เมื่อเย่เทียนเซี่ยออฟไลน์ท้องฟ้าก็มืดแล้ว ใช้เวลาเพียงแค่่บ่ายค่าประสบการณ์ในเลเวล 15 ที่เดิมทีมีอยู่ไม่ถึง 10% ก็เพิ่มมาจนถึง 50% ความเร็วขนาดนี้คาดว่าคงสามารถทำให้พวกบ้าเก็บเลเวลที่คิดว่าคงไม่มีใครทำได้อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เพราะเย่เทียนเซี่ยใช้เวลาไม่ถึง 6 ชั่วโมงก็ได้รับค่าประสบการณ์มากมายขนาดนี้ ซึ่งพอๆกับการเล่นอย่างต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืนโดยไม่หยุดพักตลอด 24 ชั่วโมงของพวกเขาเลย
เมื่อกลับมาสู่โลกแห่งความจริง ทันทีที่เย่เทียนเซี่ยลืมตาขึ้นมากลิ่นหอมที่ทำให้เขาหลงใหลก็พุ่งเข้ามาในจมูกทันที ตอนนี้เพิ่งจะเป็เวลาหนึ่งทุ่มตรงซึ่งเป็เวลาที่ซูเฟยเฟยจะทำอาหารเย็นทุกๆวันเสร็จพอดี โลกที่เคยโดดเดี่ยวมีผู้หญิงที่คอยเตรียมอาหารให้เขาในเวลาที่เขา้าเพิ่มมาอีกหนึ่งคนแล้ว ความรู้สึกแบบนี้มันช่างดีจริงๆ...........
ซูเฟยเฟยที่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวก็รีบเดินออกมาจากห้องครัวทันที เธอถอดผ้ากันเปื้อนบนร่างกายออกไปแล้วพูดกับร่างที่นอนอยู่บนโซฟาอย่างตื่นเต้น “นี่ เทียนเซี่ย ฉันจะบอกข่าวดีนายอย่างนึงล่ะ ตอนที่นายกำลังเล่นเกมอยู่ฉันก็เล่นอยู่นานเหมือนกัน ตอนนี้อีกนิดเดียวก็จะถึงเลเวล 10 แล้วจริงๆนะ จากนั้นก็จะได้ไปหานายที่เมืองเทียนเฉินแล้ว นายไม่รู้สึกดีใจบ้างเหรอ?”
“...............”
“ใช่แล้ว นายยังไม่เคยบอกฉันเลยว่าชื่อในเกมของนายคืออะไร พูดมาเร็วเข้า” ซูเฟยเฟยขยับเข้ามาใกล้เย่เทียนเซี่ยมากขึ้นอีกหน่อยนำมาซึ่งกลิ่นหอมอ่อนๆอันน่าหลงใหลและได้ปลดปล่อยบรรยากาศของสาวน้อยที่ทำให้ผู้ชายอ่อนระทวยออกมาโดยไม่ตั้งใจด้วย คำถามนี้เธอถามมาแล้วหลายครั้งแต่เย่เทียนเซี่ยก็เก็บเป็ความลับไม่เคยตอบเธอเลยสักครั้ง ............. ต้องโทษที่ตอนนี้ชื่อของเซี่ยเทียนนั้นโด่งดังเกินไป เขาผ่านการทดสอบระดับนรกได้ด้วยพลังของตัวเองเพียงคนเดียวราวกับตำนาน............. แม้จะมาถึงตอนนี้แล้วก็ยังคงไม่มีทีมไหนผ่านการทดสอบระดับนรกเป็ทีมที่สองอีกเลย แบบนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนเพียงคนเดียวด้วยซ้ำ และในรายการจัดอันดับเลเวลเขาก็ะโข้ามขึ้นมาเป็อันดับหนึ่งจากเดิมที่อยู่อันดับที่พันกว่าด้วยความรวดเร็วจนทำให้คนทั่วไปตกตะลึงตาค้าง และเขายังก้าวข้ามเทียนโม่เซี่ยซึ่งเป็ที่รู้จักกันในนามตำนานไร้พ่ายอีกด้วย........... อีกทั้งผ่านไปยังไม่ทันถึงสองวันเขาก็สลัดทุกคนจนหลุดและทิ้งห่างไปไกลแล้ว
เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าเทียนโม่เซี่ยในรายการจัดอันดับเลเวลนั้นไม่ใช่เทียนโม่เซี่ยที่ทุกคนรู้จักและคุ้นเคยกันดี เทียนโม่เซี่ยตัวจริงก็คือเซี่ยเทียนที่ยังคงอยู่เหนือทุกคนอยู่เช่นเดิม
“พรุ่งนี้ค่อยบอกฉันแล้วกัน ตอนนี้ฉันหิวละ” เย่เทียนเซี่ยตอบกลับไปส่งๆ ปรับท่านั่งของตัวเองบนโต๊ะให้เป็ท่าเตรียมพร้อมทานอาหาร
“เอาเถอะๆ พรุ่งนี้ก็พรุ่งนี้.......เหอะ ถึงตอนนั้นอย่ามาี้เีอีกก็แล้วกัน” พูดจบเสียงเล็กๆนั่นก็ดังขึ้นมาอีกประโยค “วันวันก็เอาแต่มีความลับ อย่างนี้มันก็เท่ากับเป็การกันคนอื่นเขาออกไปเป็คนนอกชัดๆ เหอะ!”
“.............” เย่เทียนเซี่ย
วันต่อมา
คุณหนูของครอบครัวที่ร่ำรวยเป็อันดับหนึ่งของเอเชียตั้งตารอบอดี้การ์ดกินอาหารเช้าจนหมดอย่างกระตือรือร้น เธอวิ่งไปตรงหน้าเย่เทียนเซี่ยแล้วเข้าไปคว้ามือที่เตรียมจะกดลงไปบนอุปกรณ์เชื่อมต่อเกมของเขาเอาไว้แล้วบ่นออกมา “จะหนีอีกแล้วเหรอ ตอนนี้นายน่าจะบอกชื่อในเกมของนายมาได้แล้วสิ? เพื่อที่จะไปให้ถึงเลเวล 10 เร็วๆและเพื่อที่จะผ่านการทดสอบที่น่ากลัวพวกนั้นคนอื่นเขาต้องอดหลับอดนอนเลยรู้ไหม การอดนอนเป็ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของความงามและความสดใสของผู้หญิงเลยนะ นายจะใจร้ายไม่บอกฉันเลยเหรอ?”
จะว่าไปแล้วตอนที่ร่างกายอยู่ในเกมมันก็ไม่ต่างกับการนอนเท่าไรไม่ใช่เหรอ? เย่เทียนเซี่ยบนอยู่ในใจเงียบๆ
“ฉันกลัวว่าถ้าฉันบอกออกไปเธอจะไม่เชื่อน่ะสิ” เย่เทียนเซี่ยชั่งใจในการใช้คำพูด ท้ายที่สุดเขาก็เลือกที่จะพูดออกไปอย่างอับจนหนทาง
“เอ๋? ทำไมฉันจะต้องไม่เชื่อด้วยล่ะ?” ซูเฟยเฟยย่นจมูก ทันใดนั้นเธอก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงแปลกๆ “นายคงไม่ได้คิดจะบอกว่า.......... นายโด่งดังมาก กลัวว่าถ้าพูดออกมาจะทำให้ฉันใหรอกนะ? ฮ่าๆ รีบบอกมาเถอะน่า หรือนายจะบอกฉันเลยว่านายคือเซี่ยเทียนที่เรียกว่าเป็ตำนานคนนั้น......งั้นเหรอ?”
