การเดินทางมาตลอดทั้งคืนจนถึงเช้าวันใหม่
พวกเขาก็พบเข้ากับหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ที่ตั้งอยู่เชิงเขาสีเขียว มันเงียบสงบและร่มรื่น มีควันลอยขึ้นและเสียงเด็กๆ และผู้คนพูดคุยดังสะท้อนออกมา
เฉินอวี๋รู้สึกอยากร้องไห้ ที่แทบจะไม่เคยเห็นภาพอันงดงามเช่นนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม ทุกคนพึ่งจะก้าวขาไปได้เพียงสองก้าว กลุ่มชาวบ้านที่เห็นคนแปลกหน้ามา พวกเขาก็วิ่งออกมาพร้อมจอบและเคียวคมๆ ในมือ
“เกิดอะไรขึ้น?” เฉินอวี๋ตกตะลึง
“ออกไป! ออกไป! พวกโจรชั่ว”
“อย่าเข้ามาในหมู่บ้านของเรานะ!”
“ถ้าพวกแกกล้าเข้ามาอีกสองก้าว ข้าจะฆ่าคนโฉดอย่างพวกแกให้ตายโดยไม่ลังเล!”
ชาวบ้านพยายามไล่พร้อมกับะโด่าด้วยภาษาถิ่น เห็นได้ชัดว่าเป็การเข้าใจผิดคิดว่ากลุ่มของเฉินอวี๋เป็โจรไม่ก็พวกฏ
“พวกเราไม่ใช่โจร เราแค่้าเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อซื้ออาหารเท่านั้น!”
เฉินอ่าวชูเงินอีแปะในมือ พอเห็นว่าชาวบ้านเริ่มชะลอฝีเท้าลง เขาจึงรีบพูดด้วยน้ำเสียงน่าสงสารว่า “โปรดเมตตาด้วย ลูกๆ ของข้ากำลังอดอยาก เราไม่ได้้าปล้น แค่อยากซื้ออาหารและข้าวเท่านั้น”
“สงสารเด็กๆ เถอะ พวกเขาไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว”
เฉินอ่าวสามารถโกหกได้อย่างหน้าด้านๆ ดูเหมือนว่าเขาในตอนนี้จะไม่มีความละอายใจใดๆ อีก
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของชาวบ้านอ่อนลง เฉินอ่าวจึง้าเพิ่มความน่าสงสาร หันไปขยิบตาให้ลูกสาวที่น่ารักสองคนร้องไห้เพื่อการแสดง
นี่!!~
พ่อกำลังให้ข้ามาทำอะไรเนี่ย!!~
“...”
เฉินเหนียนอู่มองตาขว้าง แต่ท้องที่ร้องแบนราบกลับทำให้นางลำบากใจ
แต่ความคิดที่ว่าแม่มดผู้ทรงอำนาจตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกเศร้าโศก แสบจมูกและรัดทนกับชีวิตตัวเอง
ซึ่งต่างจากเฉินอิงเอ๋อ ที่นางสั่งได้ดังใจ แค่พ่อขอให้ร้องไห้นางก็ร้องออกมาได้จริงๆ
“ว้าาาา!!~~”
“ข้า..หิววว!!~~”
“...”
อาจเป็เพราะร่างกายยังเป็เด็ก ต่อมน้ำตาจึงยังพัฒนาไม่เต็มที่ เมื่อมีคนเริ่ม ไม่เพียงแต่เฉินเหนียนอู่ที่เริ่มมีน้ำตา แต่ลูกๆ ของหยู่เจ๋อก็ร้องไห้ส่งเสียงประสานกัน
“นี่!!~”
“...”
“พวกเ้ามาซื้ออาหารจริงๆ รึ?”
“...”
