เมื่อเห็นสีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไป ไมเคิลลุกขึ้นจากเก้าอี้และถอยหลังไปเล็กน้อย ดวงตากวาดมองไปรอบห้อง ราวกับกำลังมองหาทางหนี
ชาร์ลส์เห็นท่าทีระแวดระวังของไมเคิล จึงพยายามทำให้อีกฝ่ายสงบลง เขาก้าวเข้าไปใกล้เล็กน้อย ยกมือขึ้นเพื่อแสดงว่าไม่มีเจตนาร้าย "ไม่ต้องกลัว ผมไม่ได้จะทำร้ายคุณ ครอบครัวคุณจ้างผมมา พวกเขาคิดว่าคุณหายตัวไป"
แววตาของไมเคิลฉายความลังเล เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไม่แน่ใจว่าชายตรงหน้ากำลังโกหกหรือไม่
"มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงถูกขังอยู่ในนี้?" ชาร์ลส์ถาม
"ผม... ผมถูกตามล่า โดยพวกที่้างานวิจัยของผม" ไมเคิลตอบเสียงสั่น
"ใครกันที่ตามล่าคุณ แล้วงานวิจัยของคุณคืออะไรพวกมันถึงตามล่าคุณ?"
ไมเคิลหลบตา พูดเสียงแ่ "เป็ยาวิเศษ สำหรับรักษาโรค"
'ตอแหล' ชาร์ลส์คิดในใจ 'รอกลับไปถึงหน่วยพิเศษก่อนเถอะ จะเค้นข้อมูลให้หมด แล้วจับยัดเข้าคุก'
"หลังจากนั้นพวกมันจึงจับคุณมาขังไว้ที่นี่ เพื่อรีดข้อมูล"
"ใช่" ไมเคิลพยักหน้า
"ก่อนที่คุณจะถูกจับมา คุณได้แจ้งทหารพิทักษ์เมืองหรือเปล่า?"
"ผมเคยแจ้งไปแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่เชื่อเื่ที่ผมพูด ผมจึงไปขอความช่วยเหลือจากกลุ่มอิทธิพลที่คนรู้จักของผมแนะนำมา แต่ผมก็ถูกเจอตัวซะก่อน ผมเลยถูกจับมาขังไว้ในที่แห่งนี้"
ชาร์ลส์ฟังคำอธิบายของไมเคิลด้วยความระแวง เขารู้ว่าอีกฝ่ายโกหก คนรู้จักที่ว่าคงเป็โรแลนด์ ส่วนกลุ่มอิทธิพลก็คงเป็พวกนายท่าน การที่ไมเคิลพยายามหลีกเลี่ยงไม่บอกว่าใครเป็คนจับตัวมา ยิ่งชี้ชัดว่าเขาไม่ได้พูดความจริง
ฟังจากที่ไมเคิลเล่ามาทั้งหมด ชาร์ลส์คิดว่าต่อให้คุยนานกว่านี้ก็คงไม่ได้ความจริง อีกอย่างในที่แห่งนี้ยิ่งอยู่นานยิ่งเสี่ยงถูกจับได้ แต่เขาไม่สามารถปล่อยให้ไมเคิลอยู่ที่นี่ได้ เขาจึงตัดสินใจที่จะพาไมเคิลหนีออกจากที่นี่
"ก่อนอื่นเราต้องออกไปจากที่นี่กันก่อน ยิ่งอยู่นานยิ่งไม่ปลอดภัย" ระหว่างพูด ชาร์ลส์ปล่อยพลังออกไป ทำให้นักวิจัยตรงหน้าจดจ่อ ลืมคิดเื่อื่นไปชั่วคราว โดยเฉพาะคำถามที่ว่าชาร์ลส์หาที่นี่เจอได้อย่างไร ซึ่งเป็คำถามที่เขาไม่อยากตอบที่สุด การหลบหนีครั้งนี้จะได้ไม่ยุ่งยากหากไมเคิลขัดขืน
"คุณพอจะรู้ทางหนีทางอื่นไหม นอกจากทางที่ผมเข้ามา?" ชาร์ลส์ถาม
ไมเคิลพยักหน้า "มีทางออกลับที่ผมรู้จัก แต่มันอันตรายมากๆ"
"อันตรายกว่าพวกยามที่อยู่ข้างนอกไหม?"
