หวาชิงเสวี่ยเห็นฟู่ถิงเย่ถูกสวนกลับ จึงอดหัวเราะไม่ได้ “ท่านแม่ทัพแค่เป็ห่วงข้าเท่านั้น เอาล่ะ รีบไปกันเถอะ...”
คนทั้งสองกำลังจูงมือกันเดินออกไป ฟู่ถิงเย่รู้สึกว่ามันขัดหูขัดตามากเหลือเกิน จึงอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา “ทานอาหารเช้าก่อนค่อยไปเถอะ”
“จะกินอาหารเช้าอะไรที่นี่!” หลี่จิ่งหนานจูงหวาชิงเสวี่ยเดินออกไป กล่าวโดยไม่หันหน้ากลับมามอง “พวกเราไปกินที่หอเซียนเค่อไหลสิ เปาไส้เนื้อปูที่นั่นเป็ที่สุดของเมืองหลวงเลยนะ! ไปเร็ว...”
หวาชิงเสวี่ยถามเขา “เ้ารู้ได้อย่างไร? เ้าออกนอกวังบ่อยหรือ?”
“ข้าไม่ได้ออกนอกวัง แต่เสี่ยวโต้วจื่อออกไปทำธุระนอกวังบ่อยๆ เขานี่แหละที่บอกข้า” หลี่จิ่งหนานหันไปถามเสี่ยวโต้วจื่อที่อยู่ข้างกาย “เสี่ยวโต้วจื่อ เปาไส้เนื้อปูอร่อยจริงหรือไม่?”
เสี่ยวโต้วจื่อก้มหน้าลงตอบอย่างนอบน้อม “บ่าวก็ฟังคนอื่นพูดมาพ่ะย่ะค่ะ ได้ยินว่าพ่อค้าที่มาจากต่างเมืองทุกคนล้วนอยากมาที่หอเซียนเค่อไหลเพื่อลิ้มลองเปาไส้เนื้อปูสักจาน ถึงจะเรียกว่าได้มาเยือนเมืองหลวงจริงๆ”
“น่าสงสาร ที่แท้ก็ยังไม่เคยกินนี่เอง” หลี่จิ่งหนานตบไหล่ของเสี่ยวโต้วจื่ออย่างใจกว้าง “วันนี้ตามข้ามาสิ เ้าจะได้ลิ้มรสของอร่อยแน่นอน!”
“ขอบพระทัยฝ่าา...”
ทั้งสามคนเดินออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ เหล่าองครักษ์หลวงด้านข้างก็พากันเดินตามไปด้วย คนและม้ามากมายเคลื่อนที่ออกไปจากบริเวณคฤหาสน์ชานเมือง
ฟู่ถิงเย่ได้แต่มองหวาชิงเสวี่ยถูกฮ่องเต้พาตัวไป โดยที่นางไม่ได้หันมามองเขาเลยแม้แต่น้อย ภายในใจจึงรู้สึกสับสนปนเป...
ผู้หญิงคนนี้หัวใจทำด้วยอะไรกันแน่?
ลุงโจว พ่อบ้านชราที่อยู่ข้างกายกล่าวเบาๆ ว่า “คุณชาย ดูเหมือนว่าแม่นางหวาจะสนิทสนมกับฮ่องเต้มากเลยนะขอรับ?”
ฟู่ถิงเย่มองไปยังกลุ่มคนที่กำลังเดินออกไปไกล สีหน้าเรียบเฉย “เื่นี้ไม่ต้องบอกฮูหยินผู้เฒ่า”
ลุงโจวก้มหน้าลงตอบรับ
...
ในรถม้า หลี่จิ่งหนานยังคงพูดไม่หยุด
“...ข้ารู้ว่าพวกเ้าจะมาถึงเมื่อวาน เลยตั้งใจพาคนไปรอที่ประตูเมือง ใครจะไปคิดว่าฟู่ถิงเย่ี้เีขนาดนั้นกัน! เห็นชัดๆ ว่าถ้าเร่งรีบหน่อยก็จะมาถึงก่อนเวลาห้ามออกนอกเรือนได้แล้ว เขาดันกลับไปนอนที่คฤหาสน์ชานเมืองเสียนี่!”
หลี่จิ่งหนานคิดถึงเื่นี้ก็โมโห “ข้าต้องรอที่ประตูเมืองตั้งนาน! โชคดีที่ข้าฉลาด เดาว่าเขาอาจจะไปพักที่คฤหาสน์ชานเมือง แต่เ้ารู้หรือไม่ว่าคฤหาสน์ชานเมืองของจวนโหวที่ตั้งอยู่นอกตัวเมืองเซิ่งจิงนั้นมีมากเพียงใด? แค่ที่ใกล้ๆ ก็มีหกเจ็ดแห่งแล้ว! ข้าส่งคนออกไปตามหาทั้งคืน ถึงได้รู้ว่าเ้าตามเขามาที่นี่ พอฟ้าสว่างก็เลยรีบมาหา!”