ชายชาวบ้านคนหนึ่งถามด้วยความระแวง
เฉินอ่าวพยักหน้า ใบหน้าเปี่ยมด้วยขอร้อง ยื่นเหรียญเงินสิบอีแปะในมือให้ชาวบ้านดู
“พี่ชาย พวกเราหนีมาจากทางใต้ ทรัพย์สินทั้งหมดถูกปล้นไปหมดแล้ว นี่คือทั้งหมดที่เราเหลืออยู่ โปรดเมตตาแบ่งและขายข้าวให้เราด้วย”
ชายชาวบ้านลดความระแวงลง ด้วยสถานการณ์ร้ายๆ ที่พวกเขาเจอใน่เร็วๆ นี้ มันก็เลยทำให้พวกเขาหวาดระแวงคนแปลกหน้า แต่ยังไงพวกเขาก็แค่ชาวบ้าน มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายหาเช้ากินค่ำไปวันๆ หลายๆ คนก็ค่อยๆ ลดจอบและเสียมในมือลง
ถอนหายใจเบาๆ และปฏิเสธที่จะไม่รับเงิน หันไปหาเพื่อนๆ คนอื่นๆ เพื่อพูดคุย
“เ้าและเ้าเฝ้าไว้” “
“ข้าจะไปเอาข้าวค้างถังจากปีก่อน”
“หากครอบครัวใดมีธัญพืชเหลือใช้ จะเอามาแบ่งพวกเขาก็ได้ตามที่มี”
เหมือนคนที่พูดจะเป็ผู้นำของหมู่บ้าน ส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยก็กลับไปหาของ ขณะที่เหลือยืนเฝ้ายังไม่ให้ผ่าน
อย่างไรก็ตาม คนเ่าั้ไม่ได้ระวังยืนเฝ้าเด็ก เฉินอวี๋จึงใช้โอกาสนี้พาเฉินต้าและคนอื่นๆ เข้าไปในหมู่บ้าน หลังคิด เฉินอ่าวและเฉินถั่วถงก็เห็นด้วย จึงมอบถุงเงินใบเดิมที่มีอยู่สิบอีแปะให้เฉินอวี๋ เพื่อให้เขาเดินไปตามบ้านเผื่อมีสักหลังอยากขายสิ่งดีๆ ให้
ซึ่งการบริจาคและซื้อมา เฉินอวี๋ได้มาแค่เสื่อผืนเก่า หม้อดินเผา ชามแตกๆ ผักดองครึ่งโถ ขนมหูและเสื้อเด็กขาดๆ สองตัวเท่านั้น
เรียกได้ว่าระดับผลผลิตและของอุปโภคบริโภคในยุคนี้ต่ำมาก ดูเหมือนขยะที่เหลือใช้ แต่ก็ถือเป็ความส่งสารที่ชาวบ้านแสดงให้เห็น ว่าของที่แต่ละเรือนมี มันก็มีสภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่เลย
เฉินอวี๋ไม่ถือสา แม้เสื่อจะเก่าแล้ว แต่มันช่วยกันความชื้นในตอนเช้าได้ ส่วนเสื้อผ้าที่ปะเต็มไปด้วยรู แต่มันก็ยังเป็ผ้าที่ยังดีกว่าไม่มีอะไรห่ม
หากพูดถึงของที่มีประโยชน์ เศษหม้อและชามดินเผาที่แตกหักนั้นมีคุณค่ามากกว่า เพราะสามารถนำมาใช้ปรุงอาหารระหว่างเดินทางได้ อย่างน้อยก็ยังมีน้ำต้มให้ดื่มแก้หนาว ตอนนี้คือ่ปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศจึงเริ่มเย็น เขาจึงไม่เสียดายเงิน 2 อีแปะเพื่อซื้อหม้อและชามมาสองสามใบ
ส่วนผักดองและขนมหู พูดตามตรงว่านับั้แ่ย้ายมาอยู่ที่โลกนี้ยังไม่ถึงเดือน เป็ครั้งแรกที่เฉินอวี๋ได้เห็นอาหารที่มีรสชาติเค็มและขนมที่ทำมาจากแป้งข้าวโพด
และพอเขากลับมารวมตัว กลุ่มผู้ใหญ่ก็แลกเปลี่ยนอาหารและข้าวเสร็จแล้วเช่นกัน โดยบางส่วนเป็อาหารปรุงสุกและผักที่ปลูก ส่วนข้าวนั้นก็ยังเป็ข้างฟ่างแข็งๆ ที่ผสมกับรำ
เฉินอวี๋คุ้นเคยกับข้าวฟ่างดี มันเป็ข้าวเมล็ดกลมๆ เหมือนไข่ปลา มีเปลือกแข็งๆ สีเหลืองไปขาวขุ่น ที่โลกเดิมนิยมเอาไปเลี้ยงสัตว์ แต่คนก็สามารถกินได้ เพียงแค่มันไม่นุ่มหรือหอมเหมือนข้าวเปลือกหรือข้าวสาลี