“..........” เย่เทียนเซี่ย
“...........” ซูเฟยเฟย
เย่เทียนเซี่ยและซูเฟยเฟยเบิกตาคู่เล็กๆของตัวเองจนกว้างแล้วก็ได้แต่ตะลึงอยู่ตรงนั้นพร้อมกัน ผ่านไปสักพักเสียงซูเฟยเฟยถึงได้ลองถามออกมาเสียงเบา “เทียนเซี่ย......... เซี่ยเทียน.......เทียนเซี่ย นายคงไม่ใช่........”
“เธอเรียกมันออกมาขนาดนั้นแล้วยังไม่รู้อีกเหรอ” ใบหน้าของเย่เทียนเซี่ยหมดคำจะพูด
“ที่แท้นายก็เป็เซี่ยเทียนคนนั้นจริงๆ........ว๊าว!” ซูเฟยเฟยอุทานออกมาเบาๆ สองมือของเธอกุมไว้ที่หน้าอก ในดวงตาทั้งคู่ของเธอเปล่งประกายนับถือและตื่นเต้นออกมา “ฉันนี่มันโง่จริงๆเลย น่าจะคิดถึงชื่อนั้นได้ตั้งนานแล้ว ก็น่าจะเป็เทียนเซี่ยของฉันอยู่หรอก เก่งมากเลย จะอยู่ที่ไหนนายก็เก่งมากเลย...........”
เย่เทียนเซี่ยขยับถอยหลังไปสามเิเ ก่อนจะพูดปรามๆออกมา “คุณหนูซู จะนับถือคนอื่นก็ได้อยู่ แต่ขอเถอะอย่าแสดงสายตาเหมือนหมาป่าตัวเมียมองเห็นเหยื่อจะได้ไหม.........”
หมอนใบโตใบหนึ่งถูกปาไปกระทบหัวของเย่เทียนเซี่ย เธอยกยิ้มมุมปากก่อนจะก้าวไปบนพื้น “ขี้อวดนี่นานายน่ะ ฉันแค่ดีใจที่อีกหน่อยก็จะได้เจอกันในเกมเท่านั้นเอง........ รอฉันอยู่ในเกมด้วยล่ะ ฉันจะรีบไปหานายทันทีเลย........ จากนั้นนายต้องพาฉันไปล่ามอนสเตอร์ตัวเล็กๆด้วยนะ แล้วก็ๆ นายออกจะเก่งขนาดนั้นต่อไปจะต้องพาฉันไปเก็บเลเวลด้วยล่ะ ฉันจะได้ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นอีก”
“............” เย่เทียนเซี่ย
เมื่อเข้าไปใน World of Fate เย่เทียนเซี่ยก็ยังคงไปปรากฏตัวอยู่ที่เขตแดนหมาป่าสีที่เขามาล่าเมื่อวาน เย่เทียนเซี่ยตัดสินใจกลับไปยังเมืองเทียนเฉิน เขาก้าวเข้าไปในคฤหาสน์ที่เป็ของตัวเองในโลกนี้............ บ้านหลังน้อยของกั่วกัว แต่เพิ่งจะก้าวขาเข้าไปเท่านั้นเครื่องมือสื่อสารที่ข้อมือของเขาก็ดังขึ้นมาทันที
“เทียนเซี่ย ได้ยินที่ฉันพูดไหม? ฉันคือซูเฟยเฟย..........”
