อยู่ๆ ม่านแสงก็พุ่งขึ้นมาตัดขาดแขนเสื้อของเหวินกวนจิ่ง
ทันทีที่ปลายเท้าของพวกเขาััเข้ากับเม็ดทรายละเอียดสีทองพวกเขาก็ไม่กล้าขยับอะไรอีกต่อไป
สัตว์จำนวนมากมายเ่าั้ต่างก็ถูกม่านแสงล้อมรอบเอาไว้
มันคือบาเรียที่มีขนาดใหญ่และงดงามกว่าปกติทั้งแปด!
หากว่าไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้นักบุญสาวตั้งใจจะผลักเหวินกวนจิ่งให้ตกลงไปในลาวาจนหลินลั่วหรานต้องรีบขยับตัวเข้าไปช่วยเอาไว้พวกเขาเองก็น่าจะอยู่ในท่ามกลางกลุ่มสัตว์เ่าั้และไม่อาจขยับหนีออกมาก่อนได้ทันท่วงทีอย่างในตอนนี้
พวกมันเริ่มที่จะเกิดอาการไม่สงบขึ้นมาแม้ว่าพลังของนักบุญสาวและสัตว์เท้าไฟจะดูน่ากลัวมากแต่พวกมันก็เริ่มที่จะวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันขึ้นมาแล้ว
ดังนั้นหลินลั่วหรานและเหวินกวนจิ่ง รวมทั้งเ้าจิ้งจอกน้อยที่ ‘ไม่รับความเมตตา’ ในสายตาของนักบุญสาวก็ต่างพากันรู้สึกดีใจที่ตัวเองสามารถหนีออกมาได้เมื่อเห็นในบรรดาเหล่าสัตว์ที่ใจนวิ่งไปมาไม่รู้เส้นทางนั้นมีตัวหนึ่งวิ่งเข้าไปชนกับบาเรียเข้ามันก็ไม่ได้ถูกบาเรียกันออกมาอย่างที่หลินลั่วหรานคิดแต่กลับถูกฆ่าตายจนแหลกสลายไปอย่างโหดร้าย
ใช่แล้ว มันถูกฆ่าด้วยความโหดร้ายอย่างชัดเจน
สัตว์ที่มีลักษณะเหมือนกับช้างขนยาวตัวหนึ่งถูกเบียดจนหัวไปกระทบเข้ากับม่านแสงทันใดนั้นตัวของมันก็ถูกบีบอัดจนกลายเป็กองเนื้อละเอียด แม้แต่งายาวที่ใครๆต่างก็้าของมันเอง ก็ละเอียดกลายเป็เศษอยู่ในกองเนื้อเช่นกัน
เสียงหวีดร้องดังขึ้น ม่านแสงเ่าั้ทำให้พวกมันใกลัวมากขึ้นเท่าไรพวกมันก็ยิ่งวิ่งระเนระนาดไปทั่วมากขึ้นเท่านั้นหลินลั่วหรานไม่สามารถมองเห็นได้อีกต่อไปว่าภายในม่านแสงนั้นมีสัตว์ตายไปแล้วกี่ตัวเพราะว่าม่านแสงขนาดใหญ่ทั้งแปดนั้นต่างถูกเืเนื้อจากด้านในกระเด็นเข้ามาปกปิดจนกลายเป็สีแดงเืและไม่สามารถมองเข้าไปเห็นด้านในได้อีก
ใน่ขณะที่เต็มไปด้วยเืสาดหลินลั่วหรานก็รู้สึกดีใจขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุบาเรียที่อยู่ในพื้นที่ลึกลับของเธอดูเป็มิตรมากกว่าทีเดียว ในตอนนั้นเองความไม่พอใจที่เธอไม่สามารถเข้าไปในกระท่อมนั้นได้ ก็ค่อยๆมลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