“เมื่อคืนวานเ้าไม่ได้นอนเลยหรือ?” หวาชิงเสวี่ยรู้สึกใกับการกระทำที่ออกนอกหน้าเช่นนี้ของหลี่จิ่งหนาน
“นอนแล้วๆ สองสามชั่วยามเห็นจะได้” หลี่จิ่งหนานเจอตัวหวาชิงเสวี่ยแล้ว อารมณ์ก็ดีขึ้น ไม่ได้ใส่ใจเื่นอนน้อยเลยแม้แต่นิดเดียว “โชคดีที่ข้ามา ไม่อย่างนั้นไม่รู้ว่าเขาจะซ่อนเ้าเอาไว้ถึงเมื่อไหร่ ข้าว่าเขาไม่ได้คิดจะพาเ้าเข้าเมืองเลยสักนิด!”
เมื่อหวาชิงเสวี่ยนึกถึงความผิดปกติต่างๆ ของฟู่ถิงเย่ บางทีอาจจะเป็เช่นนั้นจริงๆ ก็ได้...
“บางที...บางทีอาจจะเป็เพราะกังวลว่าชาวเหลียวจะทำร้ายข้าก็ได้” หวาชิงเสวี่ยบอกหลี่จิ่งหนานด้วยความรู้สึกสับสน “เ้าคงไม่รู้ ทหารเหลียวเคยคิดจะลักพาตัวข้าไปครั้งหนึ่ง และยังมีครั้งหนึ่งที่แคว้นหนานจ้าวคิดจะลักพาตัวข้าไปเหมือนกัน”
หวาชิงเสวี่ยพูดอย่างจริงจัง “ตอนนี้ข้าเป็คนที่หลายต่อหลายคนอยากจะแย่งตัวละ”
“ฝันไปเถอะ!” หลี่จิ่งหนานแสดงสีหน้าดูถูกออกมา ก่อนจะกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง “เพราะอย่างนั้นเ้าอยู่เมืองหลวงถึงจะปลอดภัยที่สุด อยู่ชายแดนแล้วเกิดอะไรขึ้นมา จะตามไปช่วยก็คงไม่ทัน”
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะ “คงไม่เกิดเื่อะไรหรอกน่า มีท่านแม่ทัพฟู่อยู่ทั้งคน”
หลี่จิ่งหนานไม่เห็นด้วย “เขาดูแลเ้าไปทั้งชีวิตไม่ได้หรอก”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไร ในใจคิดว่า เขาก็มีแผนจะดูแลข้าไปทั้งชีวิตจริงๆ นั่นแหละ...
“แต่ว่า...” หลี่จิ่งหนานเปลี่ยนเื่กะทันหัน ใบหน้าเล็กๆ แสดงออกถึงความเ้าเล่ห์ “ก็ไม่แปลกที่เขาไม่มีแก่ใจจะพาเ้าเข้าเมือง แค่เื่ที่บ้านของเขาก็วุ่นวายมากพออยู่แล้ว”
“ที่บ้านเขามีเื่อะไรหรือ?” หวาชิงเสวี่ยถามด้วยความสงสัย
“เ้าไม่รู้หรือ?” หลี่จิ่งหนานเบิกตากว้าง ก่อนจะเข้าใจในทันที “จริงสิ เ้าจะรู้ได้อย่างไร...เมืองชายแดนเล็กๆ อย่างนั้น คนที่นั่นย่อมไม่รู้เื่ของจวนโหวที่อยู่ในเมืองหลวง ไม่มีใครบอกเ้าได้หรอก”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินก็นิ่งเงียบไป “...ตกลงว่ามันเื่อะไรกันแน่?”
หลี่จิ่งหนานหรี่ตาลงก่อนตอบ “ความจริงก็ไม่มีอะไร แค่...ท่านแม่ทัพฟู่กับฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ของตระกูลไม่ค่อยถูกกันเท่าใดนัก เขาเลยพยายามหลีกเลี่ยงที่จะกลับเมืองหลวง”
หลี่จิ่งหนานพูดพลางหัวเราะด้วยท่าทางเ้าเล่ห์ “ไม่อย่างนั้นจะหนีไปซ่อนที่คฤหาสน์ชานเมืองทำไมกัน? ข้าเดาว่าเขาคงจะส่งคนไปเกลี้ยกล่อมฮูหยินผู้เฒ่าก่อน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับไปโดนตำหนิกับโดนลงโทษ! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ...”
