเหตุการณ์ให้ฟัง
เื่มีอยู่ว่า เสมียนฉินโม้กับชาวบ้านว่าจะรับไข่ห้าร้อยฟองไปขาย แต่ความจริงเขากวาดซื้อมาพันกว่าฟองเพื่อเก็งกำไร พอมาถึงอำเภอ ก็ฝากคนรู้จักขายจนหมดเกลี้ยง เงินก้อนโตเพิ่งจะถึงมือ ยังไม่ทันได้ชื่นชม ก็โดนนักเลงเ้าถิ่นดักปล้น ด้วยความงก เสมียนฉินจึงกอดกระเป๋าเงินสู้ยิบตา ผลคือเงินยังอยู่ครบ แต่ตัวคนน่วมไปทั้งตัว
ส่วนม้ากับเกวียนก็ใวิ่งเตลิดหายไปไหนไม่รู้
คนร้ายหนีลอยนวล ส่วนเสมียนฉินต้องเสียค่ารักษาพยาบาลไปอ่วมอรทัย ถือเป็บทเรียนราคาแพง เสมียนฉินไม่ได้สนใจคู่สนทนาตรงหน้า สายตาเขามองข้ามไหล่ไปหาจางผิ่นอย่างมีความหวัง
"หัวหน้าจางครับ... รบกวนช่วยหาคนไปส่งผมที่หมู่บ้านเป่ยซินหน่อยได้ไหมครับ?"
จางผิ่นกำลังจะรับปาก แต่หลี่ต้าเหวินชิงพูดขึ้นก่อน "ไม่ต้องลำบากหัวหน้าจางหรอกครับ ผมยืมเกวียนจากหมู่บ้านมาพอดี เดี๋ยวติดรถกลับไปพร้อมกันได้เลย"
เสมียนฉินทำตาโต "หา เกวียนกลับไปถึงหมู่บ้านแล้วเหรอ? ค่อยยังชั่ว นึกว่าจะต้องชดใช้ค่าม้าค่าเกวียนอีก บ๊ะ โชคดีจริงๆ"
ชูชิงปรายตามองเสมียนฉิน แล้วแกล้งพูดเสียงดัง "ผู้ใหญ่บ้านเห็นม้าลากเกวียนเปล่ากลับไป ก็คิดว่าลุงขายไข่เสร็จแล้วหนีกลับบ้าน เลยสั่งให้คนตามหาตัวลุงให้วุ่นเลยค่ะ สงสัยแกคงกลัวว่าลุงจะแอบอมเงินค่าไข่ไว้คนเดียวแน่ๆ"
ด้วยความที่เป็คนกลับชาติมาเกิด เธอรู้นิสัยเสมียนฉินดี คนขี้โกงอย่างเขาไม่มีทางปล่อยเงินผ่านมือไปเฉยๆ อย่างน้อยต้องมีการ 'หักหัวคิว' เข้ากระเป๋าตัวเองแน่
เสมียนฉินหน้าถอดสี รีบแก้ตัวพัลวัน "บ้า ผู้ใหญ่บ้านเขาไว้ใจฉันจะตาย ไม่งั้นคงไม่ส่งฉันมาขายไข่หรอก... นี่ ตาหลี่ รีบพาฉันไปขึ้นเกวียนเดี๋ยวนี้ ฉันต้องรีบกลับไปเคลียร์บัญชีกับผู้ใหญ่บ้าน"
หลี่ต้าเหวินมองหน้าเสมียนฉินด้วยสายตาเ็า "รอไปก่อน ฉันจะไปเยี่ยมลูกสาวกับลูกเขยฉันก่อน"
เสมียนฉินที่เคยชินกับการถูกพินอบพิเทา ถึงกับของขึ้นเมื่อเจอสายตาดูแคลน "ตาหลี่ นังเด็กชูชิงมันเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม จะมองฉันแบบนั้นฉันไม่ถือสา แต่แกน่ะ อายุจะลงโลงอยู่แล้ว ยังไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอีกเหรอวะ"
หลี่ต้าเหวินคร้านจะเสวนาด้วย เขาเดินดุ่มๆ ตรงไปยังตึกผู้ป่วยโดยไม่หันกลับมามอง
ชูชิงหันมายิ้มเยาะใส่เสมียนฉิน "ลุงฉินคะ... ลุงอายุน้อยกว่าตาฉันตั้งรุ่นนึง มาเรียกชื่อตาฉันห้วนๆ แบบนี้... นี่เหรอคะที่เรียกว่า 'รู้ที่ต่ำที่สูง'?"
เสมียนฉินหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธจัด ได้แต่ถลึงตามองตามหลังเด็กสาวด้วยความอาฆาต...