นักบุญสาวเห็นว่าพวกหลินลั่วหรานหนีออกมาได้ บางทีสำหรับเธอแล้วทั้งสองนั้นก็เป็เพียงแค่นักฝึกลมปราณตัวน้อยไม่ได้มีพลังอะไรดังนั้นเธอจึงไม่ได้จับพวกเขากลับไป
หลินลั่วหรานคิดพิจารณาอย่างละเอียด เธอรู้สึกแปลกใจกับคำเรียกว่า ‘นักฝึกลมปราณ’ ของนักบุญสาวมาั้แ่แรก เธอเคยได้ยินการเรียกแบบนี้มาครั้งหนึ่งจากปากของ ‘ท่านผู้ยิ่งใหญ่’ ที่เกือบจะนำชีวิตของเธอไป และทำให้จิติญญาของท่านเทพป๋ายแหลกสลายจนต้องจำศีลในระยะยาวตอนที่อยู่บนยอดเขาสูงในสถานที่ลึกลับ
ท่านเทพป๋ายบอกเอาไว้ว่า นั่นคือสัตว์ปีศาจในอดีตกาล
สำหรับเื่อดีตกาลแล้ว หลินลั่วหรานก็ไม่ได้แปลกใจอะไรกับมันนักหลังจากที่เธอเป็ลมสลบไปหลังจากช่วยเป่าเจียในครั้งนั้นเธอก็เคยได้ัักับสถานการณ์แบบนั้นแล้วครั้งหนึ่งเธอเห็นแผ่นหลังของชายสวมชุดคลุมยาวคนหนึ่งและบริเวณด้านหลังของเขาต่างก็เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดอันเก่งกล้าในอดีตกาล
สัตว์ประหลาดนั้นไม่ได้น่ากลัว มันก็เหมือนกับพวกเสี่ยวจินเหมือนกับาาแมงป่อง หรือว่าเ้าจิ้งจอกน้อยพวกมันต่างก็ถูกเรียกว่าเป็สัตว์ประหลาด แต่ว่าสิ่งที่ถูกท่านเทพป๋ายที่มีระดับการฝึกศาสตร์อยู่ในระดับแยกจิตตอนปลายเรียกว่า ‘สัตว์ปีศาจ’ ต่างหากที่ดูน่ากลัว
่เวลาในอดีตกาลนั้นผ่านพ้นไปแล้วและไม่มีใครเรียกนักฝึกศาสตร์ชาวจีนว่านักฝึกลมปราณอีกทุกคนต่างก็เรียกว่านักฝึกศาสตร์ หรือ นักปราชญ์กันทั้งนั้นหากว่าหญิงสาวนักบุญคนนี้คือนักปราชญ์ เธอก็ไม่คงจะไม่ใช้คำว่า ‘นักฝึกลมปราณ’ มาใช้เรียกพวกเขาอย่างแน่นอน
ทำให้เห็นได้ว่า การเป็มาของหญิงสาวนักบุญคนนี้ดูเหมือนว่าจะช่างแสนยาวนาน
แต่ว่าเธอกลับดูท่าทางราวกับเคยรู้จักกับจิ้งจอกน้อยมันดูขัดแย้งกันจนเกินไป
“เธอรู้จักเขาไหม จิ้งจอกน้อย?” หลินลั่วหรานก้มหัวลงพร้อมกับปลอบประโลมเ้าจิ้งจอกน้อยที่ยังคงตกอยู่ในอาการหวาดกลัวก่อนที่มันจะส่ายหน้าไปมาอย่างรุนแรงราวกับสะบัดกลอง
ถ้าหากว่าเ้าจิ้งจอกตัวน้อยไม่รู้จักเธอหญิงสาวนักบุญคนนั้นก็คงจะมีความเป็มาที่แสนยาวนานมากจริงๆดูเหมือนว่าเธอจะมีความสัมพันธ์กับจิ้งจอกน้อยหรือบรรพบุรุษของเขา
แต่นี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญเพราะว่าดูเหมือนว่าเธอคนนี้จะตั้งใจปล่อยพวกเขาทั้งสองคนไปแล้วแต่สำหรับหลินลั่วหราน สิ่งที่สำคัญก็คือใบหน้าที่เหมือนกับเป่าเจียไม่มีผิดเพี้ยนของนักบุญสาวคนนี้!
