อวี้จิ่นที่ตื่นมาในเช้าวันใหม่ และได้รับฟังเื่ราวที่เกิดขึ้นจากบิดาของตน นางทั้งใและรู้สึกโกรธแค้นไปในคราวเดียวกัน ไม่คิดว่าจะมีคนเห็นชีวิตของผู้อื่นมีค่าน้อยกว่าเงินทอง ยิ่งรู้ว่าฮ่องเต้และเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ได้รับผลกระทบจากเื่นี้ จึงมีใจอยากช่วยเหลือเป็การชั่วคราว
“คนพวกนี้สมควรถูกปะาแล้วเ้าค่ะ โดยเฉพาะหมอหลวงผู้นั้นหากจะเห็นแก่เงินทอง ไม่ควรเข้าไปเป็หมอหลวงเพื่อรักษาเชื้อพระวงศ์สักนิด กว่าจะเรียนสำเร็จเป็หมอที่ผู้คนยอมรับได้ก็ยากเย็น แต่กลับนิสัยเปลี่ยนเมื่อเห็นเงินทองมากองตรงหน้าเสียอย่างนั้น”
“คนบางคนไม่รู้จักพอหรอกนะจิ่นเอ๋อร์ เมื่อคืนนี้ถือว่าโชคดีมากที่อาเหยียนมีไหวพริบ นึกถึงยาของเ้าจึงได้นำไปช่วยรักษาพระอาการของฝ่าา มิเช่นนั้นคงแย่เพราะสำนักหมอหลวงยามนี้ไม่มีสมุนไพรที่ใช้ได้เลย” แม่ทัพใหญ่เล่าให้บุตรสาวได้ฟังเื่ยาของนาง หากไม่ได้ฟู่หลงเหยียนที่สั่งการได้รวดเร็ว ฮ่องเต้อาจล้มป่วยหนักและเหล่าองค์ชายจะฉวยโอกาสก่อความวุ่นวายขึ้น
“ท่านพี่แล้วเื่ที่ฝ่าามีรับสั่งให้สำนักหมอหลวงมาตั้งโต๊ะ เพื่อรักษาอาการป่วยให้ราษฎรจะทำเช่นไรเ้าคะ ในเมื่อไม่มียาสมุนไพรให้ใช้สำหรับการตรวจรักษา” จางฮูหยินคิดเื่นี้ขึ้นมาได้จึงถามกับสามี
“เื่นี้ฝ่าามีรับสั่งให้เสนาบดีกรมการคลัง นำเงินทองที่ยึดมาจากตระกูลเฝิง ไปซื้อยาสมุนไพรเท่าที่มีขายในเมืองหลวง และอาจลามไปถึงเมืองที่อยู่ใกล้ ๆ ให้ได้มากที่สุด รอให้พระอาการของฝ่าาดีขึ้นกว่านี้ ถึงจะมีรับสั่งแต่งตั้งผู้รับผิดชอบโดยตรงอีกครั้ง” เื่นี้ทำเอาสำนักหมอหลวงหนักใจเป็อย่างมาก
“หืม ท่านพ่อท่านแม่เ้าคะ พวกท่านจะเคร่งเครียดกันไปทำไมประเดี๋ยวริ้วรอยก็ถามหาหรอกเ้าค่ะ พวกท่านลืมอันใดไปหรือไม่เ้าคะว่าสองสามวันมานี้บุตรสาวของท่านทำสิ่งใด หรือคิดว่ายาสมุนไพรที่ข้าปรุงออกมา ไม่สามารถรักษาอาการป่วยของชาวบ้านได้หรืออย่างไร ฮึ” อวี้จิ่นทั้งแกล้งหยอกเย้าและทำท่างอนบิดามารดาของตน
“จริงด้วยเ้าค่ะท่านพี่!! เมื่อคนป่วยที่ทานยาของจิ่นเอ๋อร์ไปย่อมมีอาการดีขึ้น พวกเขาจะมาตรวจรักษากับหมอหลวงอีกทำไมกัน คงมีเฉพาะตระกูลขุนนางบางคนหรือชาวบ้านที่อยากตรวจจริง ๆ เท่านั้น ที่จะให้สำนักหมอหลวงช่วยตรวจนั่นก็หมายความว่า ไม่ต้องกังวลเื่ยาสมุนไพรจะไม่เพียงพออย่างไรล่ะเ้าคะ” จางฮูหยินเอ็นดูบุตรสาวที่แกล้งงอน เมื่อนางกับสามีลืมเื่ร้านยาสมุนไพร