คนที่ติดต่อเข้ามาผ่านเครื่องมือสื่อสารก็คือ........... ซูตี้เหยียนอวี้
ซูตี้เหยียนอวี้คือชื่อของซูเฟยเฟยใน World of Fate มันช่างเป็ชื่อที่งดงามราวกับบทกวี
“ได้ยิน” เย่เทียนเซี่ยตอบกลับไปอย่างอ่อนแรง จะว่าไปแล้วยัยคุณหนูนี่ยังจะตามเกาะติดเขาแม้กระทั่งในเกมเหรอเนี่ย สำหรับเขาแล้วนี่ไม่ใช่เื่ที่ดีเลยสักนิด แล้วเขาก็ยังเคยชินที่จะออกไปเสี่ยงอันตราย หาเื่ท้าทายและท่องไปในโลกกว้างเพียงคนเดียวด้วย
เสียงของซูเฟยเฟยฟังดูตื่นเต้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “นายอยู่ที่ไหนอ่ะ? ฉันเพิ่งถูกส่งมาที่เมืองเทียนเฉินนี่เอง........นายรีบมาเร็วเข้า”
“เอิ่ม........เธอมาที่นี่แทนแล้วกัน.........” เย่เทียนเซี่ยออกอาการเซ็งนิดหน่อย ไม่ต้องรอให้ซูเฟยเฟยบ่นเขาก็บอกที่อยู่ของตัวเองให้เธอไป
ลานกว้างของเมืองเทียนเฉินกว้างใหญ่มาก ถ้าต้องเดินไปจะต้องใช้เวลาเดินผ่านลานกว้างแห่งนี้มากกว่าสิบนาทีขึ้นไป ทางตะวันออกของลานกว้างคือถนนการค้าที่คึกคักที่สุดในเมืองเทียนเฉิน ในกลางถนนการค้ายังมีคฤหาสน์ของเย่เทียนเซี่ยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกด้วย
เมื่อคำนวณเวลาแล้วเย่เทียนเซี่ยที่เดินออกมาจากประตูก็มองเห็นทิวทัศน์สวยงามบริเวณรอบๆอยู่ตรงหน้าพอดี
ซูเฟยเฟยสวมเสื้อคลุมสีขาวของนักเวทย์ ในมือของเธอถือไม้เท้าสีขาวและบนหัวของเธอยังสวมหมวกเวทมนต์สีขาวแหลมสูงไว้ด้วย แม้ว่าการแต่งตัวนั้นจะไม่ได้น่าแปลกใจแต่เครื่องแต่งกายบนร่างที่เป็ของนักเวทย์กลับเพิ่มเสน่ห์แปลกๆให้เธอไปอีกหลายส่วน เมื่อได้ยินเสียงซูเฟยเฟยก็หันหน้ากลับมา จากนั้นก็มองเย่เทียนเซี่ยที่เดินออกมาจากด้านในประตูอย่างตกตะลึง
“นาย........ อยู่ในนั้นเหรอ?” เธอยังไม่ทันจะได้ทักทายเขาในโลกใบนี้ด้วยความตื่นเต้นและยังไม่ทันได้ชื่นชมเครื่องแต่งกายที่เต็มไปด้วยความแปลกประหลาดของเขาเลย แต่สิ่งที่ทำให้เธออึ้งที่สุดก็คือเขาออกมาจากประตูบานนั้น......... ออกมาจากประตูบานใหญ่ของคฤหาสน์สุดหรูหลังนั้น เมื่อเพิ่งมาถึงที่แห่งนี้เธอก็จ้องมองสิ่งก่อสร้างของที่นี่อย่างตกตะลึงไปถึงห้าวินาที