เธอไม่ใช่เป่าเจีย แต่ว่าร่างกายนั้นเป็ไปได้ว่าอาจจะเป็ของเป่าเจีย
เมื่อนึกถึงความเป็ไปได้นี้ขึ้นมาหลินลั่วหรานก็ไม่สามารถจะจากออกจากที่นี่ไปด้วยความสบายใจได้
นักบุญสาวบอกว่านี่คือพิธีบวงสรวง...ผู้คนต่างก็มักจะทำการบวงสรวงในระหว่างที่้าพลังอะไรที่ไม่ใช่ของตัวเอง
หากว่าพวกสัตว์สิ่งมีชีวิตมากมายเหล่านี้ต่างก็เป็ของบวงสรวงแล้วบันไดหยกที่สูงขึ้นไปเสียดฟ้านั้นจะนำทางไปถึงที่ไหนกัน?
หลินลั่วหรานเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเปล่งประกายก่อนที่เธอจะนึกไปถึงรูปภาพบนฝาผนังที่ทำให้พวกเธอมาตามหากันในครั้งนี้อย่างไม่มีเหตุผลลำแสงทั้งเจ็ดสีในท้องทะเลทราย และเหล่านักปราชญ์ที่หายไปในลำแสงเมื่อหนึ่งพันปีก่อนพวกนักปราชญ์ระดับแยกจิตต่างก็ใช้สัตว์จำนวนมากมายเหล่านี้เป็ของในการบวงสรวงก่อนที่จะหายไปจากโลก ความเป็ไปได้นี้ก็มีทางเป็ไปได้อยู่
เธอได้ยินอย่างชัดเจน นักบุญสาวเคยพูดเอาไว้ว่าเธอตั้งใจจะพาเ้าจิ้งจอกน้อยออกไปด้วย แต่หลังจากจิ้งจอกน้อย ‘ไม่รับความเมตตา’ จากเธอ ในน้ำเสียงของนักบุญสาวก็เต็มไปด้วยความอับอายและน้อยใจก่อนที่จะเกิดเป็ความโมโหขึ้นดูเหมือนว่าเธอนั้นกำลังหยิบยื่นโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้กับจิ้งจอกน้อยแต่มันกลับเลือกที่จะปฏิเสธ และนั่นก็ทำให้นักบุญสาวที่นานๆครั้งจะเมตตาขึ้นมาแบบนี้ ราวกับถูกตบใบหน้าลงอย่างรุนแรง
ออกจาก...ไปที่ไหนล่ะ ต้องไปที่ไหนถึงจะถือว่าเป็โอกาสครั้งยิ่งใหญ่เป็ไปได้ไหมว่าจะเป็สถานที่ที่เหมือนกันกับสถานที่ลึกลับแบบนั้นสถานที่ที่สำหรับผู้ฝึกศาสตร์แล้ว ก็ถือว่าเป็ที่ที่มีพลังมากมายไม่ขาดหรือว่าเดิมทีก็คือการออกไปจากโลก...ดูเหมือนว่าในนิยายยายต่างก็มักจะใช้คำว่า ‘โลก’ ในการเรียกสถานการณ์แบบนี้กันสินะ
แต่ว่าพันปีหลังจากนั้น ก็ไม่เคยมีนักปราชญ์ระดับแยกจิตปรากฏตัวขึ้นอีกเลยทำให้เห็นได้ชัดว่าเส้นทางนี้เป็เส้นทางที่ไม่มีเส้นทางกลับหลินลั่วหรานกำมือทั้งสองเอาไว้แน่น เธอไม่สามารถที่จะปล่อยนักบุญสาวคนนี้ไปได้ไม่อย่างนั้นร่างกายของเป่าเจียก็อาจจะต้องจากไปโดยไม่มีวันกลับมาอีก...