“โอ้ว จริงสินะพ่อขี้ลืมถึงเพียงนี้เชียวรึ เพิ่งจะพูดถึงยาสมุนไพรของจิ่นเอ๋อร์ไปแท้ ๆ โอ๋ ๆ ๆ ไม่งอนนะลูกพ่อ”
“คิ คิ คิ ข้าแค่หยอกเล่นเ้าค่ะ แล้วนี่พี่ใหญ่หายไปที่ใดเ้าคะ”
“เอ่อ อ้อ พี่ใหญ่ของเ้าพ่อส่งไปทำภารกิจบางอย่างน่ะ คาดว่าวันนี้ตอนหัวค่ำคงจะกลับมาถึงจวนแล้วล่ะ จิ่นเอ๋อร์ถามถึงพี่ชายเ้ามีเื่อะไรจะให้พี่ชายช่วยทำงั้นรึ”
“ไม่มีอันใดเ้าค่ะแค่ไม่เห็นพี่ใหญ่มาทานอาหารด้วยสองวันแล้ว ที่แท้ได้รับภารกิจสำคัญจากท่านพ่อนี่เอง ไหน ๆ พวกท่านก็อยู่พร้อมหน้ากันแล้ว เช่นนั้นข้าขออนุญาตไปที่ร้านนะเ้าคะ ก่อนกลับจะแวะตรวจงานของนายช่างเซี่ยงเสียหน่อย ว่าใกล้จะเปิดตำหนักได้แล้วหรือยัง”
“อืม ไปเถิดแต่ต้องระวังตัวด้วยเล่าอย่าอยู่ห่างเฟยอินเข้าใจหรือไม่” แม่ทัพใหญ่ย่อมอนุญาตและไม่ลืมกำชับเื่ความปลอดภัย
“เ้าค่ะท่านพ่อ ข้ากับพี่เฟยอินขอตัวก่อนนะเ้าคะ”
“เช่นนั้นพวกเราก็ออกไปพร้อมกันจะดีกว่า พ่อต้องไปดูแลการฝึกทหารที่ค่ายแทนพี่ชายของเ้า”
จางฮูหยินเดินออกมาส่งสามีและบุตรสาวไปทำงานที่ด้านหน้าเรือนใหญ่ จากนั้นกำชับพ่อบ้านดูแลบ่าวไพร่ทำงานในจวนให้ดี และไปเยี่ยมแม่สามีที่เรือนอยู่พูดคุยเป็เพื่อนให้คลายเหงา ั้แ่ได้รับยาถอนพิษจากอวี้จิ่นและดื่มยาบำรุงมาเรื่อย ๆ ยามนี้ฮูหยินผู้เฒ่าของตระกูลเจียงรู้สึกร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก แม่นมฮวนที่คอยรับใช้ใกล้ชิด ก็พลอยได้รับอานิสงค์เื่ยาบำรุงไปด้วยเช่นกัน
เมื่ออวี้จิ่นมาถึงร้านขายสมุนไพร อาเหมาก็เข้ามารายงานกับนางว่า ฟู่หลงเหยียนมารออยู่ในห้องทำงานได้เกือบหนึ่งเค่อแล้ว ก่อนจะกลับไปช่วยเถ้าแก่เฮ่อดูแลลูกค้าและคนป่วย ที่มาตรวจกับท่านหมอของร้านสมุนไพรแห่งนี้ อวี้จิ่นเข้ามาในห้องทำงานก็เห็นฟู่หลงเหยียนนั่งอยู่เงียบ ๆ โดยมีเฉินอิ่นกับอู๋จิ้งยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกห้อง
“คารวะคุณหนูเจียงขอรับ”
“สวัสดีเ้าค่ะท่านน้าทั้งสอง” อวี้จิ่นยังคงเรียกผู้ติดตามของฟู่หลงเหยียนเช่นนี้ มิฉะนั้นบุรุษหน้านิ่งจะเกิดอาการงอนขึ้นมาอีก
“จิ่นเอ๋อร์เ้ามาแล้วหรือ”
“มาแล้วเ้าค่ะ วันนี้พี่ชายฟู่ไม่ได้ทำงานหรือเ้าคะ?”