เย่เทียนเซี่ยรู้สึกพอใจกับสีหน้าตื่นตะลึงของซูเฟยเฟยในเวลานี้มาก เพราะแม้กระทั้งตอนที่เขามองเห็นที่นี่ครั้งแรกเขาก็ตื่นตะลึงจนแทบจะควบคุมตัวเองเอาไว้ไม่อยู่เหมือนกัน เขาพูดออกไปช้าๆด้วยความพึงพอใจ “ที่นี่คือที่อยู่ของฉันในโลกแห่งเกมนี้ เป็ไง ไม่เลวใช่ไหมล่ะ”
“ว๊าว! เทียนเซี่ย! นี่เป็เื่จริงใช่ไหม....... รีบพาฉันเข้าไปดูเร็วเข้า เร็วๆสิ!” ความปรารถนาที่จะเข้าไปเยี่ยมชมภายในทำให้เธอที่ไม่ทันจะได้ถามว่าเย่เทียนเซี่ยทำยังไงถึงได้มีที่อยู่อาศัยอันน่าตกตะลึงเช่นนี้ได้ แม้ว่ามันจะเป็โลกแห่งเกมที่ไม่อาจเทียบกับโลกแห่งความจริงได้ แต่เธอก็รู้ดีว่าบรรยากาศหรูหราในคฤหาสน์ระดับนี้ในโลกแห่งนี้หมายถึงอะไร
เย่เทียนเซี่ยเพิ่งจะพาซูเฟยเฟยเข้าไปเครื่องมือสื่อสารของเขาก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ติ๊ง! ท่านมีสายเรียกเข้าจากโลกภายนอกค่ะ ้าจะรับสายหรือไม่”
เย่เทียนเซี่ยรู้ได้ทันทีว่าใครเป็คนที่ติดต่อเขามาในตอนนี้ เขายิ้มเล็กน้อยแล้วรับสายนั้นทันที ทันใดนั้นเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับเสียงที่ดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “พี่รอง! ตอนนี้ผมกับเ้าสี่อยู่ที่ใจกลางเมืองเทียนเฉินแล้ว แต่ว่า........ ไม่รู้ว่าจะติดต่อพี่ยังไง เพราะพี่น่าจะปิดบังช่องทางการติดต่อทุกอย่างเอาไว้ผมก็เลยต้องโทรมาหาพี่เนี่ย ตอนนี้พี่อยู่.......”
เย่เทียนเซี่ยรู้ดี ว่าคนที่พวกเขาติดต่อไปในโลกแห่งเกมนั้นจะต้องเป็เทียนโม่เซี่ยอย่างแน่นอน ไม่ใช่เซี่ยเทียนคนนี้
และเห็นได้ชัดว่าเทียนโม่เซี่ยที่ปลอมชื่อของเขาไม่อยากให้ใครคุกคามเขาดังนั้นจึงได้ปิดบังการติดต่อทุกช่องทางเอาไว้
เย่เทียนเซี่ยบอกตำแหน่งปัจจุบันของตัวเองในตอนนี้ให้เขาไปจากนั้นก็วางสาย ซูเฟยเฟยที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดมองไปรอบๆคฤหาสน์สุดหรูที่เป็หนึ่งไม่มีสองของเมืองเทียนเฉิน ในตอนที่ซูเฟยเฟยก้าวเท้าเข้ามาภายในเสียงแจ้งเตือน “ยินดีต้องรับเข้าสู่ ‘บ้านหลังน้อยของกั่วกัว’” ที่ดังขึ้นข้างหูของเธอก็ทำให้เธอชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นเธอก็มองไปที่เย่เทียนเซี่ยด้วยสายตาแปลกๆ “บ้านหลังน้อยของกั่วกัว?”