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เมื่อเห็นว่านักบุญสาวเดินขึ้นไปยังบันไดหยก ก่อนที่จะไกลออกไปเรื่อยๆบาเรียแสงทั้งแปดนั้นต่างก็กำลังขยับเล็กลงเรื่อยๆ และฆ่าทำลายสัตว์สิ่งมีชีวิตจำนวนมากต่อไปหลินลั่วหรานก็ไม่อาจจะอดทนได้อีก
นักปราชญ์ระดับพื้นฐานที่ดูสูงส่งในโลกแห่งการฝึกศาสตร์ในทุกวันนี้บางทีในสายตาของนักบุญสาว เธออาจจะไม่ได้มีพลังอะไรเลยแต่ว่าหลินลั่วหรานก็ยังคงดึงดันที่จะเรียกดาบเจาเจี้ยนออกมา
ดาบฟินิกซ์ที่ประกายไปด้วยลำแสงพลังสีฟ้าปรากฏแสงออกมาในมือของหลินลั่วหรานเจาเสวี่ยเป็ดาบบินระดับห้า มันมีรูปทรงสวยงามดึงดูดสายตาคน และมีพลังที่ยิ่งใหญ่แต่ว่าสำหรับการจะต่อกรกับพลังม่านแสงอันใหญ่ั์ทั้งแปดแล้วดูเหมือนว่ามันก็ยังคงไม่พอ ภายใต้บันไดหยกอันยิ่งใหญ่แห่งนี้หลินลั่วหรานและเจาเจี้ยนที่อยู่ในมือของเธอก็ดูเล็กกระจิริดกับมดที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
ดังนั้นหญิงสาวนักบุญที่ยืนอยู่บนบันได จึงเพียงแค่หันตัวกลับมามองดวงตาเรียวเล็กของเธอเต็มไปด้วยความเยือกเย็น แต่มุมปากของเธอกับยกยิ้มขึ้น
เ้าพวกนักฝึกลมปราณในทุกวันนี้ ช่างน่าขันเสียจริง
อย่างเช่นเ้าของของร่างกายนี้ ชื่ออะไรนะ อ๋อใช่ เ้าเด็กมือใหม่เป่าเจียเธอยังคงกล้าที่จะขู่ขึ้นมาในตอนที่พบกับเื่ราวอันน่า ‘มหัศจรรย์’ แบบนั้น หากกล้าทำร้ายเพื่อนของเธอเธอก็จะทำร้ายร่างกายนี้ทิ้ง
นักบุญสาวรู้สึกว่ามันน่าขันสิ้นดีเด็กฝึกหัดที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาสู่ขอบประตูของการฝึกลมปราณยังจะกล้าพอที่จะมาต่อกรกับเธอ? นักบุญสาวไม่แม้แต่จะฟังคำพูดของเธอให้จบเธอก็พังทลายจิตความคิดอันน้อยนิดของเ้าของร่างกายนี้ลงทันทีพวกผู้อาศัยดั้งเดิมพวกนี้ไม่ได้รู้ถึงพลังของจิต เพียงแค่มีจิตความคิดก็เท่านั้นแต่กลับไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร ช่างน่าสงสารเสียจริง
แต่ว่าการที่เ้าของร่างเดิมมีระดับการฝึกศาสตร์ที่ต้อยต่ำเช่นนี้ก็นำพาความลำบากมาให้เธออยู่ไม่น้อย
ดูเหมือนว่านักฝึกลมปราณทั้งสองจะเป็เพื่อนที่เธอพูดถึงในตอนนั้นตอนที่เธอจัดการโจมตีเข้าไปที่นักฝึกลมปราณชายคนนั้นเธอก็รู้สึกได้ว่าร่างกายขัดขืนขึ้นมา แต่ในตอนนั้นเธอยังคิดว่าอาจจะเป็เพราะร่างกายใหม่จึงยังไม่เข้าที่ดีนัก และไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
ส่วนเ้านักฝึกลมปราณหญิงคนนั้น นักบุญสาวรู้สึกว่าเธอนั้นมีพลังที่แกร่งกล้ากว่าเ้าของร่างนี้มากทีเดียวจึงได้แต่รู้สึกเสียดายขึ้นมาที่ไม่ได้พบกับร่างกายที่ดีกว่าแบบนั้นเสียก่อนและสิ่งที่เธอแสดงออกมาแทนความเสียดายก็คือ ในเมื่อเธอไม่ได้มันมาครองเธอก็จะทำลายมันทิ้งเสีย
ในตอนที่เธอโจมตีเข้าไปที่หลินลั่วหรานเธอไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเพียงมือขวาของหลินลั่วหรานแต่เธอตั้งใจจะฆ่าให้ตายภายในครั้งเดียว
แต่ในครั้งนั้นเธอได้รับการขัดขืนครั้งยิ่งใหญ่จากเ้าของร่าง...การปฏิเสธที่ไม่้าที่จะทำร้ายเพื่อนของตัวเองจากเ้าของร่างทำให้นักบุญสาวสูญเสียการควบคุมร่างไปชั่วขณะดังนั้นการโจมตีในครั้งนั้นจึงโดนเพียงแค่บริเวณมือขวาของเธอ
แต่ในตอนนี้เ้านักฝึกลมปราณที่ได้รับการให้อภัยจากตัวเองกลับกำลังทำตัวก้าวร้าวขึ้นมา นักบุญสาวหรี่ตาของตัวเองลง อยากตายกันจริงๆ สินะ?
หยาดเหงื่อเม็ดใหญ่หยดลงมาจากบริเวณหน้าผากของหลินลั่วหรานเมื่อสบเข้ากับสายตาของนักบุญสาวหลินลั่วหรานก็ััได้ถึงความเ็ปขึ้นมาในจิตความคิด และความกดดันมากมายที่เกิดขึ้นรอบตัว
เพียงแค่สายตาที่ตวัดมาก็สามารถทำให้เธอรู้สึกราวกับถูกของหนักบางอย่างทับกดเอาไว้ได้นักบุญสาวคนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็ผู้ที่สามารถกระทำควบคุมจิตความคิดของพวกเขาได้อย่างมากทีเดียว?
หลินลั่วหรานข่มฟันแน่น แน่นอน เธอรู้ดีว่านักบุญสาวนั้นเก่งกาจมากเพียงใดเธอคิดว่า อย่าเพิ่งพูดไปถึงนักบุญสาวเลยแม้แต่เ้าสัตว์ที่เท้าทั้งสี่เต็มไปด้วยไฟลุกไหม้ตัวนั้นก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังไม่สามารถเอาชนะมันได้เลยด้วยซ้ำ
ถ้าหากว่าอีกฝ่ายคือต้นไม้ใหญ่ ตัวเธอเองก็คงจะเป็เพียงมดตัวน้อยนิด
หากว่ามดอยากจะทำให้ต้นไม้ใหญ่สั่นไหว เดิมทีก็เป็สิ่งที่ทำให้ใครๆต่างพากันหัวเราะเยาะอยู่แล้วแต่เดิมทีหลินลั่วหรานก็ไม่ใช่คนที่เกรงกลัวการถูกหัวเราะเยาะแต่อย่างใดเธอไม่ได้มีความสามารถที่พิเศษไปจากคนอื่น แต่เธอกลับมีความกล้ามากกว่าคนอื่นมากทีเดียว
ในเวลาปกติเธอมักจะเป็คนสงบนิ่ง แต่เมื่อถูกสถานการณ์บีบบังคับเธอก็จะเปลี่ยนเป็พวกคนเืร้อนขึ้นมา คำว่าเืร้อนทำให้ััได้ว่าจะต้องมีการหลั่งเืขึ้นแต่หลินลั่วหรานก็ไม่ได้กลัวเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นหลินลั่วหรานจึงบังคับดาบบินให้บินสูงสู่ฟ้าพุ่งไปยังขั้นบันไดหยกแห่งนั้น ราวกับลูกธนู ภายใต้รอยยิ้มหัวเราะเยาะของนักบุญสาวในความกังวลของเหวินกวนจิ่งและในสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อราวกับเห็นผีของจิ้งจอกน้อย
เธอบินข้ามผ่านม่านแสงไปด้วยความรวดเร็วจนน่าใ เจาเจี้ยนเปล่งประกายแสงมากขึ้นมันคือศาสตร์ดาบฉบับที่ 3 ‘หิมะขาว’
ปีแห่งหิมะขาว ดูเป็ชื่อที่เต็มไปด้วยความสวยงาม เหมือนกับ ‘หิมะโปรยปราย’ ยิ่งมีชื่อที่งดงามมากเพียงใดก็ยิ่งยากที่จะคาดเดาถึงพลังของมันมากเท่านั้น
การโจมตีของหลินลั่วหรานไม่ได้อยู่ในสายตาของนักบุญสาวเลยแม้แต่น้อยแม้ว่าพลังของเจาเจี้ยนจะดูน่าใแต่ว่าด้วยความสามารถที่แตกต่างกันมากของทั้งสอง ก็เหมือนกับผู้ใหญ่กับเด็กเล็กแม้ว่าเด็กเล็กจะเลียนแบบท่าทางของอุลตร้าแมนในทีวีได้ดีแค่ไหนเมื่อเขาพุ่งไปหาผู้ใหญ่ และพูดว่า ‘เ้าสัตว์ประหลาดร้ายข้าจะจัดการเ้า’ แบบนั้นจะมีผู้ใหญ่คนไหนให้สนใจกับการกระทำแบบนั้นกัน?
สิ่งที่เข้ามารับมือกับหลินลั่วหรานคือเ้าสัตว์สี่ขาตัวนั้นมันวิ่งเข้ามากันตัวของนักฝึกลมปราณที่ไร้ซึ่งพลังคนนี้และในตอนที่มันกำลังจะฆ่าเธอทิ้ง มันก็รู้สึกว่าคอของมันไร้แรงขึ้นมาเสียเฉยๆก่อนที่ร่างกายของมันจะนิ่งชะงักไป
ร่างกายของเ้าสัตว์สี่เท้ากว่าครึ่งถูกเกล็ดหิมะกลบตัวเอาไว้และทำให้ท่าทางของมันช้าเฉื่อยลงบนร่างของมันนั้นเหลือเพียงแค่เท้าทั้งสี่ที่ยังคงมีไฟลุกไหม้ในส่วนอื่นต่างก็ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว และไม่สามารถที่จะขยับได้อีกต่อไป
ที่นี่คือทะเลทรายซาฮาร่าที่เต็มไปด้วยความร้อน ทำไมถึงมีหิมะได้ล่ะ?
นี่ก็คือหิมะขาว...ศาสตร์ดาบที่มีชื่ออันแสนจะสวยงามแต่กลับมีพลังที่ยิ่งใหญ่
เมื่อเห็นว่าแผ่นน้ำแข็งหิมะบนคอของเ้าสัตว์สี่ขานี้เริ่มปรากฏร่องรอยแตกออกหลินลั่วหรานก็ตวัดดาบลงไป เจาเจี้ยนปะทะเข้ากับเขาบนหัวของมัน ก่อนจะเกิดเป็เสียงดังเคร้ง ขึ้น เขาของมันแข็งมาก ทำให้แต่ไม่สามารถทำลายมันลงได้หลังจากถูกทำเอาสั่นะเื เจาเจี้ยนก็ทำได้เพียงตัดลงบนแผ่นหนังบริเวณคอของมันและทำให้มีเืไหลออกมา อาบไปบนดาบของหลินลั่วหราน
นักบุญสาวไม่คิดว่าเ้าสัตว์เลี้ยงตัวโปรดจะได้รับาเ็ เธอโมโหขึ้นเธอไม่สนใจอะไรอีกต่อไปก่อนที่จะปล่อยเอาแหขนาดใหญ่ปกคลุมไปทั่วตัวของหลินลั่วหรานตัวของคนที่กำลังดีใจกับการเอาชนะได้เพียงเล็กๆ ถูกจำกัดให้ไม่สามารถขยับตัวได้อีกและถูกนักบุญสาวตวัดผลักออกไป ด้านหน้าของเธอก็คือม่านแสงที่เมื่อััลงไปแล้วก็จะต้องตายทันที
“รุ่นพี่หลิน!” ดวงตาของเหวินกวนจิ่งแดงก่ำขึ้นมาเขาบังคับดาบขึ้น ในใจของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรนแต่ดาบบินของเขากลับไม่ได้มีความเร็วที่มากนัก
ทำอย่างไรดี...เมื่อเ้าจิ้งจอกน้อยเห็นท่าทางที่น่าสงสารของหลินลั่วหรานมันก็รีบเอายกมือขึ้นปิดตาของตัวเอง
ในระหว่างที่หลินลั่วหรานกำลังถูกผลักเข้าไปปะทะกับม่านแสงนั้น อยู่ๆก็มีผ้าขี้ริ้วขาดๆ พุ่งออกมาจากมุมมืดและพันเข้าที่ตัวของเธอเอาไว้
สีหน้าของนักบุญสาวเปลี่ยนไปในทันที “ใครอยู่ตรงนั้น!”