หวาชิงเสวี่ยฟังแล้วยังไม่เข้าใจ ถามว่า “ทำไมถึงไม่ถูกกันล่ะ? พวกเขาไม่ใช่แม่ลูกกันหรอกหรือ?”
“อย่างไรก็ไม่ใช่แม่ลูกแท้ๆ” หลี่จิ่งหนานส่ายหน้า ยู่ปากแล้วพูดว่า “ใน่แรกๆ ท่านโหวผู้เฒ่าไม่มีบุตรกับภรรยา เลยไปรับฟู่ถิงเย่ที่เป็ลูกหลานในตระกูลมาเลี้ยงเป็ลูกบุญธรรมเพื่อที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์ แต่พอฟู่ถิงเย่อายุได้เจ็ดแปดขวบ ภรรยาของท่านโหว หรือก็คือฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ ก็เกิดตั้งครรภ์โดยไม่คาดคิดและให้กำเนิดบุตรชายออกมา ตอนนั้นฟู่ถิงเย่เป็ถึงผู้สืบทอดของจวนโหวแล้ว แต่ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ยืนยันจะให้ท่านโหวผู้เฒ่าแต่งตั้งลูกชายของตนเป็ผู้สืบทอดแทน ตอนนั้นเื่นี้เป็เื่ใหญ่โต คนทั้งเซิ่งจิงต่างก็รู้เื่”
หลี่จิ่งหนานเห็นหวาชิงเสวี่ยยังทำหน้างงๆ ก็กลัวว่านางจะไม่เข้าใจ จึงอธิบายต่อ “การแต่งตั้งผู้สืบทอดนั้นต้องมีพระราชโองการจากฮ่องเต้ แคว้นต้าฉีไม่เคยมีประเพณีการเปลี่ยนตัวผู้สืบทอดมาก่อน แต่ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็ยังยืนกรานจะให้เปลี่ยน สุดท้ายท่านโหวผู้เฒ่าไม่ยอม นางเลยไปขอความช่วยเหลือจากเสด็จแม่ ด้วยการขอร้องจากเสด็จแม่ เสด็จพ่อของข้าเลยต้องจำใจยอมออกราชโองการเปลี่ยนบุตรชายคนรองของตระกูลฟู่เป็ผู้สืบทอดแทน”
หลังจากนั้น ฮ่องเต้พระองค์ก่อนอาจจะมีความสงสารในตัวฟู่ถิงเย่ หรืออาจจะเห็นว่าฟู่ถิงเย่เป็คนที่มีความสามารถ ก็เลยตั้งใจที่จะดูแลและส่งเสริมฟู่ถิงเย่อย่างลับๆ
หวาชิงเสวี่ยฟังแล้วก็เข้าใจในที่สุด แล้วพึมพำกับตัวเอง “ที่แท้เขาก็ยังมีน้องชายด้วย...”
“ไม่มีแล้ว” น้ำเสียงของหลี่จิ่งหนานแฝงไปด้วยความสะใจ “คลอดออกมาไม่กี่ปีก็ตายแล้ว ได้ยินมาว่าสุขภาพอ่อนแอมาแต่เกิด แค่เป็หวัดเล็กน้อยก็ถูกลมหนาวเอาชีวิตไป ทุกคนก็เลยลือกันลับหลังว่าเป็เพราะฮูหยินผู้เฒ่าเลี้ยงดูบุตรชายอย่างประคบประหงมมากเกินไปจนเป็เช่นนั้น”
หวาชิงเสวี่ยมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ “เ้าอายุแค่แปดเก้าขวบไม่ใช่หรือ ทำไมถึงได้รู้เื่ในตอนนั้นดีขนาดนี้?”
“เสด็จพ่อของข้ากล่าวว่าฟู่ถิงเย่เป็ขุนนางไร้ผู้สนับสนุนที่สามารถฝากฝังให้ทำการใหญ่ได้ จึงเล่าเื่ของเขาให้ฟังมากมาย” หลี่จิ่งหนานพูดพลางแบมือยักไหล่ “แล้วทุกครั้งที่ฟู่ถิงเย่เข้าเมืองหลวง เื่เก่าๆ พวกนี้ก็มักจะถูกขุดขึ้นมาพูดคุยกันใหม่ ข้าว่าคงจะยากที่จะไม่รู้เื่นี้”
หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพูดว่า “ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงได้ดูอารมณ์ไม่ดี”
“เอ๊ะ? เขาอารมณ์ไม่ดีด้วยหรือ?” หลี่จิ่งหนานพยายามนึกภาพตาม แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรแตกต่างออกไป ในความทรงจำของเขา ฟู่ถิงเย่ไม่ว่าตอนไหนก็เป็คนหน้าบูดบึ้งไม่ยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา
“หนวดเคราของเขาดูดีขึ้นนะ” หลี่จิ่งหนานนึกออกหลังจากที่คิดอยู่พักใหญ่
หวาชิงเสวี่ยตอบกลับอย่างภาคภูมิใจ “ข้าเป็คนตัดแต่งให้เขานี่!”