“วันนี้พี่ได้หยุดพักหนึ่งวันและงานที่สำนักตรวจสอบได้สะสางไปพอสมควรแล้ว ส่วนที่เหลืออยู่เป็เื่ที่ไม่ใหญ่มากนักจึงส่งให้ผู้ช่วยจัดการแล้วล่ะ” เนื่องจากฟู่หลงเหยียนอยากมีเวลาให้อวี้จิ่น เขาถึงได้เร่งสะสางงานที่ค้างอยู่ในสำนักตรวจสอบอยู่นาน
“อ้อ เมื่องานเบาบางลงพี่ชายฟู่ต้องพักผ่อนบ้างนะเ้าคะ แล้วท่านลุงกับท่านป้าเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ ข้าไม่ได้ไปเยี่ยมคารวะที่จวนเลยมัวแต่ยุ่งเื่ร้านค้า” อวี้จิ่นชอบมารดาของฟู่หลงเหยียนที่มักจะมีเื่เล่ามากมาย ยามที่นางไปเยี่ยมที่จวนตระกูลฟู่อยู่เสมอ
“ขอบใจจิ่นเอ๋อร์ที่ถามถึงพวกท่านทั้งสองนะ ท่านพ่อท่านแม่ของพี่สบายดีและร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก ั้แ่ได้ดื่มยาบำรุงของเ้า” และตอนนี้บิดามารของตนยังอุดหนุนยาสมุนไพรที่อวี้จิ่นทำมาขายอีก
“เช่นนั้นวันนี้ก่อนจะกลับข้าจะฝากยาบำรุงกับพี่ชายฟู่ไปด้วยนะเ้าคะ ว่าแต่พี่ชายฟู่มีเื่อื่นนอกเหนือจากมาพูดคุยกับข้าหรือไม่”
“อืม พี่จะมาขอโทษจิ่นเอ๋อร์เื่ของยาสมุนไพร เนื่องจากเื่ของตระกูลเฝิงทำให้สำนักหมอหลวงไม่มียาสมุนไพรดี ๆ เพื่อรักษาพระอาการของฝ่าา พี่จึงให้เฉินอู่มาหยิบยาจากร้านของเ้าปะ..” ฟู่หลงเหยียนพูดมาถึงตรงนี้ก็ต้องหยุด เพราะอวี้จิ่นอธิบายกับเขาเสียก่อน
“พี่ชายฟู่อย่าได้คิดมากเลยเ้าค่ะเื่ที่ท่านพูดถึง ก่อนจะออกจากจวนท่านพ่อได้เล่าให้ข้าได้ฟังทั้งหมดแล้ว ว่าเกิดอันใดขึ้นบ้าง ท่านนำยาไปช่วยรักษาให้กับฮ่องเต้ถือว่าเป็เื่เร่งด่วน และยาของข้าก็มีไว้ช่วยชีวิตคน อีกอย่างพี่ชายฟู่ก็ช่วยจัดการคนที่คิดร้ายกับร้านยาแห่งนี้ ถือเสียว่าเป็สิ่งที่ข้าตอบแทนน้ำใจของท่านดีหรือไม่เ้าคะ” เมื่อได้ฟังที่อีกฝ่ายบอกเล่ามาอวี้จิ่นย่อมเข้าใจได้อย่างง่ายดาย จะถือสาได้อย่างไรก็คนตรงหน้าช่วยปกป้องนางอย่างดี
“จิ่นเอ๋อร์ช่างมีน้ำใจยิ่งนักไว้เ้าเสร็จงาน พี่จะพาเ้าไปลองชิมขนมของเมืองหลวงนะ เ้าทำงานเถิดพี่จะนั่งรออยู่เงียบ ๆ ก็แล้วกัน” ยิ่งเห็นความมีน้ำใจของนางฟู่หลงเหยียนยิ่งปลื้มใจเข้าไปอีก
“แต่วันนี้ข้าต้องไปดูนายช่างเซี่ยงที่ร้านก่อนกลับจวนนะเ้าคะ เนื่องจากปรับปรุงใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงอยากดูว่าควรจัดวางสิ่งของและตกแต่งร้านเช่นไร พี่ชายฟู่จะไปด้วยกันกับข้าหรือไม่”
“พี่ย่อมอยากเห็นการปรับปรุงร้านของนายช่างเซี่ยง จากนั้นพี่จะไปส่งเ้ากลับจวนด้วยตนเอง” วันนี้เขาทำตัวว่างทั้งวันจะไม่ตามติดนางไปได้อย่างไร
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
อวี้จิ่นเริ่มลงมือตรวจสมุดบัญชีของร้านแม้จะเปิดกิจการได้ไม่กี่วัน แต่การมีลูกค้ามาเยอะเช่นนี้การทำบัญชีต้องรอบคอบอย่างยิ่ง จะให้ขาดหายไปแม้แต่อีแปะเดียวไม่ได้เด็ดขาด หลังจากตรวจบัญชีอวี้จิ่นขอเดินตรวจจำนวนยาคงเหลือในร้านอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ายังมีพอให้ลูกค้าได้ซื้อหาอีกสองสามวัน และจะให้ตงลู่นำยามาส่งให้เถ้าแก่เฮ่อก่อนยาจะหมดลง
เมื่อถึงกลางยามซื่อฟู่หลงเหยียน ก็เดินออกจากร้านยาสมุนไพรพร้อมกับอวี้จิ่น มีสายตามากมายหลายคู่ที่มองมายังพวกเขาสองคน การมองนั้นมีทั้งชื่นชมการวางตัวที่เหมาะสมของอวี้จิ่น หรือการมองด้วยความริษยาจากคุณหนูในห้องหอ แต่ทั้งสองคนมิได้สนใจ จนกระทั่งรถม้ามาหยุดตรงหน้าร้านขนมชื่อดังของเมืองหลวง ซึ่งชั้นบนของร้านมีโต๊ะนั่งสำหรับดื่มน้ำชาชั้นดี
และที่ร้านขนมแห่งนี้ก็ช่างบังเอิญยิ่งนัก ที่หานจินเยว่ได้นัดแนะสหายมาดื่มน้ำชาทานของว่างเช่นกัน สาวใช้คนสนิทอย่างซูมี่เหลือบเห็นฟู่หลงเหยียน จึงเข้าไปกระซิบข้างหูของเ้านายด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“คุณหนูเ้าคะใต้เท้าฟู่มาดื่มชาที่นี่เ้าค่ะ”
“เ้าพูดจริงหรือซูมี่!” หานจินเยว่ใจเต้นเมื่อได้ยินสาวใช้บอกกับนางเช่นนั้น แต่เพียงชั่วพริบตาอารมณ์ดีใจกลับกลายเป็ไม่พอใจทันที
“แต่ใต้เท้าฟู่พาบุตรสาวแม่ทัพใหญ่มาด้วยนะเ้าคะ”
“ขวับ!! เหตุใดใต้เท้าต้องไปคลุกคลีกับสตรีชนบทเช่นนั้นนะ”
ความริษยาของสตรีบางครามักมาในรูปของสหาย หานจินเยว่ถือว่าตนเป็หลานสาวของฮองเฮา จึงมักทำตัวเหนือกว่าสหายคนอื่นอยู่เสมอ ส่วนสตรีที่ยอมคบหาเป็สหายล้วน้าผลประโยชน์ทั้งสิ้น
“จินเยว่เ้าเป็อันใดไปทำไมสีหน้าดูไม่ดีเอาเสียเลย” จื่อเว่ยเอ่ยถามกับสหาย
“จื่อเว่ยเ้ายังจะถามอีกหรือลองมองตามสายตาจินเยว่ดูสิ นั่นคงเป็สาเหตุที่จินเยว่มีสีหน้าไม่สู้ดีเช่นนี้” อันฉิงชี้ทางให้สหายคลายความสงสัย
“อ้อ ที่แท้ก็เป็เพราะใต้เท้าฟู่พาสตรีหน้าตาน่ารัก มาดื่มน้ำชาอย่างสนิทสนมที่นี่นั่นเอง” ซินอี๋มองตามที่อันฉิงบอกก็เข้าใจได้ทันที
“ฮึ ข้าไม่เข้าใจสักนิดในเมื่อนำตัวมาส่งถึงมือตระกูลเจียงแล้ว ทำไมใต้เท้าฟู่ยังต้องไปยุ่งกับนางอีกเล่า” หานจินเยว่พูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก
“นี่จินเยว่บางทีนางกำลังล่อลวงใต้เท้าฟู่ก็เป็ได้นะ ยามนี้นางต้องรู้แล้วว่าตระกูลฟู่มีฐานะเช่นไรในเมืองหลวง ใช่หรือไม่พวกเรา” อันฉิงสุมไฟใส่อกให้จินเยว่คิดตามนาง
“ข้าก็เห็นด้วยกับอันฉิงนะจินเยว่ เพราะตระกูลเจียงของนางมีราชโองการเลือกคู่ครองด้วยตนเอง ไม่รับสมรสพระราชทาน ข้าได้ยินบิดาเล่าให้ฟังเมื่อนานมาแล้ว มิเช่นนั้นคุณชายเจียงจะยังครองตัวเป็บุรุษไร้พันธะมาถึงทุกวันนี้หรือ” จื่อเว่ยร่วมเล่นงิ้วยุยงสหายอีกคน
“หึ ข้าไม่มีทางให้นางทำสำเร็จหรอกนะ พวกเ้านั่งรอข้าอยู่ที่นี่รอดูเื่สนุก ๆ ก็พอ” หานจินเยว่คิดแผนการบางอย่างขึ้นในใจ
“พวกเราย่อมตั้งตารอดูเื่สนุกอยู่แล้วล่ะ” ซินอี๋ย่อมเข้าใจอย่างรวดเร็วเมื่อสหายพูดจาเช่นนี้
พอหานจินเยว่ลุกเดินออกไปจากโต๊ะสตรีทั้งสาม ต่างหันมามองหน้ากันและยิ้มเยาะตามหลังของนาง ทั้งที่หานจินเยว่นั้นรู้อยู่แก่ใจดีว่าฟู่หลงเหยียนมิเคยสนใจนาง แม้แต่ฮองเฮาที่ถูกหลานสาวรบเร้าให้ช่วยเื่ทูลขอสมรสพระราชทาน พระนางยังมิกล้าที่จะทูลเื่นี้กับฮ่องเต้ นับประสาอะไรกับการเดินเข้าไปหาเื่ซึ่งหน้าเช่นในตอนนี้
ฟู่หลงเหยียนที่กำลังอารมณ์ดีเมื่อได้ดูแลหยิบขนมและรินน้ำชา เพื่อเอาใจหญิงสาวที่เขาจับจองนางไว้ในใจ ต้องหยุดอารมณ์นั้นไว้จนกลายเป็อารมณ์เสียขึ้นมาแทนที่ เมื่อจู่ ๆ ก็มีเสียงสตรีคนอื่นเข้ามายุ่งวุ่นวายกับตน
“จิ่นเอ๋อร์ลองชิมชิ้นนี้ดูสิพี่ได้ยินว่ารสชาติไม่หวานมะ..”
“คารวะใต้เท้าฟู่เ้าค่ะ ช่างบังเอิญเสียจริงที่พวกเรามานั่งดื่มชาในร้านเดียวกันเช่นนี้” หานจินเยว่กล่าวทักทายอย่างอ่อนช้อย และนั่งร่วมโต๊ะโดยที่ไม่มีผู้ใดเชิญ อวิ้จิ่นที่ยังงุนงงถึงกับเลิกคิ้วให้กับมารยาทนี้
“ใครอนุญาตให้นั่งตรงนี้มิทราบ เื่เล็กน้อยแค่นี้คุณหนูหานไม่น่าลืมกระมัง” ฟู่หลงเหยียนไม่เคยไว้หน้าสตรีที่เขารังเกียจ
‘เพล้ง!! หน้าแตกหมอไม่รับเย็บเลยแฮะ’ อวี้จิ่นแอบคิดอยู่ในใจเงียบ ๆ
“เอ่อ หมะ แหม ใต้เท้าฟู่ละก็พวกเราคนกันเองทั้งนั้น ท่านคงไม่ถือสาเื่เล็กน้อยเช่นนี้หรอกกระมังจริงหมะ...”
“ใครเป็คนกันเองกับท่าน? เื่มารยาทหากคุณหนูหานไม่ถือ แต่สำหรับข้าถือว่าเป็เื่ใหญ่มาก เพราะนั่นหมายถึงการอบรมสั่งสอนมิได้ซึมซับเข้าไปในหัวของท่านสักนิด” ฟู่หลงเหยียนไม่เคยไว้หน้าให้กับเื่การด่าทอสตรีเช่นหานจินเยว่
‘อูย เจ็บจี๊ดโดนด่าเช่นนี้เขาว่าพ่อแม่เ้าไม่รู้จักอบรมสั่งสอนบุตรเชียวนะ’
หานจินเยว่มิได้สนใจว่าฟู่หลงเหยียนจะด่าทอนางเช่นไร แม้จะรู้สึกเสียหน้ากับคำพูดของฟู่หลงเหยียนเพียงใด ความตั้งใจของนางคือการหาเื่อวี้จิ่นต่างหาก แต่ก็ไม่อาจทำได้เช่นกันเพราะฟู่หลงเหยียนไม่มีทางยอม
“หืม นี่คงเป็คุณหนูเจียงบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ ที่เพิ่งจะมาจากชนบทสินะเป็อย่างไรบ้าง คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในเมืองหลวงบ้างหรือยังเล่า ข้ารบกวนคุณหนูเจียงรินน้ำชาให้สักถ้วยสิ” หานจินเยว่ยังคงทำตัวเหมือนกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“สาวใช้ที่ยืนอยู่นั่นเป็ิญญาเร่ร่อนหรืออย่างไร คุณหนูหานถึงไม่ออกคำสั่งกับคนของตนเอง มีสิทธิ์อันใดมาสั่งให้ธิดาท่านแม่ทัพใหญ่รินน้ำชาให้ดื่มงั้นรึ นอกจากจะไร้มารยาทยังหน้าด้านหน้าทน ข้าล่ะนับถือเื่นี้จริง ๆ” ฟู่หลงเหยียนเริ่มจะหมดความอดทนกันหานจินเยว่
“ไม่ทราบว่าคุณหนูหานพิการนิ้วขาดมือด้วนหรือเ้าคะ? ถึงได้รินน้ำชาดื่มด้วยตนเองไม่ได้ นอกจากจะทำตัวไร้มารยาท มานั่งร่วมโต๊ะของผู้อื่นโดยไม่รับอนุญาตแล้ว ยังเอ่ยปากใช้ข้าผู้นี้ดั่งบ่าวไพร่ก็มิปาน นิสัยของคุณหนูในเมืองหลวงทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาก็คราวนี้กระมัง” นางไม่ใช้สาวใช้กล้าดีอย่างไรมาสั่งให้นางทำนั่นทำนี่
สิ้นเสียงพูดของอวี้จิ่นคุณชายคุณหนูทั้งหลาย ที่นั่งดื่มน้ำชาจึงเริ่มซุบซิบพูดถึงหานจินเยว่ ซึ่งพวกเขาคิดว่าที่ฟู่หลงเหยียนกับอวี้จิ่นพูดมานั้นถูกต้อง ยิ่งคนที่นั่งโต๊ะใกล้ ๆ ยังรู้สึกละอายั้แ่ประโยคแรกที่ฟู่หลงเหยียนกล่าวกับนางแล้ว
“คุณหนูเจียงมันจะไม่มากไปหน่อยรึ! แค่รินน้ำชาเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงกับด่าทอว่าข้าเป็คนพิการเช่นนี้” หานจินเยว่เริ่มควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ เมื่อถูกอวี้จิ่นใช้วาจาเปรียบเทียบนางกับคนพิการ
“ปัง!! หานจินเยว่!! เป็เ้าที่ทำตัวไร้มารยาทต่อผู้อื่นก่อนมิใช่รึ เ้าคิดว่าตนเองสูงส่งนักหรืออย่างไร หากเทียบตำแหน่งในราชสำนัก บิดาของเ้ายังเป็รองแม่ทัพใหญ่อยู่หนึ่งขั้น บุตรสาวทำตัวเช่นนี้หากบิดาของเ้ารู้เข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด เื่ที่เ้าพยายามให้ฮองเฮาทูลขอกับฝ่าา คิดว่าคนอย่างข้าจะไม่รู้สิ่งที่เ้า้าสินะ เมื่อก่อนที่ข้าไม่ถือสาเพราะ้าไว้หน้าฮองเฮาผู้เป็น้าของเ้า
แต่วันนี้เ้ารนหาที่ด้วยตนเองกล้ามาหาเื่คนของข้า หลังจากนี้จงรับให้ได้เพราะข้าจะตอบแทนเ้าอย่างสาสม จิ่นเอ๋อร์พวกเราไปทำธุระของเ้ากันต่อเถิด ไว้วันหลังพี่จะให้ท่านแม่ทำขนมอร่อย ๆ ให้เ้าทานเอง” พอเสียงดังต่อว่าหานจินเยว่จบลง ฟู่หลงเหยียนกลับใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยน เอาอกเอาใจอวี้จิ่นให้ทุกคนได้เห็นและได้ยินกันอย่างถ้วนหน้า และนี่จะกลายเป็ที่เล่าลืออย่างรวดเร็ว
“เ้าค่ะพี่ชายฟู่” ยามเดินผ่านหานจวินเยว่ไป อวี้จิ่นแอบพูดเบา ๆ ให้หานจินเยว่เจ็บใจเล่น ๆ
‘ว้ายยย หน้าแหกไปหมดแล้ว เชอะ รู้ไว้ซะว่าพี่ชายฟู่เลือกข้านะจ๊ะพี่สาว คิ คิ คิ’
หานจินเยว่จากทะนงตนต้องใจตกไปอยู่ตาตุ่ม เมื่อได้ยินสิ่งที่ฟู่หลงเหยียนพูดกับนาง และยิ่งตอกย้ำว่าคนสำคัญสำหรับบุรุษที่นางหลงรัก คือบุตรสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่