“นี่คือคฤหาสน์ที่ฉันได้มาจากการทำภารกิจ เพราะงั้นมันเลยเป็ชื่อที่ระบบตั้งให้ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันหมายความว่าอะไร”เย่เทียนเซี่ยตอบออกไปหน้าตายไม่ส่อแววพิรุธใดๆทั้งสิ้น
“อ๋อ” ซูเฟยเฟยตอบกลับไปครั้งหนึ่งแต่สายตาของเธอยังมีแววแปลกประหลาดอย่างชัดเจน ชื่อที่ได้รับมานี้ทำให้คนจดจำมันได้ฝังใจเลยล่ะ ยังดีที่ความสนใจของซูเฟยเฟยไม่ได้หยุดอยู่ที่ชื่อของมันนานนัก เธอก็เริ่มเยี่ยมชมทุกซอกทุกมุมของบ้านอย่างร่าเริงทันที และบางครั้งเธอก็ยังส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นอีกด้วย.......... เธอตื่นเต้นดีใจเหมือได้มองเห็นบ้านใหม่ของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น ตอนนี้เย่เทียนเซี่ยและเธออาศัยอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน หัวใจของเธอค่อยๆแนบชิดกับเขาอย่างเงียบงัน ในจิตใต้สำนึกของเธอ บ้านของเขาก็คือบ้านของตัวเธอเอง
เขาเป็นายท่านของที่นี่
และเธอก็คือนายหญิงของที่แห่งนี้เช่นกัน
และแล้วภายใต้การบีบบังคับของซูเฟยเฟย เย่เทียนเซี่ยจึงต้องมอบสิทธิ์ให้เธอสามารถเข้าออกยังที่แห่งนี้ได้ตาม้า
“อื้มๆ! ต่อจากนี้ไปห้องนี้ถือเป็ห้องของฉันแล้ว ต่อไปนอกจากฉันใครก็ห้ามเข้ามา!” ซูเฟยเฟยยืนอยู่หน้าประตูห้องใต้หลังคาชั้นบนสุดของคฤหาสน์ ดวงตาของเธอสำรวจดูการตกแต่งอันหรูหราด้านในด้วยประกายวิบวับไปด้วยพร้อมกับพูดออกมาอย่างถือดี ต่อให้ไม่อยากตกลงก็ต้องตกลง และต่อให้ไม่ตกลงก็ต้องตกลงอยู่ดี
“แม้แต่ฉันก็เข้าไปไม่ได้เหรอ?” เย่เทียนเซี่ยที่พาคุณหนูเยี่ยมชมอยู่นานพูดออกมาอย่างออกรส
“แน่นอนว่าไม่ได้......... นายคือคนที่เข้ามาไม่ได้มากที่สุดเลยล่ะ พวกหมาป่าที่ชอบแต๊ะอั๋งผู้หญิงกลางถนนอย่างนายน่ะ เหอะ” ซูเฟยเฟยร้องเหอะออกมาเสียงเบา เธอยังคงไม่ลืมครั้งแรกที่ได้เจอกับเขาอย่างจริงจัง.......... มันช่างเป็วิธีที่แปลกประหลาดและทำให้คนยากจะลืมเลือน ั้แ่วันนั้นมาเธอถึงได้เข้าใจว่าโชคชะตานั้นช่างเป็สิ่งที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
“เอาเถอะแล้วแต่เธอ แต่ว่าที่นี่เป็ที่ของฉัน ถ้าเธออยากจะอยู่ที่นี่เธอจะต้องจ่ายค่าเช่าให้ฉันทุกเดือนเดือนละห้าพันเหรียญหัวเซี่ย!”
“ขี้งก!”
“เอาล่ะ เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปเจอเพื่อนของฉันซะหน่อย” เย่เทียนเซี่ยมองเวลา ตอนนี้น่าจะเป็เวลาที่พวกเขามาถึงแล้ว
“เพื่อน นายมีเพื่อนด้วยเหรอ?” คำพูดของเย่เทียนเซี่ยทำให้ซูเฟยเฟยชะงักไปเล็กน้อย ั้แ่อยู่ด้วยกันมา่หนึ่งเธอค่อนข้างเข้าใจนิสัยของเย่เทียนเซี่ยอยู่บ้าง ด้วยนิสัยและวิถีการใช้ชีวิตของเขา คนแบบไหนกันนะที่จะเป็เพื่อนของเขาได้?
“หึ........” เขารู้ดีว่าซูเฟยเฟยจะต้องพูดแบบนี้ เย่เทียนเซี่ยจึงต่อให้อีกประโยค “โลกใบนี้น่ะมันเล็ก ไม่แน่ว่าเธออาจจะรู้จักพวกเขาด้วยก็ได้”
————
————