หลี่จิ่งหนานพูดว่า “ดีเลย! ไว้ข้ามีหนวดเมื่อไหร่ เ้าก็ช่วยตัดแต่งแบบนั้นให้ข้าบ้างนะ!”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินก็หัวเราะออกมาดังลั่น “เ้าจะไว้หนวดหรือ?! ฮ่าฮ่าฮ่า...ต้องรอกี่ปีกันเล่า! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า...”
ใบหน้าเล็กๆ ของหลี่จิ่งหนานแดงขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าอายุเก้าขวบแล้วนะ อีกไม่นานก็จะมีหนวดแล้ว!”
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะจนท้องแข็ง ในหัวนึกภาพฮ่องเต้ตัวน้อยที่มีหนวดเคราขึ้นเต็มหน้าก็ยิ่งหัวเราะจนตัวงอ
ด้านนอกรถม้า เสี่ยวโต้วจื่อที่เดินตามอยู่ได้ยินเสียงหัวเราะสนุกสนานแว่วออกมาจากข้างใน ก็ได้แต่ทำหูหนวกตาบอดแสดงท่าทางเหมือนไม่ได้ยินสิ่งใด
ในใจของเสี่ยวโต้วจื่อรู้สึกซาบซึ้งเหลือเกิน โลกใบนี้คงจะมีแค่หวาชิงเสวี่ยคนเดียวเท่านั้น ที่สามารถล้อเลียนฮ่องเต้ได้อย่างไม่เกรงกลัว และยังไม่ถูกตัดหัว
แม้กระทั่งไทเฮาในตอนที่พูดคุยกับฮ่องเต้ก็ยังไม่ได้เป็กันเองขนาดนี้
ฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์ยิ่งนัก แล้วก็จริงที่ยังขาดความน่าเกรงขามต่อหน้าเหล่าขุนนางในราชสำนัก แต่ถึงอย่างไรพระองค์ก็คือฮ่องเต้
อย่างน้อยที่สุด ในสายตาของเหล่าขันทีและนางกำนัลในวัง หลี่จิ่งหนานก็คือผู้ที่กุมอำนาจความเป็ความตายเอาไว้ เพราะยังเยาว์จึงเอาแต่ใจ และเพราะว่าเอาแต่ใจจึงก้าวร้าว รวมถึงอารมณ์แปรปรวนง่าย...
...
รถม้าหยุดอยู่หน้าประตูใหญ่สีแดงชาดบานหนึ่ง
ประตูใหญ่และกำแพงสูง หลังคาประดับด้วยกระเบื้องสีเขียวครามและผนังสีขาว ที่หน้าประตูมีสิงโตหินสองตัวดูสง่าผ่าเผย
หลี่จิ่งหนานเดินนำหวาชิงเสวี่ยเข้าไปอย่างองอาจราวกับไก่ตัวผู้ที่กำลังแสดงความยิ่งใหญ่
พอเข้าไปด้านใน ก็เป็ลานกว้างด้านหน้าที่เชื่อมต่อกันทั้งบริเวณ ตรงกลางลานมีฉากบังตาแกะสลักลวดลายโบราณ ด้านข้างตกแต่งด้วยกอไผ่และดอกไม้ใบหญ้า ทำให้ทิวทัศน์ดูมีมิติสูงต่ำลดหลั่นกันไปเรื่อยๆ
สถาปัตยกรรมของคนโบราณนั้น ให้ความสำคัญกับมิติสูงต่ำ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็สามารถเห็นวัตถุที่มีระยะใกล้ กลาง ไกล จัดเรียงซ้อนทับกันได้อย่างลงตัว
ความรู้สึกของหวาชิงเสวี่ยตอนนี้ ก็คือความรู้สึกถึงมิติที่ว่านี้
ช่างเสียของอะไรเช่นนี้...