ในยุคเกษตรกรรมยังไม่พัฒนา การที่ผู้คนต้องพึ่งพาปัจจัยทางสภาพอากาศในการดำรงชีวิต การที่มีข้าวฟ่างไว้ปลูกและกินก็ยังนับว่าหายากแม้แต่ในเมือง
เฉินอ่าวใช้เงินสิบอีแปะได้ข้าวฟ่างมาหกถุง นั่นคือขีดจำกัดที่พวกเขาจะสามารถขายให้ได้ เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว ชาวบ้านใจดีมาก ไม่มีคนกลางมาหักส่วนแบ่ง และพวกเขายังเสนอราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด
“ปีนี้ผลผลิตไม่ค่อยดี ดังนั้นนี่คือทั้งหมดที่เราสามารถขายให้พวกเ้าได้” ชาวบ้านอธิบายเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด ซึ่งเฉินอวี๋ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเขาเองก็โกหกเช่นกันว่าเหลือเงินไม่ได้มาก แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะใช้เป็เสบียงสำหรับเดินทาง
ส่วนทางครอบครัวแซ่หยู่ หยู่เจ๋อเองก็มีเงินเหลืออยู่ เขาใช้เงิน 7 อีแปะเพื่อซื้อข้าวและอาหาร
แต่ด้วยคำพูดคำจา ชาวบ้านก็ยอมแบ่งเกลือหินให้พวกเขาคนละสองก้อน จนหยู่เจ๋ออดไม่ได้ที่จะชื่นชมเฉินอ่าวสุดๆ
เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าพี่ชายเฉินปากหวาน เพียงแค่พูดไม่กี่คำ เขาก็ได้เกลือหายากมาแบบฟรีๆ
ซึ่งก็ช่วยไม่ได้ เพราะสิ่งที่เฉินอ่าวบอกต่อชาวบ้าน คือตอนนี้พวกฏยึดเมืองเสี่ยวฉางเซียได้แล้ว จึงได้เตือนให้ชาวบ้านระวังหรือไม่ก็เตรียมตัวเก็บของ ไม่เช่นนั้นพวกชาวบ้านคงไม่ใและยอมมอบก้อนเกลือให้เป็ค่าตอบแทน
หลังจากแลกเปลี่ยน พวกเขาไม่ได้เดินทางต่อทันที แต่กลับไปที่แม่น้ำเล็กๆ ใกล้หมู่บ้านเพื่อพักผ่อนและทำอาหาร พวกเขาหลบหนีมาตลอดทั้งคืน จึงจำเป็ต้องพักและหยุดหาอะไรกินให้อิ่มเสียก่อน
ท่านตาจุดไฟ เฉินอ่าวตั้งเตาอย่างชำนาญโดยใช้หินก้อนใหญ่เป็ฐาน เทน้ำใส่ข้าวและผักป่า โรยเกลือทุบสองเม็ด จากนั้นก็ใช้กิ่งไม้คนให้เข้ากัน
ไม่นานนัก กลิ่นอาหารก็ลอยเข้าจมูก ท้องของเฉินอวี๋และพี่น้องของเขาที่กำลังหิวก็เริ่มร้อง “จ๊อกๆ” ดังออกมา
แต่เนื่องจากข้าวต้มยังไม่สุกดี เฉินถั่วถงจึงให้เด็กๆ กินขนมหูรองท้องก่อน
“ท่านแม่ นี่คือเงินที่…..”
“เ้าเก็บไว้ก่อนเถอะ ข้าจะไปช่วยพ่อของเ้าทำอาหารสักหน่อย”
เฉินอวี๋กำลังจะส่งถุงเงินคืน แต่เฉินถั่วถงก็ไม่ได้ใส่ใจสักเท่าไหร่ จึงขอให้เขาเก็บไว้กับตัวก่อน เฉินอวี๋จึงได้แต่เก็บถุงเงินไว้ในเสื้อเช่นเดิม
“สุกแล้วทุกคน”
“เรามากินข้าวด้วยกันมาๆ”
พอโจ๊กผักป่าสุกพร้อมรับประทาน ทุกคนๆ ก็ะโขึ้นล้อมวง เฉินอวี๋จูงมือพี่ชาย อิงเอ๋อก็ขี่คอท่านตา ร่วมผลัดกันใช้ชามดินตักกินอาหาร จนอาการแสบร้อนในท้องของทุกคนสงบลงถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพอใจ
