เมื่อได้ยินเช่นนั้น คิ้วของฟู่ถิงเย่ก็ขมวดเข้าหากัน แต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่รู้ดีว่า ฟู่ถิงเย่ในตอนนี้ไม่ใช่เด็กน้อยที่เคยนั่งบนตักนางอีกต่อไปแล้ว และไม่ใช่คนที่สามารถหลอกล่อได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ
นางยิ้มบางๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนดั่งมารดาที่รักลูก “เ้าเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ของแคว้นต้าฉี ต้องออกรบอยู่ภายนอกมาหลายปี มีิญญาผู้คนมากมายต้องสังเวยชีวิตใต้คมดาบ ดวงชะตาเต็มไปด้วยเคราะห์ร้าย แม่ได้แต่กินเจสวดมนต์อยู่ที่บ้านเพื่อขอพรให้เ้าปลอดภัย ส่วนภรรยาของเ้า แม่ไม่ได้คาดหวังว่านางจะต้องมาจากตระกูลสูงศักดิ์ แค่อยากให้นางเป็คนที่เพียบพร้อมด้วยบุญวาสนา ช่วยคลายความพยาบาทที่มีต่อเ้าได้ ครอบครัวจะได้สงบสุขและราบรื่น…”
ฟู่ถิงเย่เงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ทำให้ท่านแม่ต้องเป็ห่วงแล้ว”
เป็การแสดงความขอบคุณ แต่ไม่ได้ตอบรับเื่ใดๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่กล่าวหยั่งเชิง “หากเ้ารักนางมากจริงๆ ลองเอาวันเดือนปีเกิดของนางมา แม่จะได้หาพระอาจารย์มาดูให้ ขอแค่ไม่ร้ายแรงมากเกินไป เราก็พอจะจ่ายเงินทำพิธีสะเดาะเคราะห์แก้ไขดวงชะตาได้…”
คำพูดเ่าั้ทุกถ้อยคำล้วนแสดงความเป็ห่วงเป็ใยฟู่ถิงเย่
ความจริงแล้ว นางแค่ให้คนพูดว่าดวงชะตาของหวาชิงเสวี่ยร้ายแรง มีดวงชะตานำพาโชคร้ายมาสู่สามีและบุตร นำเคราะห์มาสู่ผู้อื่น นางไม่เชื่อหรอกว่าฟู่ถิงเย่จะกล้าแต่งนางเข้ามา!
แต่ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่หารู้ไม่ว่า หวาชิงเสวี่ยความจำเสื่อมไปแล้ว นางไม่รู้แม้แต่วันเดือนปีเกิดของตนเอง…
“...ยังไม่ต้องรีบร้อน” ฟู่ถิงเย่ตอบ “ตอนนี้แคว้นเราอยู่ใน่ไว้ทุกข์ วันหน้าค่อยว่ากันเถิด”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ตอนนี้เ้าก็อายุไม่น้อยแล้ว ถึงแม้จะอยู่ใน่ไว้ทุกข์ ก็ควรคิดเื่การมีทายาทของตระกูลฟู่ไว้ก่อนแต่เนิ่นๆ …”
ฟู่ถิงเย่เงยหน้าขึ้นมองฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ ดวงตาสงบนิ่งและเก็บซ่อนความรู้สึก “ทำให้ท่านแม่ต้องเป็ห่วงแล้ว ลูกจะจำไว้”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ยิ้มน้อยๆ “วันนี้ญาติผู้น้องของเ้าคงใไม่น้อย เ้าไปเยี่ยมนางบ้างเถอะ หลายปีมานี้พวกเ้าแทบไม่ได้เจอกัน อย่าห่างเกินกันไปเลยนะ”
คิ้วยาวของฟู่ถิงเย่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยจนแทบไม่ทันสังเกต ก่อนที่จะตอบ “อืม” อย่างขอไปที
หลังจากพูดคุยกันเสร็จ ฟู่ถิงเย่ก็ไปยังห้องหนังสือที่เรือนพักชั้นนอก
เมื่อเดินผ่านเรือนของเฉิงหว่านเมี่ยว เขาก็ไม่ได้ชะลอฝีเท้าลงแม้แต่น้อย และเดินผ่านไปเลย
เมื่อเขาไปถึงห้องหนังสือแล้ว ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนได้ตอบรับว่าจะไปเยี่ยมเฉิงหว่านเมี่ยวตามคำขอของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่
แต่เด็กสาวตัวเล็กๆ ที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่ง ไม่เจ็บไม่ป่วยตรงไหน มีอะไรให้ต้องไปเยี่ยมกัน? ฟู่ถิงเย่ไม่มีอารมณ์ไปโอ๋เด็ก จึงลืมเื่ของเฉิงหว่านเมี่ยวไป แล้วเริ่มอ่านรายงานข่าวกรองเกี่ยวกับทูตแคว้นต้าเหลียวที่หน่วยสอดแนมสืบได้มาใน่นี้
ในคืนนั้น เฉิงหว่านเมี่ยวก็มีไข้ขึ้นสูงไม่ลดลงอย่างที่ท่านหมอกล่าว
นางนอนอยู่บนเตียง ร่างกายหนาวๆ ร้อนๆ สลับกันไป พร้อมๆ กับรู้สึกเวียนหัว ช่างทรมานเหลือเกิน
ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น นางรู้สึกได้ว่ามีสาวใช้ช่วยเช็ดเหงื่อและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ บางครั้งก็ป้อนน้ำ บางครั้งก็ป้อนยา นางยังได้ยินเสียงตำหนิของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ กำลังติเตียนสาวใช้ที่ไม่ได้ดูแลนางให้ดี
เฉิงหว่านเมี่ยวคิดในใจอย่างมึนงง โชคดีที่ยังทัน...ฮูหยินผู้เฒ่ายังคงเอ็นดูนาง เื่การแต่งงานกับตระกูลสวีท่านก็ยังไม่ได้ตอบรับ ทุกอย่างยังทันเวลา…
หลังจากที่นางนอนหลับไปตื่นหนึ่ง ไข้ก็ลดลงเล็กน้อย แต่ยังมีไข้ต่ำๆ อยู่
นางรู้สึกคอแห้ง อยากเรียกสาวใช้ แต่ในขณะนั้นก็ที่ได้ยินเสียงสาวใช้หลายคนในห้องกำลังพูดคุยกัน
“...ไม่นึกเลยว่า พอท่านแม่ทัพฟู่โกนหนวดแล้วจะหล่อเหลาขนาดนี้”
“ใช่แล้ว เมื่อก่อนขนาดมองจากที่ไกลๆ ก็ยังดูน่ากลัว…”
“ในงานเลี้ยงชมบุปผาเมื่อวาน มีคุณหนูหลายคนแอบมองท่านแม่ทัพด้วยนะ บางคนถึงกับหน้าแดงเลย คิกคิกคิก…”
“เฮ้อ เ้าว่าคุณหนูของพวกเรา ทำไมนางถึงไม่อยากแต่งงานกับท่านแม่ทัพฟู่กันนะ? ถ้าเป็ข้านะ ข้าว่าท่านแม่ทัพมีทั้งเงินและมีอำนาจ แถมยังหน้าตาดี ไม่มีใครจะดีไปกว่าท่านแม่ทัพแล้ว”
“อาจจะกลัวว่าท่านแม่ทัพจะโหดร้ายเกินไปกระมัง? ...คงรู้สึกว่าชายที่เคยออกรบมาก่อนนั้นดูป่าเถื่อน ไม่รู้ว่าหลังจากแต่งงานแล้ว จะทุบตีคุณหนูหรือไม่…”
“ใช่แล้วๆ! หลังจากลูกชายของท่านป้าหวังที่เป็แม่ครัวแต่งเสี่ยวฮุ่ยมาเป็ภรรยา ก็ทุบตีเสี่ยวฮุ่ยทุกครั้งที่ไม่พอใจ!”
“พวกเ้าพูดเหลวไหล! แม่ข้าบอกว่า ท่านแม่ทัพเป็วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ตีแต่ศัตรูเท่านั้น! ไม่ตีเมียหรอก!”
“...นั่นสินะ เมื่อวานข้าเห็นท่านแม่ทัพอ่อนโยนกับแม่นางหวาที่อยู่ข้างๆ เขามากเลย…”
เมื่อพูดถึงหวาชิงเสวี่ย พวกสาวใช้ก็ยิ่งมีเื่ให้คุยกันมากขึ้น นางก็คือซือปิงฟูเหรินในตำนานนี่นา!
ผู้หญิงคนหนึ่งกลับสามารถประดิษฐ์อาวุธที่ทำให้แคว้นต้าเหลียวหวาดกลัวได้ เหมือนเื่ในเทพนิยายไม่มีผิด
สาวใช้คุยกันไม่หยุด เฉิงหว่านเมี่ยวได้ยินแล้วก็รู้สึกกลัวขึ้นมา
เมื่อวานหลังจากที่นางได้เห็นฟู่ถิงเย่สติก็หลุดลอยไป จะยังมีอารมณ์ไปสนใจสตรีที่อยู่ข้างกายเขาได้เช่นไร?
เขาอ่อนโยนกับซือปิงฟูเหรินมากงั้นหรือ? พวกเขาเป็อะไรกัน? ทำอย่างไรดี…นางควรจะทำอย่างไรดี…
เฉิงหว่านเมี่ยวรู้สึกร้อนรน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะอาการหวัดครั้งนี้ทำให้นางนอนซมเกือบครึ่งเดือน กว่าจะหายดีก็ทำให้นางไม่ได้คิดถึงเื่พวกนี้อีก
…
หลังจากงานเลี้ยงชมบุปผา หวาชิงเสวี่ยก็ได้รับเทียบเชิญมากมาย
มีทั้งงานชุมนุมกวีที่บ้านนั้น งานจิบน้ำชาที่บ้านนี้ ใน่ไว้ทุกข์ของแคว้นไม่มีงานเลี้ยงรื่นเริง ผู้คนก็ต้องหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ กันบ้าง จึงมีงานเลี้ยงเล็กๆ จัดขึ้นเป็ครั้งคราว
แต่เทียบเชิญนั้นมากเกินไป แถมยังมีแต่คนที่นางไม่รู้จักทั้งนั้น หวาชิงเสวี่ยจึงไม่อยากไป
นางไม่เคยจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน นางจึงไปขอความช่วยเหลือจากฟู่ถิงเย่โดยไม่รู้ตัว
“ถ้าไม่ไป จะเป็การล่วงเกินคนพวกนั้นหรือไม่เ้าคะ?” หวาชิงเสวี่ยถามเขาอย่างระมัดระวัง
ฟู่ถิงเย่กวาดตามองแล้วโยนทิ้งไปด้านข้าง “ถ้าไปสิถึงจะเป็การล่วงเกินคนอื่น นอกจากเ้าจะสามารถไปตามเทียบเชิญให้ครบทุกคนได้”
หวาชิงเสวี่ยหน้าซีด รีบส่ายหน้า “จะไปให้ครบทุกงานได้อย่างไรเ้าคะ” อาจจะเหนื่อยตายได้เลยนะ!
“ไม่ต้องสนใจ คนพวกนั้นก็แค่อยากตีสนิท หรือไม่ก็แค่อยากลองหยั่งเชิงเ้าดูก็เท่านั้น” ฟู่ถิงเย่กล่าว “แต่การอยู่แต่บ้านทุกวันก็คงน่าเบื่อ ่นี้ใบไม้บนเขาอวี้เซียงในเซิ่งจิงเริ่มแดงแล้ว ข้าจะพาเ้าไปดู”
“เอ๊ะ? วันนี้หรือเ้าคะ?” หวาชิงเสวี่ยชะงักไป “แต่ว่าอีกเดี๋ยวข้าต้องออกไปข้างนอก…”
ฟู่ถิงเย่ก็ชะงักไปด้วย “เ้าจะไปที่ใด?”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างเขินๆ หยิบเทียบเชิญฉบับหนึ่งขึ้นมาจากกอง “ฮูหยินหลูเชิญข้าไปเยือนบ้านเ้าค่ะ...”
“ฮูหยินหลู?” ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว “ฮูหยินหลูคนไหน? เ้าไม่คุ้นเคยกับคนในเมืองหลวง หากไม่มีธุระก็อย่าไปบ้านคนอื่นโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี คนในเมืองหลวงมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ตอนไหนถูกล่อลวงจนเสียท่าไปแล้วเกรงว่าอาจจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ”
“ไม่ใช่แบบนั้น” หวาชิงเสวี่ยอธิบายเสียงเบา “คือหลูเจิ้งชิง...ฮูหยินของหมอหลวงหลู นางเชิญข้าไปนั่งเล่น...”
ดังนั้น ความจริงแล้วคนที่เชิญนาง ไม่ใช่ฮูหยินหลู แต่เป็หลูเจิ้งชิง
แต่ถ้าหากหลูเจิ้งชิงเป็คนเชิญเอง ก็อาจจะสะดุดตาเกินไป การไปพบปะกันระหว่างสตรีจึงไม่เด่นเท่า
ฟู่ถิงเย่จับประเด็นได้ในทันที เขาขมวดคิ้วแล้วถาม “หลูเจิ้งชิงเรียกเ้าไปทำไม? ข้าไม่ให้ไป”
หวาชิงเสวี่ย “...”
นางอยากถามว่า ท่านไม่มีสิทธิ์อะไรมาห้ามไม่ให้ข้าไป?
แต่นางก็เหลือบไปมองบ่าวรับใช้และองครักษ์ที่ฟู่ถิงเย่หามาให้ แล้วเหลือบมองสีหน้าไม่สบอารมณ์ของฟู่ถิงเย่ จึงคิดว่าเอาใจเขาไว้ก่อนน่าจะดีกว่า…
ผู้หญิงนี่จำเป็ต้องมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงจริงๆ นะ นอกจากบ้านหลังนี้ที่หลี่จิ่งหนานมอบให้ ทุกอย่างที่นางกินที่นางใช้ตอนนี้ล้วนแต่มาจากเขา ทำให้ยามที่อยู่ต่อหน้าเขานางไม่มีความมั่นใจเลย…
ความจริงแล้วนางก็มีเงินนะ
แต่ฟู่ถิงเย่ไม่เคยให้โอกาสนางใช้เงินของตัวเองเลย
น่าอึดอัดจริงๆ
“หมอหลวงหลูมีฝีมือดี ครั้งก่อนที่เขาช่วยรักษาอาการป่วย ข้ายังไม่ได้แสดงความขอบคุณต่อเขาเลย…” หวาชิงเสวี่ยใคร่ครวญคำพูดแล้วค่อยๆ กล่าว “ข้าก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นจะให้ นอกเสียจากพวกกระจก ข้าก็เลยอยากมอบมันให้ฮูหยินหลูสักบาน แล้วก็ถือโอกาส...ให้หมอหลวงหลูช่วยตรวจอาการข้าซ้ำ…”
ฟู่ถิงเย่ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ข้าจะไปกับเ้า”
หวาชิงเสวี่ย “หา?”
ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ? แต่ดูเหมือนทางนั้นจะไม่ได้เชิญท่านไปนะ ท่านแม่ทัพ!
ฟู่ถิงเย่สั่งการอย่างเด็ดขาด “เด็กๆ เตรียมรถม้า!”
หวาชิงเสวี่ย “...”
ฟู่ถิงเย่หันกลับมามองนาง “มัวแต่ยืนอึ้งอยู่ทำไม? ไปสิ ในเมื่อจะไปตรวจอาการซ้ำ ก็รีบไปรีบกลับ”
…
หวาชิงเสวี่ยตามฟู่ถิงเย่ไปบ้านตระกูลหลูด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
หมอหลวงเป็อาชีพที่ดูดีมีหน้ามีตา แต่ต่อให้จะมีหน้ามีตาแค่ไหน เมื่อเอาไปเทียบกับขุนนางผู้สูงศักดิ์มากมายในเมืองหลวงแล้ว ก็ดูธรรมดาไปในทันที
ตระกูลหลูอาศัยอยู่ในบ้านพักสามชั้น ไม่ได้มีคนรับใช้มากนัก พื้นที่ก็ไม่ใหญ่ แต่กลับตกแต่งไว้อย่างมีชีวิตชีวา
ตอนที่ผู้เฝ้าประตูนำคนทั้งสองเข้าไป หวาชิงเสวี่ยก็เห็นราวเหล็กคู่สำหรับออกกำลังกายตั้งอยู่ในลาน เห็นได้ชัดว่าหลูเจิ้งชิงสั่งให้คนทำตามอุปกรณ์กีฬาในยุคปัจจุบัน
เขาทำสิ่งนี้เอาไว้ทำอะไรกัน? หรือว่าทุกเช้าจะต้องมาดึงข้อในลานนี้สักหน่อย?
หวาชิงเสวี่ยนึกถึงภาพนั้นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้
ฟู่ถิงเย่เหลือบมองนาง ไม่รู้ว่านางหัวเราะอะไร
ฮูหยินหลูเดินออกมาจากห้องด้านใน เมื่อเห็นชายหญิงคู่หนึ่งในสวนก็รู้สึกแปลกใจ นางรู้ว่าสามีขอให้ต้อนรับซือปิงฟูเหริน แต่ไม่รู้ว่าซือปิงฟูเหรินจะพาคนมาด้วย…
แถมผู้ชายคนนี้…สูงใหญ่กำยำ ดูโดดเด่นมากชนิดที่ไม่มีใครกล้าละเลยเขา
หวาชิงเสวี่ยแนะนำอย่างเขินอาย “ท่านนี้คือท่านแม่ทัพฟู่ ฟู่ถิงเย่”
ฮูหยินหลูเบิกตากว้างด้วยความใ!
จะอย่างไรนางก็เป็เพียงแค่สตรีในเรือนหลัง บุคคลอย่างฟู่ถิงเย่สำหรับนางแล้วเป็บุคคลที่อยู่ในตำนาน วันนี้กลับปรากฏตัวอยู่ในลานบ้านของนางเองเลยหรือนี่?!!
ท่านพี่รีบออกมาเร็วสิเ้าคะ! ท่านแม่ทัพใหญ่มาบ้านเรา! ช่างน่ากลัวจริงๆ!
ฟู่ถิงเย่ผงกศีรษะเล็กน้อย ถือว่าเป็การแสดงมารยาทสำหรับการพบกันครั้งแรก
หวาชิงเสวี่ยยื่นกล่องของขวัญที่เตรียมไว้ให้กับฮูหยินหลู “นี่เป็ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เ้าค่ะ…”
ฮูหยินหลูถึงได้สติกลับมา รีบรับกล่องของขวัญนั้นมาแล้วย่อกายลงเล็กน้อย กล่าวว่า “เสียมารยาทแล้ว เชิญข้างในก่อนเถิด ท่านพี่กำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัว เดี๋ยวก็คงจะมาแล้ว”
ทั้งหวาชิงเสวี่ยและฟู่ถิงเย่ต่างก็แสดงสีหน้าใออกมา
“หมอหลวงหลูอยู่ในครัวหรือ?!”
ฮูหยินหลูคาดเดาไว้แล้วว่าจะมีคำถามเช่นนี้ จึงอมยิ้มแล้วพยักหน้า “เขากล่าวว่าจะให้แม่นางหวาลองชิมรสชาติบ้านเกิด จึงเข้าไปเตรียมอาหารในครัวั้แ่เช้าตรู่แล้ว”
ฟู่ถิงเย่ถามอย่างเคลือบแคลง “หลูเจิ้งชิงรู้หรือว่าบ้านเกิดของแม่นางหวาอยู่ที่ไหน?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของฮูหยินหลูก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย นางพบว่าตนเผลอพูดบางอย่างที่ไม่ควรพูดออกไปแล้ว!
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว ฮูหยินหลูหมายความว่าอยาก...อยากให้ข้าได้ชิมอาหารบ้านเกิดของหมอหลวงหลูต่างหาก” หวาชิงเสวี่ยรีบอธิบาย พร้อมกับส่งสายตาให้ฮูหยินหลู
“อ่า...ใช่ เป็เช่นนั้น ทุกครั้งที่มีแขกมาที่บ้าน สามีของข้าก็จะให้แขกได้ลองชิมอาหารบ้านเกิดของเขา…” ฮูหยินหลูรับ่ต่อ พูดตามน้ำไปทันที
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว มองฮูหยินหลูอย่างพินิจพิจารณา มองหวาชิงเสวี่ยอีกที เขายังคงรู้สึกแปลกๆ อยู่ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อไป
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะแห้งๆ สองครั้ง แสร้งทำเป็ไม่รู้เื่อะไร “ฮูหยินหลู ท่านไปช่วยหมอหลวงหลูในครัวเถอะ ไม่ต้องสนใจพวกเรา พวกเราจะนั่งรออยู่ตรงนี้”
ฮูหยินหลูก็กังวลว่าตนจะพูดอะไรผิดพลาดไปอีก จึงพยักหน้า “เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะไปดูเสียหน่อย...ทั้งสองท่านดื่มชาก่อนนะ เสียมารยาทแล้ว ขออภัยด้วย”
เมื่อฮูหยินหลูรีบร้อนเดินจากไป หวาชิงเสวี่ยก็เอื้อมมือไปจิกแขนของฟู่ถิงเย่ แล้วต่อว่า “ท่านแม่ทัพ พวกเรามาเป็แขกนะ ท่านทำให้คนอื่นใหมดแล้ว!”