ไมเคิลคิดแป๊บหนึ่ง "น่าจะอันตรายน้อยกว่า"
"ถ้าอย่างนั้นก็ใช้ทางลับนั่นแหละ" ชาร์ลส์ตอบอย่างมั่นใจ
ไมเคิลพยักหน้ารับ "ตามผมมา" เขากระซิบเสียงแ่ ก่อนจะนำทางออกจากห้อง
ทั้งสองย่องผ่านทางเดินมืดกลับไปยังห้องทดลองชั้นบน ร่างของยามที่สลบยังนอนนิ่งอยู่ตามที่ชาร์ลส์จัดการไว้ ไมเคิลชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
"ทางออกอยู่ที่ไหน?" ชาร์ลส์กระซิบถาม ขณะที่สายตากวาดมองไปรอบห้อง ระแวดระวังว่าอาจมียามคนอื่นมาตรวจตรา
"ข้างหลังตู้ยานั่น" ไมเคิลชี้ไปที่ตู้ไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งชิดผนัง
"ถ้าคุณรู้ว่ามีทางออกนี้ ทำไมถึงไม่หนีไปแต่แรก?" ชาร์ลส์ถามสิ่งที่เขาสงสัยั้แ่ไมเคิลบอกว่ารู้ทางลับ
ไมเคิลก้มหน้าหลบสายตา "ผม...ผมเคยลองแล้ว แต่มันมืดมาก แถมอากาศก็เป็พิษ ผมเกือบตายอยู่ในนั้น" เขาสูดหายใจลึก มือกำเสื้อแน่น "และหลังจากพวกมันจับผมกลับมาได้ ก็ถูกลงโทษ"
ชาร์ลส์เห็นความหวาดกลัวในดวงตาของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่รู้สึกสงสารแม้แต่น้อย ความอารีของเขาต่อชายผู้นี้หมดลงั้แ่เห็นหลักฐานการทดลองในสถานพยาบาลแล้ว
"แต่คราวนี้ต่างจากเดิม เราจะไปด้วยกัน และจะต้องรอดออกไปให้ได้"
ไมเคิลใจชื้นขึ้นเมื่อได้ยินคำปลอบ ก่อนจะเดินไปที่ตู้ยาขนาดใหญ่ มือสั่นเทาค่อยๆ ดันตู้ให้เลื่อนออก เผยให้เห็นช่องแคบในผนังหิน
"ถ้าเราเดินตามทางนี้ไปเรื่อยๆ จะออกไปยังสุสานด้านหลังโบสถ์"
ชาร์ลส์มองเข้าไปในความมืด แสงจากห้องทดลองส่องได้ไม่ไกลนัก เห็นเพียงผนังหินขรุขระ และหยดน้ำที่ไหลซึมออกมาตามรอยแยก
"ต้องใช้ไฟส่องทาง" เขาพึมพำ หันไปหยิบตะเกียงจากผนัง
"อย่าทำแบบนั้น! ด้านในมีกำมะถันรั่วซึมจากเหมือง ถ้าถูกประกายไฟอาจะเิได้"
ชาร์ลส์ชั่งใจครู่หนึ่ง ก่อนจะวางตะเกียงกลับที่เดิม เขาฉีกชายเสื้อออกมาสองผืน ส่งให้ไมเคิลผืนหนึ่ง "ใช้ปิดจมูกกันกลิ่น"
ไมเคิลรับเศษผ้าปิดจมูกมา ทำตามอย่างว่าง่าย แล้วทั้งสองก้าวเข้าไปในอุโมงค์แคบ อากาศเย็นชื้นและกลิ่นกำมะถันฉุนแสบจมูกแม้จะมีผ้าปิด
มือข้างหนึ่งของชาร์ลส์แตะไปตามผนังหินเพื่อนำทาง อีกมือกระชับมีดที่ซ่อนไว้ ไม่วางใจไมเคิลเต็มที่
เสียงน้ำหยดจากเพดานดังแ่ ในความมืด ทางเดินลาดขึ้นเล็กน้อย คดเคี้ยวไปมา
ยิ่งพวกเขาเดินลึกเข้าไป กลิ่นกำมะถันยิ่งฉุนจนแทบหายใจไม่ออก แม้จะมีผ้าปิดปากก็ช่วยได้ไม่มาก ผนังทางเดินมีคราบสีน้ำตาลเข้มจากสนิมเหล็กที่หลุดร่วงจากโครงสร้างเก่าๆ ที่ฝังอยู่ในผนัง้า
ทางเดินนี้ดูเหมือนถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็เส้นทางลับสำหรับเคลื่อนย้ายศพหรือวัตถุทดลอง แต่ตอนนี้มันถูกทิ้งร้างไร้การเหลียวแล กลิ่นกำมะถันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทุกย่างก้าว เสียงฝีเท้าของพวกเขาก้องเบาๆ ในความเงียบของทางเดินอับชื้น
ชาร์ลส์รู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย หายใจติดขัด สมองเริ่มมึนงง ตอนนี้เขาตระหนักแล้วว่าทำไม ไมเคิลถึงบอกว่าทางนี้อันตราย ไอกำมะถันไม่เพียงแต่ไวไฟ แต่ยังเป็พิษถ้าสูดดมมากเกินไป
ในทางเดินแคบที่ไร้แสงไฟ ที่พึ่งใหญ่สุดอย่างการมองเห็นไม่สามารถใช้ได้ พวกเขาจำเป็ต้องพึ่งประสาทััอื่นๆ มาทดแทน ทว่ายิ่งเดินไปก็ยิ่งสิ้นหวัง หนทางด้านหน้าเหมือนไร้จุดหมาย ซ้ำร้ายอากาศภายในยังเป็พิษ
ระยะเวลาผ่านไปลมหายใจของทั้งสองก็ยิ่งติดขัด ราวกับมีเข็มเล็กๆ คอยทิ่มแทงโพรงจมูก เริ่มเกิดอาการไอและสำลัก คอแสบร้อนระคายเคือง น้ำมูกและน้ำตาเริ่มไหล อาการเวียนหัวเริ่มหนักขึ้น ตามมาด้วยความรู้สึกคลื่นไส้
"ต้องรีบออกไปจากที่นี่" ชาร์ลส์ พูดออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า คำพูดนี้นอกจากเขาจะพูดกับไมเคิลแล้วยังพูดกับตัวของเขาเอง
ไมเคิลไม่ได้โต้ตอบ เพราะทรมานเกินกว่าที่จะเปล่งคำพูดออกมา ทั้งสองเร่งฝีเท้าไปข้างหน้า ถ้าไม่สามารถออกจากทางลับแห่งนี้ได้ทันเวลา สิ่งที่รอทั้งสองอยู่ก็มีเพียงความตาย
ขณะที่พวกก้าวต่อไป ไมเคิลก็เริ่มไอมากขึ้น ขาเริ่มอ่อนแรง อาเจียนออกมาอย่างห้ามไม่ได้
ชาร์ลส์ยังคงก้าวเดินต่อไป ด้วยทางที่มืดและอันตรายที่เผชิญอยู่ ชายหนุ่มไม่รับรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับนักวิจัยด้านหลัง
"ช่วยผมด้วย" เสียงแหบของชายวัยกลางคนดังออกมา พยายามใช้แรงทั้งหมดเปล่งเสียงเพื่อร้องขอเอาชีวิตรอด
ชายหนุ่มหันขวับกลับไป แม้จะมองไม่เห็นภาพด้านหลัง แต่ก็รับรู้ได้จากเสียง ลมหายใจผิดปกติ ที่ดังออกมาจากผู้ที่ใกล้หมดลม ชาร์ลส์เร่งฝีเท้า วิ่งกลับไปหานักวิจัยที่กำลังเป็อันตราย ใช้ประสาทััทั้งหมดของตนเองนำทาง
'อย่าเพิ่งตายนะ ยังมีเื่สำคัญที่ต้องรู้อีก จะตายตอนนี้ไม่ได้' ชายหนุ่มคิดในใจ
ชาร์ลส์ใช้มือคลำไปตามผนังอุโมงค์ พยายามไปให้ถึงตัวไมเคิลโดยเร็วที่สุด จนกระทั่งขาไปสะดุดกับร่างของไมเคิลที่ล้มลงกับพื้น เสียงหายใจหอบถี่และไอโขลกดังสะท้อนไปทั่วอุโมงค์แคบ มือของชายหนุ่มััถูกเนื้อผ้าชุ้มเหงื่อ ก่อนจะรีบพยุงร่างกายที่อ่อนระโหยขึ้นมา
"อดทนไว้" ชาร์ลส์กระซิบ พยายามกลั้นไอ ขณะที่สอดแขนประคองร่างของนักวิจัยให้ยืนขึ้น แม้ตัวเขาเองก็เริ่มรู้สึกหายใจติดขัด สมองมึนงงจากไอพิษ แต่ความแข็งแกร่งของร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักทำให้เขายังทนได้ดีกว่า
"ผม...ผมไม่ไหวแล้ว" ไมเคิลพูดเสียงขาดห้วง ก่อนจะไอรุนแรงจนตัวงอ "ผมไม่อยากตาย"
"อีกไม่ไกลแล้ว เร็วเข้า" เขากระชากร่างของไมเคิลให้เดินต่อ แม้จะไม่รู้เลยว่าทางออกอยู่ห่างออกไปอีกเท่าไหร่ แต่การหยุดอยู่กับที่ก็เท่ากับรอความตาย
ไมเคิลตัวหนักอึ้งถ่วงแขนของชาร์ลส์ ฝีเท้าของทั้งสองเชื่องช้าลงทุกขณะ เสียงน้ำหยดจากเพดานและเสียงหายใจหอบดังก้องไปทั่ว ผสานกับเสียงรองเท้าที่ครูดไปกับพื้นหิน
แต่เพียงไม่นานนัก ชาร์ลส์รู้สึกว่าแขนขาเริ่มอ่อนแรง สติเริ่มจางหาย แต่เขาก็ยังฝืนเดินต่อไป กัดริมฝีปากอย่างแรงเพื่อกระตุ้นสติ
จู่ๆ มือที่แตะผนังถ้ำก็รับรู้ได้ถึงกระแสลมเย็น ความหวังให้ผุดขึ้นในใจที่กำลังจะสิ้นหวัง แม้จะเป็เพียงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอที่จะดึงสติพวกเขาให้กลับมา
ฝีเท้าของทั้งคู่เร่งเร็วขึ้น กลิ่นกำมะถันที่เคยรุนแรงจนแสบจมูกเริ่มจางลง แม้จะไม่หายไปทั้งหมด แต่การหายใจก็ทำได้สะดวกขึ้นทีละน้อย นับเป็สัญญาณที่ดี
"เราใกล้ถึงแล้ว" ชาร์ลส์เอ่ยขึ้น พยายามให้กำลังใจทั้งตัวเองและร่างที่เขาประคองไว้
ไมเคิลเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ตอนนี้เขาก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศเช่นกัน แม้ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะเปล่งเสียงตอบ แต่ก็พยายามลากขาที่อ่อนล้าให้ก้าวต่อไป ต่อสู้กับความตายที่เกือบจะคร่าชีวิตเขาไปเมื่อครู่
นับั้แ่เข้ามาในทางลับ แม้เวลาจะผ่านไปเพียงสิบห้านาที แต่สำหรับชายทั้งสองกลับรู้สึกราวกับเนิ่นนานเป็ชั่วโมง ทุกวินาทีที่ผ่านไปเต็มไปด้วยความทรมานจากการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดกับสิ่งที่ไม่อาจััได้
ในที่สุดแสงสลัวก็เริ่มปรากฏอยู่ตรงหน้า ลมอ่อนพัดผ่านปลายผมจนรู้สึกได้
ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้ทางออกมากขึ้น ก็ยิ่งเห็นเค้าโครงได้อย่างชัดเจน เป็ประตูหินเก่าหนา ถูกปิดไว้ไม่สนิทจนแสงจันทร์จากภายนอกรอดผ่านมาได้ เหมือนมันจะไม่ได้ถูกใช้มานาน
'ในที่สุด…' ชายหนุ่มปรีดาอยู่ในใจ 'ไหนว่าทางนี้อันตรายน้อยกว่าพวกยามไงวะ!'