นางมองไปยังชายคาที่มีรูปสัตว์ต่างๆ แกะสลักลวดลายอย่างประณีต ในลานยังมีสะพานน้อยที่ทำขึ้นมาอย่างพิถีพิถันอีก ภายในหัวสมองอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำกล่าวนี้ขึ้นมา
มันช่าง...สิ้นเปลืองอะไรเช่นนี้
“ที่นี่ใหญ่จังเลย” หวาชิงเสวี่ยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินชมอุทยาน ใจนถึงกับพึมพำกับตัวเอง “ข้าจะอยู่ที่นี่คนเดียวได้อย่างไรกัน...”
หลี่จิ่งหนานมองค้อนนางแล้วพูดว่า “อย่าทำตัวจนๆ แบบนั้นจะได้ไหม? ตอนนี้เ้าคือซือปิงฟูเหรินแห่งแคว้นต้าฉีแล้ว ฐานะอย่างเ้าเหมาะสมกับบ้านพักหลังนี้แล้ว!”
“แต่ว่า...” หวาชิงเสวี่ยกวาดสายตามองไปรอบๆ พื้นที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ แค่ทำความสะอาดก็น่าจะใช้เวลาหลายวันแล้วกระมัง?
“เดี๋ยวข้าจะส่งนางกำนัลมาคอยรับใช้เ้า” หลี่จิ่งหนานพูดอย่างใจกว้าง
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกขนลุก จึงรีบส่ายหัวทันที!
“ไม่ ไม่ต้องหรอก! ข้าไม่ชิน!”
หลี่จิ่งหนานก็ไม่ได้บังคับอะไร ความจริงแล้วเขาอยู่ในวังทุกวัน มองหน้าคนเดิมๆ จนเบื่อเต็มทีแล้ว หากมาอยู่กับหวาชิงเสวี่ย แล้วต้องมาเจอหน้าคนพวกนั้นอีก คงจะน่าเบื่อไม่น้อย
“ถ้าอย่างนั้นก็ควรมีคนคุ้มกันนะ?” หลี่จิ่งหนานเป็ห่วงนางมากจึงกล่าวว่า “เ้าอยู่คนเดียวตอนกลางคืนจะไม่กลัวหรือ? หากเกิดอะไรขึ้นมา ก็ยังพอมีคนให้เ้าใช้งานได้นะ”
เื่นี้ก็จริง...
ลานแห่งนี้ดูเก่าแก่และมีเสน่ห์ให้กลิ่นอายความโบราณก็จริง แต่พอตกกลางคืนความรู้สึกคงจะแตกต่างออกไป...
“ค่ายอาวุธไฟเพิ่งจะก่อตั้งขึ้น ข้าคงอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน” หวาชิงเสวี่ยคิดแล้วค่อยพูดออกมา “อยู่ไปสักสองสามวันก่อนแล้วกัน หากตอนนี้จ้างคนมาแล้ว ตอนที่ข้าไปจากที่นี่ก็คงจะจัดการได้ยาก”
“เื่นี้มีอะไรยาก ข้าให้ทหารองครักษ์อยู่ดูแลเ้าก็สิ้นเื่แล้ว”
หลี่จิ่งหนานเริ่มใจกว้างอีกครั้ง เสี่ยวโต้วจื่อที่อยู่ข้างกายหน้าซีดเผือดขึ้นมาทันที!
ทหารองครักษ์หลวงนั้นแตกต่างจากทหารองครักษ์ทั่วไป คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็ยอดฝีมือที่คัดเลือกมาเป็อย่างดี ผ่านการฝึกฝนและคัดเลือกอย่างเข้มงวด จึงได้เข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับฮ่องเต้ และส่วนมากยังมีตำแหน่งขุนนางติดตัว ไม่ใช่สามัญชนธรรมดา!
กล่าวได้ว่าทหารองครักษ์ของฮ่องเต้นั้น แม้แต่ขุนนางธรรมดาเห็นแล้วก็ต้องให้ความเคารพ แต่ตอนนี้...
ฮ่องเต้กลับจะให้ทหารองครักษ์ของตนมาดูแลหวาชิงเสวี่ย?
ความโปรดปรานนี้ไม่ต่างอะไรกับการเอาหวาชิงเสวี่ยขึ้นไปย่างบนกองไฟเลยไม่ใช่หรือ?!
“ไม่เป็ไรหรอก เดี๋ยวข้าไปอยู่ที่คฤหาสน์ชานเมืองก่อนแล้วกัน ท่านแม่ทัพจัดเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว” หวาชิงเสวี่ยยิ้มบางๆ ตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ “จะให้เสียน้ำใจท่านแม่ทัพก็ใช่เื่”