“ตุบ ทำไม ข้าสู้นางไม่ได้ตรงไหนใต้เท้าฟู่ถึงไม่สนใจข้า ฐานะข้ามิได้ต่ำต้อยเหตุใดไม่หันมามองข้าบ้าง แล้วที่บอกว่าจะตอบแทนข้าใต้เท้าฟู่หมายความว่าอย่างไร?” หานจินเยว่ยามนี้นางสับสนไปหมดนอกจากเสียใจ ยังต้องนั่งคิดอีกว่าฟู่หลงเหยียนจะทำอะไรกับนางกันแน่
“คุณหนู ๆ เ้าคะ บ่าวว่าพวกเรากลับจวนกันก่อนเถิดเ้าค่ะ ยามนี้ผู้คนเอาแต่มองท่านและหันไปพูดจาถึงเื่ที่เกิดขึ้นแล้วนะเ้าคะ” ซูมี่ที่หายจากอาการใ ที่ฟู่หลงเหยียนตะคอกด่าทอเ้านายของตน ก็รีบเข้ามาประคองหานจินเยว่เพื่อพานางกลับจวน
“ใช่แล้ว ข้าต้องรีบกลับไปหาทางป้องกันเื่ที่ใต้เท้าฟู่พูดไว้ ท่านแม่ต้องช่วยคิดหาทางออกให้ข้าได้แน่ เร็วเข้าซูมี่รีบกลับจวนไปตามรถม้ามารับข้าเร็วเข้า” หานจินเยว่พูดดั่งคนขาดสติและหวาดกลัว จนนึกถึงมารดาที่ต้องช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับนาง
สหายทั้งสามของหานจินเยว่มิได้เข้ามาช่วยแต่อย่างใด พวกนางนั่งดูเื่สนุกตามที่หานจินเยว่บอกเป็อย่างดี พวกนางสาแก่ใจั้แ่ฟู่หลงเหยียนต่อว่าสหาย เมื่อนางนั่งลงอย่างไร้มารยาท ไม่เหมาะสมกับการเป็คุณหนูตระกูลขุนนางสักนิด แม้แต่ยามสหายรีบวิ่งกลับจวนก็ไม่เอ่ยรั้งไว้ กลับนั่งดื่มน้ำชาอย่างสบายใจต่อไป
ทางด้านอวี้จิ่นที่นั่งบนรถม้า ก็พยายามพูดให้พี่ชายฟู่ของนางปรับอารมณ์ให้กลับมาดีเช่นเดิม เมื่อถูกสตรีผู้นั้นทำให้โกรธเคือง ฟู่หลงเหยียนไม่อยากให้อวี้จิ่นต้องคิดมาก จึงปรับสีหน้าท่าทางตามที่นางร้องขออยู่นาน จนถึงร้านค้าที่กำลังปรับปรุงของอวี้จิ่น นายช่างเซี่ยงบอกกับนางว่าเหลือเพียงเก็บงานอีกเล็กน้อย และให้นางทำการตกแต่งภายในก็สามารถเปิดกิจการได้แล้ว ท่าทางดีใจของอวี้จิ่นในยามนี้ทำให้ฟู่หลงเหยียนผ่อนคลายไปได้มาก
แต่หลังจากที่ส่งอวี้จิ่นกลับจวนเรียบร้อยแล้ว เขาได้เขียนฎีการ้องเรียนถึงการกระทำของหานจินเยว่ต่อฮ่องเต้ และขอให้ทรงประทานสมรสแก่หานจินเยว่กับบุรุษที่คู่ควรกับนาง ฮ่องเต้ทรงทราบเื่นี้มาก่อน เมื่อคำเตือนของพระองค์ไม่เป็ผล ราชโองการประทานสมรสพระราชทาน จึงตกลงบนหัวหานจินเยว่ในยามซื่อของวันต่อมาทันที เสนาบดีหานไม่อาจทำอันใดได้จำต้องก้มหน้ารับราชโองการเท่านั้น
